รองเท้า ESD คือรองเท้าที่ช่วยควบคุมและระบายไฟฟ้าสถิตย์จากร่างกายลงสู่พื้นอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่ไฟฟ้าสถิตย์จะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน หรือแผงวงจรเสียหาย เหมาะกับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ไลน์ประกอบชิ้นส่วน ห้องคลีนรูม งานเซมิคอนดักเตอร์ งานซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า และคลังสินค้าที่เก็บชิ้นส่วนไวต่อไฟฟ้าสถิตย์ การเลือกรองเท้า ESD ควรดูทั้งมาตรฐาน ความเข้ากันได้กับพื้น ESD ความสบาย พื้นกันลื่น หัวนิรภัย และการทดสอบค่าความต้านทาน ไม่ควรเลือกจากคำว่า “กันไฟฟ้า” เพียงอย่างเดียว เพราะ ESD ไม่ใช่รองเท้าสำหรับป้องกันไฟฟ้าดูดจากไฟฟ้าที่มีกระแสโดยตรง
รองเท้า ESD คืออะไร?
รองเท้า ESD หรือ Electrostatic Discharge Footwear คือรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยควบคุมการสะสมของไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกาย และช่วยระบายประจุลงสู่พื้น ESD หรือระบบกราวด์อย่างเหมาะสม จุดประสงค์หลักคือป้องกันความเสียหายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อไฟฟ้าสถิตย์ เช่น แผงวงจร IC เซนเซอร์ อุปกรณ์ควบคุม หรือชิ้นส่วนในไลน์ผลิต
ESD Association ระบุว่าในงานที่พนักงานยืนทำงาน การกราวด์บุคลากรสามารถทำผ่านสายรัดข้อมือ หรือผ่านระบบรองเท้าและพื้น ESD ที่ผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานได้
พูดง่าย ๆ คือ รองเท้า ESD จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับพื้น ESD และระบบควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ในโรงงาน ไม่ใช่ใส่รองเท้า ESD อย่างเดียวแล้วจบทุกปัญหา

รองเท้า ESD เหมาะกับงานโรงงานแบบไหน?
รองเท้า ESD เหมาะกับโรงงานหรือพื้นที่ที่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ เพื่อป้องกันชิ้นงานเสียหาย ลดของเสีย และรักษาคุณภาพการผลิต
| ประเภทธุรกิจ / หน้างาน | เหตุผลที่ควรใช้รองเท้า ESD |
|---|---|
| โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ | ลดความเสี่ยงไฟฟ้าสถิตย์ทำลายแผงวงจรและชิ้นส่วน |
| ไลน์ประกอบ PCB | ป้องกัน ESD ระหว่างหยิบ จับ ประกอบ และตรวจสอบชิ้นงาน |
| คลีนรูม | ควบคุมไฟฟ้าสถิตย์และลดการปนเปื้อนตามระบบควบคุมของพื้นที่ |
| งานเซมิคอนดักเตอร์ | ชิ้นส่วนไวต่อไฟฟ้าสถิตย์สูง ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด |
| คลังสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ | ลดความเสี่ยงระหว่างจัดเก็บ หยิบ แพ็ก และขนย้าย |
| งานซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงต่ำ | ลดโอกาสเกิดประจุไฟฟ้าสถิตย์กับอะไหล่หรือแผงวงจร |
| โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า | หลายจุดมีอุปกรณ์ควบคุมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ |
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนซื้อรองเท้า ESD
หลายคนเข้าใจว่า ESD, Anti-static และรองเท้ากันไฟฟ้าเป็นอย่างเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วแต่ละแบบมีหน้าที่ต่างกัน และเลือกผิดอาจทำให้หน้างานไม่ได้รับการป้องกันตามที่ต้องการ
| ประเภท | จุดประสงค์หลัก | เหมาะกับงาน | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| ESD | ควบคุมไฟฟ้าสถิตย์เพื่อป้องกันชิ้นส่วนเสียหาย | อิเล็กทรอนิกส์ PCB คลีนรูม EPA | ต้องใช้ร่วมกับพื้นหรือระบบ ESD ที่เหมาะสม |
| Anti-static | ลดการสะสมของไฟฟ้าสถิตย์ระดับทั่วไป | โรงงานทั่วไปบางประเภท | ไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับงาน ESD เข้มงวดเสมอไป |
| Static Dissipative | ระบายไฟฟ้าสถิตย์แบบควบคุม | พื้นที่ที่ไฟฟ้าสถิตย์เป็นความเสี่ยง | ไม่ควรใช้ในพื้นที่ที่อาจสัมผัสตัวนำไฟฟ้าที่มีกระแส |
| EH / Electrical Hazard | ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดบางสถานการณ์ | งานไฟฟ้า งานซ่อมบำรุงระบบไฟ | ไม่ใช่รองเท้าสำหรับควบคุม ESD โดยตรง |
CCOHS ระบุว่ารองเท้าแบบ Static Dissipative เหมาะกับงานที่ไฟฟ้าสถิตย์อาจเป็นอันตรายต่อคนหรืออุปกรณ์ แต่มีคำเตือนว่าไม่ควรใช้ในพื้นที่ที่อาจสัมผัสตัวนำไฟฟ้าที่มีกระแสอยู่
ดังนั้น ถ้าหน้างานของคุณคือโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ให้ดูคำว่า ESD และระบบทดสอบ ESD เป็นหลัก แต่ถ้าเป็นงานช่างไฟฟ้าที่เสี่ยงไฟดูด ต้องพิจารณารองเท้าคนละประเภท
วิธีเลือกรองเท้า ESD ให้เหมาะกับงานโรงงาน
1. ดูก่อนว่าโรงงานมีระบบพื้น ESD หรือไม่
รองเท้า ESD จะทำงานได้ดีเมื่อใช้ร่วมกับพื้น ESD หรือระบบกราวด์ที่เหมาะสม หากใส่รองเท้า ESD แต่เดินบนพื้นทั่วไปที่ไม่ช่วยระบายประจุ ประสิทธิภาพในการควบคุมไฟฟ้าสถิตย์อาจลดลง
ESD Association อธิบายว่าแม้จะมีพื้นและรองเท้าที่ระบุว่าเป็นไปตามมาตรฐาน ESD แล้ว ก็ยังต้องพิจารณาการทำงานร่วมกันของระบบรองเท้าและพื้น ไม่ใช่ดูแยกชิ้นอย่างเดียว
ก่อนซื้อควรถามว่า
- พื้นโรงงานเป็นพื้น ESD หรือไม่?
- มีการวัดค่าพื้นเป็นประจำหรือไม่?
- ต้องทดสอบรองเท้าก่อนเข้าไลน์ผลิตไหม?
- ใช้ระบบ ESD checker หรือ personnel grounding tester หรือไม่?
- มีข้อกำหนดค่าความต้านทานของโรงงานหรือไม่?
2. ตรวจมาตรฐานและเอกสารสินค้าให้ชัดเจน
รองเท้า ESD ที่ใช้ในโรงงานควรมีข้อมูลทางเทคนิคชัดเจน เช่น คุณสมบัติ ESD ค่าความต้านทานที่รองรับ มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และวิธีดูแลรักษา ไม่ควรเลือกจากคำโฆษณาอย่างเดียว เช่น “กันไฟฟ้า” หรือ “ป้องกันไฟฟ้าสถิตย์” โดยไม่มีสเปกประกอบ
มาตรฐาน ANSI/ESD S20.20 ใช้เป็นแนวทางสำหรับการจัดทำและควบคุมโปรแกรม ESD ในองค์กร โดยครอบคลุมเรื่องการฝึกอบรม การตรวจสอบ การกราวด์บุคลากร พื้นที่ EPA การบรรจุภัณฑ์ และการทำเครื่องหมาย
สิ่งที่ควรขอจากผู้ขาย:
- Datasheet หรือสเปกรองเท้า
- ข้อมูลค่าความต้านทาน
- มาตรฐานที่รองรับ
- วิธีทดสอบหรือการใช้งานร่วมกับพื้น ESD
- เงื่อนไขการดูแลรักษา
- คำแนะนำเรื่องอายุการใช้งาน
3. เลือกหัวรองเท้าให้เหมาะกับความเสี่ยงของงาน
รองเท้า ESD ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นรองเท้าหัวนิรภัยเสมอไป บางงานต้องการเฉพาะควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ แต่บางโรงงานมีความเสี่ยงจากของตก กล่องอะไหล่ พาเลท รถเข็น หรือเครื่องมือ จึงควรเลือกแบบที่มีหัวนิรภัยร่วมด้วย
| ประเภทหัวรองเท้า | จุดเด่น | เหมาะกับงาน |
|---|---|---|
| ไม่มีหัวนิรภัย | เบา ใส่สบาย คล่องตัว | คลีนรูม งานตรวจสอบ งานอิเล็กทรอนิกส์เบา |
| หัวเหล็ก | แข็งแรง ทนแรงกระแทกดี | โรงงานที่มีของหนักหรือเสี่ยงของตก |
| หัวคอมโพสิต | น้ำหนักเบา ไม่ใช่โลหะ | งานเดินเยอะ งาน ESD ที่ต้องการความคล่องตัว |
| หัวอลูมิเนียม | เบากว่าหัวเหล็ก แข็งแรงดี | งานที่ต้องการบาลานซ์น้ำหนักและความปลอดภัย |
OSHA ระบุว่านายจ้างต้องให้พนักงานใช้รองเท้าป้องกันเท้าเมื่อมีอันตรายจากของตก วัตถุกลิ้งทับ วัตถุแทงทะลุพื้นรองเท้า หรืออันตรายทางไฟฟ้าที่ยังคงอยู่หลังจากใช้มาตรการป้องกันอื่นแล้ว
ถ้าเป็นโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่เดินเยอะ หัวคอมโพสิตมักเป็นตัวเลือกที่ใส่สบายกว่า แต่ถ้ามีของหนักมาก หัวเหล็กก็ยังเป็นตัวเลือกที่คุ้มและแข็งแรง
4. พื้นรองเท้าต้องกันลื่นและเหมาะกับพื้นโรงงาน
พื้นโรงงานอาจเป็นพื้นอีพ็อกซี่ พื้นปูนขัดมัน พื้น ESD พื้นไวนิล หรือพื้นคลีนรูม ซึ่งบางพื้นที่ลื่นได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีฝุ่น น้ำยา น้ำมัน หรือเศษวัสดุขนาดเล็ก
รองเท้า ESD ที่ดีควรมีพื้นกันลื่นเหมาะกับหน้างาน ไม่ใช่มีเฉพาะคุณสมบัติ ESD แต่เดินแล้วลื่น เพราะอุบัติเหตุจากการล้มอาจเกิดได้ง่ายในไลน์ผลิต
เช็กพื้นรองเท้าก่อนซื้อ:
- ดอกพื้นยึดเกาะดีหรือไม่
- เหมาะกับพื้น ESD หรือพื้นคลีนรูมหรือไม่
- พื้นไม่แข็งจนลื่น
- ทำความสะอาดง่าย
- ไม่ทิ้งคราบบนพื้น
- ทนต่อการใช้งานในไลน์ผลิต
5. ใส่สบายพอสำหรับการทำงานทั้งกะ
พนักงานโรงงานบางคนต้องยืนหรือเดิน 8–12 ชั่วโมง ถ้ารองเท้าแข็ง บีบเท้า หรืออับเกินไป จะทำให้ล้า ปวดฝ่าเท้า ปวดเข่า หรือไม่อยากใส่รองเท้าให้ถูกต้องตามกฎ
รองเท้า ESD ที่เหมาะกับโรงงานควรมีคุณสมบัติด้านความสบาย เช่น
- น้ำหนักไม่หนักเกินไป
- หน้าเท้าไม่บีบ
- พื้นกลางซัพพอร์ตดี
- ส้นเท้าไม่แข็งเกินไป
- ระบายอากาศได้ดี
- ใส่กับถุงเท้าทำงานแล้วไม่แน่น
- เดินแล้วส้นไม่หลุด
CCOHS แนะนำให้เลือกรองเท้าป้องกันเท้าตามอันตรายและชนิดพื้นของพื้นที่ทำงาน รวมถึงตรวจสอบความพอดีและการดูแลรองเท้าอย่างเหมาะสม

6. เลือกรุ่นให้ตรงกับประเภทพื้นที่ในโรงงาน
โรงงานแต่ละโซนมีความต้องการไม่เหมือนกัน บางโซนต้องการความสะอาดสูง บางโซนต้องการหัวนิรภัย บางโซนต้องการรองเท้าที่ทนต่อการเดินทั้งวัน
| พื้นที่ในโรงงาน | รองเท้าที่เหมาะ |
|---|---|
| ไลน์ประกอบอิเล็กทรอนิกส์ | รองเท้า ESD น้ำหนักเบา ใส่สบาย |
| คลีนรูม | รองเท้า ESD ที่ทำความสะอาดง่าย ลดฝุ่น และเหมาะกับข้อกำหนดห้อง |
| คลังชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ | รองเท้า ESD + พื้นกันลื่น |
| พื้นที่มีพาเลทหรือรถเข็น | รองเท้า ESD + หัวนิรภัย |
| งานซ่อมบำรุงในโรงงาน | รองเท้า ESD หรือรองเท้าเซฟตี้ตามความเสี่ยงร่วม เช่น กันลื่น กันทะลุ |
| จุดตรวจสอบ QC | รองเท้า ESD น้ำหนักเบา ยืนสบาย |
| พื้นที่ EPA | รองเท้า ESD ที่ทดสอบผ่านร่วมกับพื้น ESD |
รองเท้า ESD กับพื้น ESD ต้องไปด้วยกันหรือไม่?
โดยหลักแล้วควรไปด้วยกัน เพราะรองเท้า ESD ต้องมีเส้นทางระบายประจุไฟฟ้าสถิตย์ลงสู่พื้นหรือระบบกราวด์ ถ้าพื้นไม่รองรับ ประสิทธิภาพของระบบอาจไม่เต็มที่
ในพื้นที่ EPA หรือ ESD Protected Area โรงงานมักกำหนดให้พนักงานต้องใส่รองเท้า ESD หรืออุปกรณ์กราวด์ที่กำหนด และอาจต้องทดสอบก่อนเข้าไลน์ผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าระบบบุคคล-รองเท้า-พื้นทำงานได้ตามเกณฑ์
สรุปง่าย ๆ คือ รองเท้า ESD ไม่ได้ทำงานเดี่ยว ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุม ESD ทั้งพื้นที่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือกรองเท้า ESD
1. เลือกจากคำว่า “กันไฟฟ้า” อย่างเดียว
คำว่า “กันไฟฟ้า” กว้างมาก อาจหมายถึง ESD, Anti-static, Static Dissipative หรือ Electrical Hazard ซึ่งแต่ละแบบไม่เหมือนกัน ควรถามผู้ขายให้ชัดว่ารองเท้ารุ่นนั้นเป็น ESD จริงหรือไม่ และมีสเปกประกอบหรือเปล่า
2. ใส่รองเท้า ESD บนพื้นทั่วไปแล้วคิดว่าป้องกันครบ
รองเท้า ESD ต้องใช้ร่วมกับพื้นหรือระบบกราวด์ที่เหมาะสม หากพื้นไม่รองรับ อาจควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ไม่ได้ตามที่ต้องการ
3. ไม่ทดสอบค่ารองเท้าก่อนเข้าไลน์ผลิต
โรงงานที่ควบคุม ESD จริงจังควรมีการตรวจสอบหรือทดสอบตามแผน ไม่ใช่ซื้อรองเท้ามาแล้วใช้ต่อเนื่องโดยไม่เคยตรวจค่า เพราะรองเท้าอาจเสื่อม สกปรก หรือพื้นสึกจนประสิทธิภาพลดลง
4. ใช้รองเท้า ESD แทนรองเท้าป้องกันไฟฟ้าดูด
รองเท้า ESD มีหน้าที่ควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ ไม่ใช่รองเท้าสำหรับป้องกันไฟฟ้าดูดจากวงจรไฟฟ้าที่มีกระแสโดยตรง หากเป็นงานช่างไฟฟ้า งานตู้ไฟ หรืองานระบบไฟ ต้องประเมินรองเท้าประเภทอื่นร่วมด้วย
5. ไม่ดูความสบายของพนักงาน
รองเท้าที่สเปกดีแต่ใส่เจ็บ อับ หรือหนักเกินไป อาจทำให้พนักงานไม่อยากใส่ หรือใส่ผิดวิธี เช่น เหยียบส้น ถอดระหว่างทำงาน หรือเปลี่ยนไปใช้รองเท้าส่วนตัว ทำให้ระบบ ESD ทั้งโรงงานเสียประสิทธิภาพ
เช็กลิสต์ก่อนซื้อรองเท้า ESD สำหรับโรงงาน
| เช็กก่อนซื้อ | คำถามที่ควรถาม |
|---|---|
| ประเภทงาน | ใช้ในไลน์อิเล็กทรอนิกส์ คลีนรูม คลังสินค้า หรือซ่อมบำรุง? |
| พื้นที่ใช้งาน | เป็นพื้น ESD หรือพื้นทั่วไป? |
| มาตรฐาน | มีเอกสารหรือสเปก ESD ชัดเจนหรือไม่? |
| การทดสอบ | ต้องผ่านเครื่อง ESD tester ก่อนเข้าไลน์หรือไม่? |
| หัวนิรภัย | หน้างานมีของตก รถเข็น หรือพาเลทหรือไม่? |
| พื้นกันลื่น | พื้นโรงงานลื่น มีฝุ่น น้ำยา หรือน้ำมันหรือไม่? |
| ความสบาย | ต้องยืนหรือเดินกี่ชั่วโมงต่อวัน? |
| การระบายอากาศ | พื้นที่ร้อนหรือใส่ทำงานทั้งกะหรือไม่? |
| การดูแล | ทำความสะอาดง่ายและไม่ทำให้คุณสมบัติลดลงหรือไม่? |
| การเปลี่ยนไซส์ | ร้านมีไซส์ให้ลองและเปลี่ยนได้หรือไม่? |
วิธีดูแลรองเท้า ESD ให้ใช้งานได้นาน
รองเท้า ESD ต้องดูแลมากกว่ารองเท้าทั่วไป เพราะคราบสกปรก ความชื้น พื้นสึก หรือการใช้ผิดพื้นที่ อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมไฟฟ้าสถิตย์
คำแนะนำในการดูแล:
- ทำความสะอาดพื้นรองเท้าเป็นประจำ
- หลีกเลี่ยงการใส่ไปพื้นที่สกปรกมากก่อนเข้าไลน์ผลิต
- ไม่ใช้สารเคมีทำความสะอาดที่ผู้ผลิตไม่แนะนำ
- ตากในที่อากาศถ่ายเท ไม่ตากแดดจัดเกินไป
- ตรวจพื้นรองเท้าว่าสึก แตก หรือหลุดหรือไม่
- ทดสอบค่าตามรอบที่โรงงานกำหนด
- แยกรองเท้าใช้งานในพื้นที่ ESD โดยเฉพาะ
สรุป: เลือกรองเท้า ESD อย่างไรให้เหมาะกับโรงงาน
รองเท้า ESD ที่เหมาะกับงานโรงงานควรเลือกจากระบบงานจริง ไม่ใช่เลือกจากดีไซน์หรือราคาถูกที่สุดเท่านั้น ต้องดูว่าพื้นที่ใช้งานเป็นพื้น ESD หรือไม่ มีการทดสอบค่าหรือเปล่า ต้องการหัวนิรภัยไหม พื้นลื่นหรือไม่ และพนักงานต้องยืนหรือเดินนานแค่ไหน
ถ้าเป็นโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ไลน์ประกอบ PCB คลีนรูม หรือพื้นที่ EPA ควรเลือกรองเท้า ESD ที่มีสเปกชัดเจน ใช้ร่วมกับพื้น ESD ได้ดี และมีการตรวจสอบตามระบบของโรงงาน
หลักง่าย ๆ คือ รองเท้า ESD ที่ดีต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ได้ ใส่สบายพอสำหรับงานจริง และเข้ากับระบบ ESD ของโรงงาน
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้า ESD
1. รองเท้า ESD คืออะไร?
รองเท้า ESD คือรองเท้าที่ช่วยควบคุมและระบายไฟฟ้าสถิตย์จากร่างกายลงสู่พื้นหรือระบบกราวด์อย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่ไฟฟ้าสถิตย์จะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วนไวต่อ ESD เสียหาย
2. รองเท้า ESD เหมาะกับงานโรงงานแบบไหน?
เหมาะกับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ไลน์ประกอบ PCB คลีนรูม งานเซมิคอนดักเตอร์ คลังชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ งาน QC และพื้นที่ EPA ที่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตย์
3. รองเท้า ESD กันไฟดูดได้ไหม?
รองเท้า ESD ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดจากวงจรไฟฟ้าที่มีกระแสโดยตรง จุดประสงค์หลักคือควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ หากเป็นงานไฟฟ้าที่เสี่ยงไฟดูด ควรเลือกรองเท้าประเภทที่เหมาะกับงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ
4. รองเท้า ESD ต้องใช้กับพื้น ESD ไหม?
ควรใช้ร่วมกับพื้น ESD หรือระบบกราวด์ที่เหมาะสม เพราะรองเท้า ESD ต้องมีเส้นทางระบายประจุไฟฟ้าสถิตย์ หากใช้กับพื้นทั่วไป ประสิทธิภาพอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
5. รองเท้า ESD ต่างจากรองเท้า Anti-static อย่างไร?
รองเท้า ESD มักใช้ในพื้นที่ที่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตย์อย่างจริงจัง เช่น โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน Anti-static เป็นคำกว้างสำหรับรองเท้าที่ช่วยลดการสะสมไฟฟ้าสถิตย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับระบบ ESD ของโรงงานเสมอไป
6. รองเท้า ESD จำเป็นต้องมีหัวนิรภัยไหม?
ขึ้นอยู่กับหน้างาน หากพื้นที่มีความเสี่ยงจากของตก รถเข็น พาเลท หรือวัตถุกระแทกเท้า ควรเลือกรองเท้า ESD ที่มีหัวนิรภัย เช่น หัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิต แต่ถ้าเป็นคลีนรูมหรืองานเบา อาจเลือกแบบไม่มีหัวนิรภัยได้ตามข้อกำหนดของโรงงาน
7. รองเท้า ESD ต้องทดสอบบ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละโรงงาน โดยพื้นที่ ESD ที่ควบคุมเข้มงวดมักมีการทดสอบก่อนเข้าไลน์ หรือทดสอบตามรอบที่กำหนด เพื่อให้แน่ใจว่ารองเท้า พื้น และระบบกราวด์ยังทำงานได้ถูกต้อง
8. เลือกรองเท้า ESD อย่างไรให้ใส่สบาย?
ควรเลือกรุ่นที่น้ำหนักไม่หนัก หน้าเท้าไม่บีบ พื้นรองรับแรงกระแทกดี ระบายอากาศได้เหมาะสม และลองใส่กับถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง หากต้องยืนทั้งวันควรให้ความสำคัญกับพื้นนุ่มและความพอดีเป็นพิเศษ
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที



