รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า ต้องดูอะไรบ้าง เลือกผิดอาจเสี่ยงกว่าที่คิด

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าควรเลือกจากลักษณะความเสี่ยงของหน้างานก่อน เช่น เสี่ยงไฟดูด เสี่ยงไฟฟ้าสถิตย์ เสี่ยงพื้นลื่น เสี่ยงของตกใส่เท้า หรือเสี่ยงเหยียบของแหลม หากทำงานใกล้วงจรไฟฟ้าหรือระบบไฟ ควรดูรองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า เช่น EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ อาจต้องใช้รองเท้า ESD แทน สิ่งสำคัญคือรองเท้าเซฟตี้ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำให้ทำงานกับไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยโดยลำพัง แต่เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสริมที่ต้องใช้ร่วมกับมาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าควรเลือกจากลักษณะความเสี่ยงของหน้างานก่อน เช่น เสี่ยงไฟดูด เสี่ยงไฟฟ้าสถิตย์ เสี่ยงพื้นลื่น เสี่ยงของตกใส่เท้า หรือเสี่ยงเหยียบของแหลม หากทำงานใกล้วงจรไฟฟ้าหรือระบบไฟ ควรดูรองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า เช่น EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ อาจต้องใช้รองเท้า ESD แทน สิ่งสำคัญคือรองเท้าเซฟตี้ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำให้ทำงานกับไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยโดยลำพัง แต่เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสริมที่ต้องใช้ร่วมกับมาตรการความปลอดภัยอื่น ๆ


ทำไมงานไฟฟ้าต้องเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้ถูกประเภท?

งานไฟฟ้ามีความเสี่ยงมากกว่างานทั่วไป เพราะนอกจากของตกใส่เท้า พื้นลื่น หรือเศษวัสดุทิ่มทะลุพื้นรองเท้าแล้ว ยังมีความเสี่ยงเรื่องไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าสถิตย์ การทำงานใกล้ตู้ไฟ สายไฟ เครื่องจักร มอเตอร์ หรือระบบควบคุมไฟฟ้า

OSHA ระบุว่าควรใช้รองเท้าป้องกันเท้าเมื่อพื้นที่ทำงานมีความเสี่ยงจากของตก วัตถุกลิ้งทับ สิ่งของทิ่มทะลุพื้นรองเท้า หรือเมื่อรองเท้าช่วยป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าที่เหลืออยู่หลังจากใช้มาตรการป้องกันอื่นแล้ว

พูดง่าย ๆ คือ รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าไม่ได้เลือกจากคำว่า “รองเท้าเซฟตี้” อย่างเดียว แต่ต้องดูว่าเป็นงานไฟฟ้าแบบไหน และต้องการป้องกันอันตรายประเภทใด

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า ต้องดูอะไรบ้าง?

1. ดูก่อนว่าเป็นงาน “ไฟฟ้าแรงดัน” หรือ “ไฟฟ้าสถิตย์”

หลายคนเข้าใจว่า ESD, Anti-static และ EH คือรองเท้าไฟฟ้าเหมือนกันทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้วใช้กันคนละสถานการณ์

ประเภทงานความเสี่ยงหลักรองเท้าที่ควรพิจารณา
ช่างไฟฟ้า ซ่อมตู้ไฟ งานระบบไฟไฟฟ้าดูดจากการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้า
งานอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร ห้องผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้าสถิตย์ทำให้อุปกรณ์เสียหายรองเท้า ESD หรือ Static Dissipative
งานโรงงานที่มีเครื่องจักรไฟฟ้าไฟฟ้า + ของตก + พื้นลื่นรองเท้าเซฟตี้หัวนิรภัย พื้นกันลื่น และดูคุณสมบัติไฟฟ้าตามความเสี่ยง
งานติดตั้งภายนอกอาคารพื้นเปียก ฝน โคลน ไฟฟ้ารองเท้าเซฟตี้กันลื่น กันน้ำ และตรวจคุณสมบัติฉนวนให้เหมาะสม

CCOHS อธิบายว่ารองเท้าแบบ Static Dissipative ใช้ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าสถิตย์อาจเป็นอันตรายต่อคนหรืออุปกรณ์ แต่ไม่ควรใช้ในพื้นที่ที่อาจสัมผัสตัวนำไฟฟ้าที่มีกระแสไฟอยู่

ดังนั้น ถ้าหน้างานมีโอกาสสัมผัสไฟฟ้าที่มีกระแสไฟ ต้องระวังมากเป็นพิเศษ อย่าเลือก ESD เพราะคิดว่าเป็นรองเท้าสำหรับงานไฟฟ้าเสมอไป


2. EH คืออะไร เหมาะกับงานแบบไหน?

EH ย่อมาจาก Electrical Hazard หมายถึงรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดในบางสถานการณ์ โดยมักใช้วัสดุที่ไม่นำไฟฟ้าหรือช่วยลดการนำไฟฟ้าผ่านรองเท้า

รองเท้า EH เหมาะกับงาน เช่น

  • ช่างไฟฟ้าซ่อมบำรุง
  • งานติดตั้งระบบไฟ
  • งานตรวจตู้ควบคุมไฟฟ้า
  • งานเครื่องจักรโรงงาน
  • งานบำรุงรักษาอาคาร
  • งานที่มีโอกาสสัมผัสไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ

แต่ต้องเข้าใจว่า EH เป็นเพียง “การป้องกันเสริม” ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ยืนทำงานกับไฟฟ้าโดยไม่ตัดกระแสไฟ หรือไม่ใช้อุปกรณ์ PPE อื่น เช่น ถุงมือกันไฟฟ้า แผ่นยางฉนวน หรือเครื่องมือหุ้มฉนวน


3. ESD คืออะไร เหมาะกับงานแบบไหน?

ESD ย่อมาจาก Electrostatic Discharge ใช้ควบคุมหรือระบายไฟฟ้าสถิตย์ออกจากร่างกายอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วนที่ไวต่อไฟฟ้าสถิตย์

รองเท้า ESD เหมาะกับงาน เช่น

  • โรงงานอิเล็กทรอนิกส์
  • งานประกอบแผงวงจร
  • งานซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงต่ำ
  • ห้องคลีนรูมบางประเภท
  • คลังสินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • งานผลิตชิ้นส่วนที่ไวต่อไฟฟ้าสถิตย์

Arco แบ่งรองเท้าที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางไฟฟ้าออกเป็นกลุ่ม เช่น Conductive, Anti-static, Electrically Insulating และ ESD โดยย้ำว่าควรเลือกจากการประเมินความเสี่ยงของงานจริง

สรุปง่าย ๆ คือ EH เน้นลดความเสี่ยงไฟฟ้าดูด ส่วน ESD เน้นควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ ใช้แทนกันไม่ได้เสมอไป


เปรียบเทียบ EH, ESD, Anti-static และรองเท้าฉนวนไฟฟ้า

ประเภทจุดประสงค์เหมาะกับงานข้อควรระวัง
EHลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดโดยไม่ตั้งใจช่างไฟฟ้า งานซ่อมบำรุง งานระบบไฟต้องใช้ร่วมกับมาตรการตัดไฟและ PPE อื่น
ESDควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ ป้องกันอุปกรณ์เสียหายงานอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร คลีนรูมไม่เหมาะกับงานที่เสี่ยงสัมผัสไฟฟ้ามีกระแสโดยตรง
Anti-staticลดการสะสมไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกายงานทั่วไปบางประเภท งานโรงงานบางพื้นที่ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า
Electrically Insulatingป้องกันไฟฟ้าตามระดับที่มาตรฐานกำหนดงานไฟฟ้าเฉพาะทางต้องตรวจสภาพและใช้งานตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

4 จุดสำคัญที่ต้องดูเมื่อเลือกรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า

1. หัวรองเท้าควรเป็นแบบไหน?

สำหรับงานไฟฟ้า หลายคนนิยมเลือก หัวคอมโพสิต เพราะไม่ใช่โลหะ น้ำหนักเบากว่า และเหมาะกับงานที่ต้องเดินหรือยืนทั้งวัน ส่วนหัวเหล็กยังใช้ได้ในหลายงาน แต่ต้องดูการออกแบบโดยรวมของรองเท้าและมาตรฐานที่รองรับ

ประเภทหัวรองเท้าจุดเด่นเหมาะกับ
หัวเหล็กแข็งแรง ทนแรงกระแทกดีงานหนัก งานโรงงานทั่วไป
หัวคอมโพสิตน้ำหนักเบา ไม่ใช่โลหะ ใส่สบายกว่างานไฟฟ้า งานซ่อมบำรุง งานเดินเยอะ
หัวอลูมิเนียมเบากว่าหัวเหล็ก แข็งแรงดีงานที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างความเบาและความทน

สำหรับช่างไฟฟ้าที่ต้องเดินขึ้นลงหน้างานบ่อย หรือยืนทำงานเป็นเวลานาน หัวคอมโพสิตมักให้ความสบายมากกว่าในระยะยาว


2. พื้นรองเท้าต้องกันลื่น

งานไฟฟ้าหลายจุดอาจทำบนพื้นปูน พื้นกระเบื้อง พื้นโรงงาน พื้นเปียก หรือพื้นที่มีคราบน้ำมัน หากรองเท้าลื่น อุบัติเหตุอาจเกิดก่อนที่จะได้ทำงานกับไฟฟ้าด้วยซ้ำ

ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นยึดเกาะดี ดอกพื้นชัด และเหมาะกับสภาพพื้นจริง CCOHS มีเช็กลิสต์ให้พิจารณาว่าพื้นรองเท้าเหมาะกับพื้นผิวหรือไม่ มีความเสี่ยงลื่นหรือไม่ และรองเท้าสึกจนลดคุณสมบัติกันลื่นหรือเปล่า


3. พื้นรองเท้าควรทนต่อการเจาะทะลุ

งานไฟฟ้าหน้างานก่อสร้าง งานโรงงาน หรืองานติดตั้งระบบ อาจมีเศษเหล็ก ตะปู สกรู เศษสายไฟ หรือเศษวัสดุแหลมอยู่บนพื้น หากเหยียบทะลุอาจบาดเจ็บและทำให้ทำงานต่อไม่ได้

ควรดูว่ารองเท้ามีพื้นกันทะลุหรือไม่ โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินในไซต์งานหรือพื้นที่ซ่อมบำรุง


รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า

4. ต้องใส่สบาย เดินคล่อง ไม่เมื่อยง่าย

ช่างไฟฟ้าหลายคนไม่ได้ยืนอยู่จุดเดียว ต้องเดินตรวจระบบ ปีนบันได ก้ม ๆ เงย ๆ เดินในโรงงาน หรือทำงานเป็นกะ ถ้ารองเท้าหนัก แข็ง หรือบีบเท้า จะทำให้ล้าเร็วและเสียสมาธิ

ควรดูเรื่องเหล่านี้ก่อนซื้อ:

  • น้ำหนักรองเท้าไม่หนักเกินไป
  • หน้าเท้าไม่บีบ
  • ส้นไม่หลวม
  • พื้นกลางซัพพอร์ตดี
  • ระบายอากาศได้ดี
  • ดอกพื้นไม่แข็งจนลื่น
  • ลองใส่กับถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง

CCOHS แนะนำให้ประเมินเรื่องความสบายด้วย เช่น พนักงานต้องยืนหรือเดินเกือบทั้งกะหรือไม่ และรองเท้าต้องกันน้ำหรือมีฉนวนเพิ่มเติมหรือไม่


งานไฟฟ้าแต่ละแบบ ควรเลือกรองเท้าเซฟตี้แบบไหน?

ลักษณะงานรองเท้าที่แนะนำเหตุผล
ช่างไฟฟ้าอาคารรองเท้า EH พื้นกันลื่น หัวคอมโพสิตเดินเยอะ ทำงานหลายพื้นที่
ช่างซ่อมบำรุงโรงงานEH + กันลื่น + กันทะลุเสี่ยงไฟฟ้า เครื่องจักร พื้นลื่น และเศษวัสดุ
งานตู้คอนโทรล / ตู้ MDBEH หรือรองเท้าฉนวนตามความเสี่ยงทำงานใกล้ระบบไฟฟ้า
งานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ESDควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ ปกป้องชิ้นส่วน
งานติดตั้งโซลาร์เซลล์กันลื่น น้ำหนักเบา ดูคุณสมบัติไฟฟ้าตามงานเดินบนพื้นต่างระดับและทำงานกลางแจ้ง
งานคลังอุปกรณ์ไฟฟ้าESD หรือรองเท้าเซฟตี้ทั่วไปตามความเสี่ยงขึ้นอยู่กับว่าต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตย์หรือไม่
งานก่อสร้างระบบไฟEH + พื้นกันทะลุ + หุ้มข้อเสี่ยงตะปู เศษเหล็ก พื้นไม่เรียบ และของตก

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าในไทย ควรดูอะไรเพิ่ม?

สภาพหน้างานในไทยมักมีอากาศร้อน พื้นเปียก ฝุ่นเยอะ และบางพื้นที่ทำงานทั้งในอาคารและกลางแจ้ง จึงควรเลือกรองเท้าที่ไม่ใช่แค่ปลอดภัย แต่ต้องใส่ได้นานจริง

สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือ

  • ระบายอากาศดี ลดความอับ
  • พื้นไม่ลื่นบนพื้นกระเบื้องและพื้นปูน
  • วัสดุทนต่อความชื้น
  • ทำความสะอาดง่าย
  • น้ำหนักไม่มากเกินไป
  • มีไซส์ให้ลองจริง
  • มีเอกสารสเปกหรือมาตรฐานสินค้า
  • ร้านสามารถแนะนำตามลักษณะงานได้ ไม่ใช่แนะนำแบบเดียวทุกงาน

ถ้าค้นหา “รองเท้าเซฟตี้งานไฟฟ้าใกล้ฉัน” หรือ “รองเท้าเซฟตี้สำหรับช่างไฟฟ้า” ควรเลือกร้านที่ให้ลองไซส์ มีหลายรุ่นให้เปรียบเทียบ และสามารถแยกได้ว่าคุณต้องใช้ EH, ESD หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าเฉพาะทาง


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือกรองเท้าเซฟตี้งานไฟฟ้า

เลือก ESD ทั้งที่งานเสี่ยงไฟฟ้าดูด

ESD ใช้ควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ ไม่ใช่รองเท้าสำหรับป้องกันไฟฟ้าดูดจากวงจรไฟฟ้ามีกระแสโดยตรง ถ้างานเสี่ยงไฟฟ้าดูด ต้องดูรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าที่เหมาะสมกว่า

ดูแค่คำว่า “กันไฟฟ้า”

บางร้านหรือบางฉลากอาจใช้คำกว้าง ๆ เช่น กันไฟฟ้า กันไฟฟ้าสถิตย์ หรือรองเท้าช่างไฟ แต่ผู้ซื้อควรถามให้ชัดว่าเป็น EH, ESD, Anti-static หรือ Electrically Insulating เพราะแต่ละแบบใช้งานต่างกัน

ไม่ดูสภาพหน้างานจริง

รองเท้าที่เหมาะกับห้องควบคุมไฟฟ้า อาจไม่เหมาะกับไซต์ก่อสร้าง และรองเท้าที่เหมาะกับงานอิเล็กทรอนิกส์ อาจไม่เหมาะกับงานซ่อมตู้ไฟ ควรเลือกจากความเสี่ยงจริง ไม่ใช่เลือกจากชื่อรุ่นอย่างเดียว

ใช้รองเท้าสึกหรือเปียกโดยไม่ตรวจสภาพ

รองเท้าที่พื้นสึก แตก เปียกชื้น หรือมีรอยฉีกขาด อาจลดประสิทธิภาพการป้องกัน โดยเฉพาะรองเท้าที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางไฟฟ้า CCOHS ระบุว่าความสามารถต้านไฟฟ้าช็อกเสื่อมลงได้จากการสึกหรอและสภาพแวดล้อมเปียก


เช็กลิสต์ก่อนซื้อรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า

เช็กก่อนซื้อควรถามตัวเอง
ประเภทงานทำงานกับไฟฟ้าแรงดัน หรือไฟฟ้าสถิตย์?
คุณสมบัติไฟฟ้าต้องใช้ EH, ESD, Anti-static หรือรองเท้าฉนวน?
หัวรองเท้าต้องการหัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิต?
พื้นรองเท้ากันลื่นบนพื้นที่ทำงานจริงหรือไม่?
กันทะลุมีโอกาสเหยียบตะปู สกรู เศษเหล็กไหม?
ความสบายต้องเดินหรือยืนทั้งวันหรือไม่?
สภาพแวดล้อมพื้นเปียก ร้อน ฝุ่นเยอะ หรือกลางแจ้งไหม?
เอกสารสินค้ามีสเปก มาตรฐาน หรือข้อมูลชัดเจนไหม?
การลองไซส์หน้าเท้าไม่บีบ ส้นไม่หลวม เดินแล้วไม่เจ็บไหม?

สรุป: รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า เลือกแบบไหนดี?

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าควรเลือกตามความเสี่ยงของงาน ไม่ใช่เลือกจากคำว่า “กันไฟฟ้า” อย่างเดียว หากทำงานใกล้วงจรไฟฟ้าหรือระบบไฟ ควรดูรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าที่เหมาะสม หากทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ ควรดูรองเท้า ESD หรือ Static Dissipative

นอกจากนี้ยังต้องดูพื้นกันลื่น หัวนิรภัย พื้นกันทะลุ น้ำหนัก ความสบาย และการระบายอากาศ เพราะรองเท้าที่ปลอดภัยแต่ใส่แล้วเจ็บเท้า อาจทำให้ผู้ปฏิบัติงานไม่อยากใส่ หรือเสียสมาธิระหว่างทำงาน

หลักง่าย ๆ คือ งานไฟฟ้าดูเรื่องไฟฟ้าก่อน งานหน้างานดูเรื่องพื้นและแรงกระแทกเพิ่ม และงานที่ต้องใส่ทั้งวันต้องสบายจริง


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า

1. รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าควรเลือกแบบไหน?

ควรเลือกตามความเสี่ยงของงาน หากทำงานใกล้ระบบไฟฟ้าหรือมีโอกาสไฟฟ้าดูด ควรดูรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าที่เหมาะสม หากทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ควรดูรองเท้า ESD

2. EH กับ ESD ต่างกันอย่างไร?

EH เน้นลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด ส่วน ESD เน้นควบคุมไฟฟ้าสถิตย์เพื่อป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองแบบใช้แทนกันไม่ได้เสมอไป

3. ช่างไฟฟ้าควรใส่รองเท้าหัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิต?

ถ้าต้องการความเบาและไม่ใช่โลหะ หัวคอมโพสิตมักเหมาะกับงานไฟฟ้ามากกว่า แต่ถ้างานหนักและต้องการความทนทาน หัวเหล็กก็ยังใช้ได้ โดยต้องดูคุณสมบัติรองเท้าทั้งรุ่นประกอบกัน

4. รองเท้า ESD กันไฟดูดได้ไหม?

รองเท้า ESD ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดจากวงจรไฟฟ้าที่มีกระแสโดยตรง จุดประสงค์หลักคือการควบคุมไฟฟ้าสถิตย์ จึงควรใช้ให้ถูกประเภทงาน

5. รองเท้า Anti-static ใช้แทนรองเท้า EH ได้ไหม?

ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ Anti-static ใช้ลดการสะสมไฟฟ้าสถิตย์ ส่วน EH ใช้ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดในบางสถานการณ์ ควรตรวจสอบสเปกและความเสี่ยงของงานก่อนเลือก

6. รองเท้างานไฟฟ้าต้องกันลื่นไหม?

ควรกันลื่น เพราะงานไฟฟ้าหลายจุดทำบนพื้นปูน พื้นกระเบื้อง พื้นเปียก หรือพื้นที่มีฝุ่น ถ้าลื่นล้มอาจเกิดอันตรายทั้งจากการกระแทกและจากอุปกรณ์ไฟฟ้าใกล้ตัว

7. รองเท้าเซฟตี้งานไฟฟ้าใส่ทำงานกลางแจ้งได้ไหม?

ใส่ได้หากรุ่นนั้นเหมาะกับงานกลางแจ้ง เช่น พื้นกันลื่นดี วัสดุทนความชื้น และมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่ตรงกับความเสี่ยง แต่ควรระวังงานไฟฟ้าในพื้นที่เปียกเป็นพิเศษ

8. รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่?

ควรเปลี่ยนเมื่อพื้นสึกมาก ดอกพื้นหาย มีรอยแตก ฉีกขาด เปียกชื้นเรื้อรัง หัวรองเท้าเสียรูป หรือรองเท้าไม่กระชับเหมือนเดิม โดยเฉพาะรุ่นที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าควรตรวจสภาพสม่ำเสมอ

👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้ากันไฟฟ้า ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้งานไฟฟ้า #รองเท้าช่างไฟฟ้า #รองเท้าEH #รองเท้าESD #รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตย์ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าหัวคอมโพสิต #รองเท้ากันลื่น #PPE

แชร์:

บทความเพิ่มเติม