รองเท้า EH เสื่อมได้ไหม? ใช้นานแค่ไหนควรเปลี่ยน

รองเท้า EH หรือรองเท้าป้องกันไฟฟ้าสามารถเสื่อมสภาพได้ และคุณสมบัติในการช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าไม่ได้คงอยู่ตลอดอายุของรองเท้า โดยเฉพาะเมื่อพื้นรองเท้าสึกจนบาง แตก เป็นรู แยกออกจากตัวรองเท้า เปียกชื้น หรือมีเศษโลหะฝังอยู่ในพื้น

รองเท้า EH เสื่อมได้ไหม และควรเปลี่ยนเมื่อไร?

รองเท้า EH หรือรองเท้าป้องกันไฟฟ้าสามารถเสื่อมสภาพได้ และคุณสมบัติในการช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าไม่ได้คงอยู่ตลอดอายุของรองเท้า โดยเฉพาะเมื่อพื้นรองเท้าสึกจนบาง แตก เป็นรู แยกออกจากตัวรองเท้า เปียกชื้น หรือมีเศษโลหะฝังอยู่ในพื้น

รองเท้า Electrical Hazard หรือ EH ถูกออกแบบให้เป็น การป้องกันเสริมจากการสัมผัสวงจรไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจในสภาพแห้ง ไม่ควรใช้แทนมาตรการตัดแหล่งจ่ายไฟ อุปกรณ์ฉนวน หรือ PPE สำหรับงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ OSHA ระบุว่าความสามารถในการเป็นฉนวนของรองเท้า EH อาจลดลงเมื่อรองเท้าเปียก พื้นสึกทะลุ หรือมีเศษโลหะฝังในพื้นรองเท้า

รองเท้า EH ไม่มีอายุการใช้งานตายตัวว่า 6 เดือนหรือ 1 ปีแล้วต้องเปลี่ยนทุกคู่ สิ่งสำคัญกว่าคือสภาพรองเท้า ความถี่ในการใช้งาน สภาพพื้นที่ และคำแนะนำของผู้ผลิต จึงควรตรวจรองเท้าก่อนใช้งานทุกครั้งและเปลี่ยนทันทีเมื่อพบความเสียหายที่อาจกระทบคุณสมบัติในการป้องกัน


รองเท้า EH คืออะไร?

EH ย่อมาจาก Electrical Hazard

รองเท้าที่มีเครื่องหมาย EH ถูกออกแบบให้ช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าที่อาจไหลผ่านร่างกายลงสู่พื้นในกรณีที่ผู้สวมใส่สัมผัสส่วนที่มีกระแสไฟโดยไม่ตั้งใจ

รองเท้าประเภทนี้ใช้วัสดุบริเวณพื้นและส้นที่มีคุณสมบัติไม่เป็นตัวนำไฟฟ้าตามเกณฑ์ที่กำหนด

ASTM F2413-24 เป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ครอบคลุมข้อกำหนดด้านสมรรถนะของรองเท้านิรภัย รวมถึงคุณสมบัติ Electric Shock Resistance และระบุด้วยว่าการทดสอบในห้องปฏิบัติการไม่ควรถูกตีความว่าเป็นระดับการป้องกันสำหรับทุกสถานการณ์การใช้งานจริง

ดังนั้นคำว่า EH ไม่ได้หมายความว่าใส่รองเท้าแล้วสามารถสัมผัสไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัย


รองเท้า EH ป้องกันไฟฟ้าได้แค่ไหน?

ตามเกณฑ์ ASTM ที่ใช้กับรองเท้า EH มีการทดสอบภายใต้สภาพแห้งด้วยแรงดันไฟฟ้า 18,000 โวลต์ ที่ 60 Hz เป็นเวลา 1 นาที โดยต้องไม่มีการไหลของกระแสหรือมี Leakage Current เกินเกณฑ์ที่กำหนด

แต่ตัวเลข 18,000 โวลต์เป็นเงื่อนไขการทดสอบ ไม่ใช่แรงดันไฟฟ้าที่ควรนำรองเท้าไปใช้งานโดยตรง

OSHA อธิบายว่ารองเท้า EH เป็นรองเท้าไม่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ใช้ร่วมกับมาตรการป้องกันอื่น และคุณสมบัติการป้องกันมีข้อจำกัด โดยเฉพาะในสภาพเปียก

จึงควรมองรองเท้า EH ว่าเป็น

Secondary Protection หรือการป้องกันเสริม

ไม่ใช่อุปกรณ์หลักในการทำงานกับวงจรไฟฟ้าที่มีกระแสอยู่

รองเท้า EH เสื่อมได้ไหม

รองเท้า EH เสื่อมได้ไหม?

เสื่อมได้แน่นอน

เพราะส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญของรองเท้า EH คือโครงสร้างของรองเท้า โดยเฉพาะพื้นรองเท้าที่อยู่ระหว่างเท้าของผู้ใช้งานกับพื้น

เมื่อใช้งานต่อเนื่อง วัสดุต่าง ๆ จะเกิดการเสื่อมตามธรรมชาติ เช่น

  • พื้นรองเท้าสึก
  • Rubber หรือ PU แข็งตัว
  • พื้นเกิดรอยแตก
  • ชั้นพื้นแยกจากกัน
  • กาวเสื่อม
  • พื้นถูกของมีคมแทง
  • เศษโลหะฝังเข้าไป
  • รองเท้าเปียกหรืออมน้ำ
  • สารเคมีทำลายวัสดุ
  • ความร้อนเร่งการเสื่อม

ดังนั้นรองเท้าที่ยังดูดีจากด้านบนก็ไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติ EH ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เสมอไป


7 สัญญาณที่บอกว่ารองเท้า EH ควรเปลี่ยน

1. พื้นรองเท้าสึกจนดอกยางบางมาก

ถ้า Outsole ถูกใช้งานจนบางลงมาก ควรพิจารณาเปลี่ยนรองเท้า ไม่ใช่เฉพาะเรื่องกันลื่น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสภาพของชั้นวัสดุที่ช่วยแยกเท้าออกจากพื้น

ถ้ามองเห็นชั้น Midsole หรือพื้นสึกไม่เท่ากันอย่างรุนแรง ไม่ควรใช้รองเท้าคู่นั้นในพื้นที่ที่มี Electrical Hazard ต่อไปโดยไม่ตรวจสอบ


2. พื้นรองเท้าแตกหรือเป็นรู

รอยแตกเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สุด

ควรตรวจทั้ง

  • ร่องดอกยาง
  • บริเวณหน้าเท้า
  • ขอบพื้น
  • ส้นรองเท้า
  • จุดพับของรองเท้า

OSHA แนะนำให้ตรวจรองเท้าก่อนใช้งาน โดยสังเกตรอยแตก รู การฉีกขาด การสูญเสียดอกยาง และการแยกระหว่างพื้นกับตัวรองเท้า

ถ้าพบรูทะลุหรือรอยแตกที่กระทบโครงสร้างพื้น ควรหยุดใช้สำหรับงานที่ต้องการ EH Protection


3. มีเศษโลหะฝังอยู่ในพื้น

นี่เป็นจุดที่คนใช้งานมักมองข้าม

การเดินในโรงงานหรือไซต์งานอาจทำให้มี

  • ลวด
  • เศษเหล็ก
  • ตะปู
  • เศษโลหะจากการเจียร
  • เศษสกรู

ติดหรือฝังในพื้นรองเท้า

OSHA ระบุว่าเศษโลหะที่ฝังในพื้นหรือส้นรองเท้าสามารถกระทบคุณสมบัติในการเป็นฉนวนของรองเท้า EH ได้

ดังนั้นงานช่างไฟที่ทำงานร่วมกับงานเจาะ ตัด หรือเจียรโลหะ ควรตรวจใต้รองเท้าบ่อยเป็นพิเศษ


4. พื้นกับตัวรองเท้าเริ่มแยกออกจากกัน

หากพบอาการ

พื้นอ้า / กาวหลุด / Sole Separation

ไม่ควรรอจนพื้นหลุดทั้งหมด

เพราะการแยกตัวของวัสดุแสดงว่าโครงสร้างรองเท้าไม่ได้อยู่ในสภาพเดียวกับตอนที่ผลิตและผ่านการทดสอบ


5. รองเท้าเปียกหรืออมน้ำ

รองเท้า EH กับคำว่า Waterproof เป็นคนละคุณสมบัติกัน

รองเท้า EH บางรุ่นกันน้ำได้ แต่บางรุ่นไม่ได้ออกแบบมาให้กันน้ำ

ที่สำคัญคือคุณสมบัติ Electrical Hazard ถูกประเมินภายใต้ สภาพแห้ง

Red Wing ระบุว่าการป้องกัน Electric Shock Resistance ของรองเท้าประเภทนี้เป็นการป้องกันเสริมในสภาพแห้ง และประสิทธิภาพอาจลดลงอย่างมากในสภาพเปียก

ดังนั้นหากพื้นที่ทำงานมี

  • น้ำขัง
  • พื้นเปียก
  • ฝนตก
  • งานล้างเครื่องจักร
  • ความชื้นสูง

ไม่ควรคิดว่าเครื่องหมาย EH เพียงอย่างเดียวเพียงพอสำหรับความเสี่ยงที่มีอยู่


6. พื้นแข็ง กรอบ หรือแตกลาย

รองเท้าที่เก็บไว้นานโดยไม่ได้ใช้งานก็สามารถเสื่อมได้

โดยเฉพาะวัสดุบางประเภทอาจเกิดอาการ

  • แข็งขึ้น
  • กรอบ
  • แตก
  • ผิววัสดุร่อน
  • กาวเสื่อม

ดังนั้นคำว่า “ไม่ค่อยได้ใส่” ไม่ได้แปลว่า “รองเท้ายังใหม่”

ถ้าเก็บรองเท้าไว้หลายปี ควรตรวจสภาพวัสดุอย่างละเอียดก่อนนำกลับไปใช้ในงานที่มีความเสี่ยงไฟฟ้า


7. รองเท้าเคยเสียหายหรือถูกดัดแปลง

ถ้ารองเท้าเคยถูก

  • เจาะ
  • ตัด
  • ปะพื้น
  • เปลี่ยนพื้น
  • ซ่อมโครงสร้าง
  • เปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้น

ต้องระวังเป็นพิเศษ

ASTM F2413-24 ระบุว่าการเปลี่ยนส่วนประกอบเดิม เช่น การเปลี่ยนหรือเพิ่มแผ่นรองเท้าหลังการผลิต รวมถึงการเปลี่ยนพื้นรองเท้า อาจทำให้รองเท้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดิมและทำให้ ASTM Marking ใช้ยืนยันไม่ได้


ตารางเช็กอาการรองเท้า EH ว่ายังควรใช้หรือไม่

สภาพรองเท้าความเสี่ยงแนวทาง
รองเท้าปกติ พื้นสมบูรณ์ต่ำกว่าตรวจต่อเนื่องก่อนใช้งาน
ดอกยางเริ่มสึกเพิ่มขึ้นตรวจความลึกและสภาพพื้น
พื้นสึกมากสูงขึ้นพิจารณาเปลี่ยน
พื้นมีรอยแตกสูงหยุดใช้ในงาน EH และตรวจสอบ
พื้นเป็นรูสูงมากเปลี่ยน
มีเศษโลหะฝังสูงหยุดใช้งานจนตรวจสอบเรียบร้อย
พื้นแยกจาก Upperสูงเปลี่ยน
รองเท้าเปียกEH Protection ลดลงหลีกเลี่ยงใช้เป็นการป้องกันไฟฟ้า
พื้นแข็งหรือกรอบสูงขึ้นควรเปลี่ยน
ผ่านการเปลี่ยนพื้นไม่สามารถสมมติ Rating เดิมตรวจข้อมูลผู้ผลิต

รองเท้า EH ใช้นานแค่ไหนควรเปลี่ยน?

คำถามนี้มักมีคนอยากได้คำตอบว่า

6 เดือน? 1 ปี? 2 ปี?

แต่ในความเป็นจริง ไม่มีอายุเดียวที่เหมาะกับรองเท้า EH ทุกคู่

เหตุผลคือรองเท้าคู่เดียวกันสามารถเสื่อมเร็วหรือช้าต่างกันมากขึ้นอยู่กับ

  • ชั่วโมงใช้งานต่อวัน
  • จำนวนวันที่ใส่ต่อสัปดาห์
  • น้ำหนักผู้สวมใส่
  • ระยะทางที่เดิน
  • พื้นคอนกรีตหรือพื้นผิวหยาบ
  • ความร้อน
  • น้ำมัน
  • สารเคมี
  • ความชื้น
  • วิธีทำความสะอาด
  • วิธีเก็บรักษา

ตัวอย่างเช่น รองเท้า EH ที่ใช้งานเพียง 2 เดือนแต่ถูกของมีคมแทงจนพื้นเป็นรู ก็ควรเปลี่ยนทันที

ในทางกลับกัน ไม่ควรใช้หลักว่า “ยังไม่ครบ 1 ปีจึงยังใช้ได้” หากสภาพรองเท้าเสียหายแล้ว

ดังนั้นคำตอบที่เหมาะสมกว่าคือ

เปลี่ยนตามสภาพและความเสี่ยง ไม่ใช่ดูอายุจากปฏิทินเพียงอย่างเดียว


ตารางแนะนำการตรวจรองเท้า EH ตามลักษณะการใช้งาน

ลักษณะการใช้งานสิ่งที่ควรเน้นตรวจ
ใส่ทุกวันในโรงงานพื้นสึก รอยแตก Sole Separation
งานช่างไฟพื้นรองเท้า เศษโลหะ ความชื้น
ไซต์ก่อสร้างตะปู ของมีคม พื้นฉีกขาด
งาน Outdoorความเปียก น้ำขัง พื้นเสื่อม
งานซ่อมเครื่องจักรน้ำมัน เศษโลหะ สารเคมี
ใส่น้อยแต่เก็บไว้นานพื้นกรอบ กาวเสื่อม วัสดุแตกร้าว

แนวทางที่ดีคือให้ผู้ใช้งานตรวจด้วยสายตาก่อนใส่ทุกวัน OSHA เองมีคำแนะนำให้ตรวจรองเท้านิรภัยเป็นประจำก่อนใช้งาน


วิธีตรวจรองเท้า EH ก่อนเริ่มงาน

ขั้นตอนที่ 1: ดูเครื่องหมายมาตรฐาน

ตรวจ Label ภายในรองเท้าว่ายังอ่านได้ และตรวจว่ารองเท้ามี Rating ที่ตรงกับงาน เช่น

ASTM F2413 EH

อย่าดูเพียงคำว่า Safety Shoes เพราะรองเท้าเซฟตี้ไม่ได้มี EH Rating ทุกรุ่น


ขั้นตอนที่ 2: พลิกรองเท้าดูพื้นทุกครั้ง

ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีตรวจว่า

  • มีตะปูหรือไม่
  • มีเศษโลหะหรือไม่
  • มีรูหรือไม่
  • พื้นแตกหรือไม่
  • ดอกยางสึกผิดปกติหรือไม่

จุดนี้สำคัญมากสำหรับงานไฟฟ้า


ขั้นตอนที่ 3: บีบและงอพื้นเบา ๆ

ตรวจว่ามีรอยแตกซ่อนอยู่ตามร่องดอกยางหรือบริเวณหน้าเท้าหรือไม่

รอยแตกบางชนิดอาจมองไม่เห็นขณะที่รองเท้าวางอยู่เฉย ๆ แต่จะเห็นชัดเมื่อพื้นเกิดการงอ


ขั้นตอนที่ 4: ตรวจรอยต่อ Upper กับ Sole

สังเกตว่ามีช่องเปิดหรือพื้นเริ่มแยกออกจากตัวรองเท้าหรือไม่

หากสามารถดึงพื้นออกจาก Upper ได้ง่าย แสดงว่ารองเท้าเริ่มมีปัญหาด้านโครงสร้างแล้ว


ขั้นตอนที่ 5: ตรวจว่ารองเท้าแห้ง

หากรองเท้าเปียกจากฝน น้ำ หรือการทำความสะอาด ไม่ควรนำ EH Rating ไปตีความว่ายังคงให้การป้องกันเหมือนเงื่อนไขแห้งที่ใช้ในการทดสอบ


ขั้นตอนที่ 6: ตรวจ Upper และบริเวณหัวรองเท้า

ดูว่ามี

  • รอยฉีก
  • รอยตัด
  • หนังเปิด
  • หัวรองเท้าเสียรูป
  • โครงสร้างภายในโผล่ออกมา

หรือไม่


ขั้นตอนที่ 7: หากไม่มั่นใจให้เปลี่ยนหรือส่งตรวจ

ในงานที่มี Electrical Hazard ไม่ควรใช้วิธี

“น่าจะยังใช้ได้”

ถ้าความเสียหายอยู่ในบริเวณพื้นหรือโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ควรหยุดใช้สำหรับงานเสี่ยงจนกว่าจะยืนยันสภาพได้


รองเท้า EH เปียกแล้วเสียถาวรเลยไหม?

ไม่สามารถสรุปแบบนั้นได้ทุกกรณี

การเปียกไม่ได้หมายความว่ารองเท้าจะเสียถาวรทันที แต่ในขณะที่รองเท้าเปียก ความสามารถในการช่วยลด Electrical Hazard อาจลดลงอย่างมาก

จึงควร

  1. หยุดใช้ในงานที่ต้องพึ่งพา EH Protection
  2. ทำความสะอาดตามคำแนะนำผู้ผลิต
  3. ปล่อยให้แห้งอย่างเหมาะสม
  4. ตรวจพื้นและโครงสร้างอีกครั้ง
  5. ตรวจว่ารองเท้าไม่มีรอยแตกหรือความเสียหายหลังแห้ง

ไม่ควรเร่งให้แห้งด้วยความร้อนสูงหากผู้ผลิตไม่ได้แนะนำ เพราะความร้อนอาจทำให้กาวและวัสดุบางชนิดเสื่อมเร็วขึ้น


รองเท้า EH พื้นสึกนิดเดียว ยังใช้ได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับระดับและตำแหน่งของการสึก

ถ้าเป็นเพียงดอกยางเริ่มลดลงแต่พื้นยังมีความหนา ไม่มีรู ไม่มีรอยแตก และไม่มีความเสียหายอื่น อาจยังไม่ได้หมายความว่ารองเท้าต้องทิ้งทันที

แต่ถ้าพื้น

  • บางมาก
  • สึกจนถึงชั้นอื่น
  • แตก
  • ทะลุ
  • แยกออกจาก Upper

ไม่ควรใช้ต่อในงานที่ต้องอาศัย Electrical Hazard Protection

เพราะ OSHA ระบุชัดว่าพื้นที่สึกทะลุสามารถกระทบคุณสมบัติในการเป็นฉนวนของรองเท้าได้


เปลี่ยนพื้นรองเท้า EH แล้วใช้ต่อได้ไหม?

ต้องระวังมากกว่ารองเท้าทั่วไป

การเปลี่ยนพื้นอาจดูเหมือนทำให้รองเท้ากลับมาใหม่ แต่ ไม่ได้หมายความว่า EH Rating เดิมจะยังใช้ได้

ASTM F2413-24 ระบุว่าการเปลี่ยนส่วนประกอบดั้งเดิม รวมถึงการ Resole รองเท้า อาจทำให้รองเท้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดิม

ดังนั้นถ้ารองเท้ามี EH Rating และต้องใช้คุณสมบัตินี้จริง ควรตรวจข้อมูลจากผู้ผลิตก่อนซ่อมหรือเปลี่ยนพื้น


เปลี่ยนแผ่นรองเท้าเองมีผลกับ EH ไหม?

อาจมีผลกับการรับรองของรองเท้าได้

หลายคนซื้อ Insole หรือแผ่นรองเสริมมาใส่เพื่อเพิ่มความนุ่ม แต่ ASTM ระบุว่าการเปลี่ยนหรือเพิ่ม Aftermarket Footbed/Insert สามารถทำให้รองเท้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานเดิมได้

หากเป็นรองเท้าที่ใช้ในงาน Safety Critical ควรเลือกอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตรองเท้ารับรองหรือแนะนำสำหรับรุ่นนั้น


EH กับ ESD เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน และเป็นเรื่องที่ไม่ควรสับสน

คุณสมบัติEHESD / SD
จุดประสงค์หลักลดความเสี่ยง Electric Shockระบายไฟฟ้าสถิต
การนำไฟฟ้าต้องการความต้านทานสูงกว่าต้องควบคุมการนำประจุลงพื้น
เหมาะกับElectrical HazardElectronics / Static-sensitive Area
ใช้แทนกันได้หรือไม่ไม่ควรไม่ควร

รองเท้า Static Dissipative ถูกออกแบบให้ระบายประจุไฟฟ้าสถิตลงสู่พื้น ขณะที่ EH เน้นการช่วยลดการไหลของกระแสผ่านรองเท้าในกรณีสัมผัสไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ

จึงต้องเลือกตาม Hazard Assessment ของพื้นที่ทำงาน ไม่ใช่เลือกจากคำว่า “เกี่ยวกับไฟฟ้า” เหมือนกัน


รองเท้า EH ใช้แทนรองเท้าฉนวนไฟฟ้าได้ไหม?

ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ

EH Safety Shoes เป็นรองเท้านิรภัยที่เพิ่มคุณสมบัติด้าน Electrical Hazard เข้าไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอุปกรณ์ฉนวนสำหรับการทำงานกับระบบไฟฟ้าที่มีกระแสอยู่โดยตรง

OSHA กำหนดให้นายจ้างเลือก Protective Footwear เมื่อมีความเสี่ยงด้านไฟฟ้าที่ยังคงเหลืออยู่หลังจากดำเนินมาตรการป้องกันอื่นที่จำเป็นแล้ว

หลักการจึงควรเป็น

ลด/กำจัด Hazard → ใช้มาตรการควบคุม → ใช้ PPE ที่เหมาะสม

ไม่ใช่

ใส่รองเท้า EH → แล้วทำงานกับไฟฟ้าได้ทุกสถานการณ์


ปัจจัยอะไรทำให้รองเท้า EH เสื่อมเร็วกว่าปกติ?

เดินบนพื้นหยาบทุกวัน

พื้นคอนกรีตหยาบสามารถเร่งการสึกของ Outsole ได้อย่างเห็นได้ชัด

เจอน้ำมันและสารเคมี

แม้รองเท้าบางรุ่นจะมี Oil Resistance แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทนสารเคมีทุกชนิด

ทำงานกลางแจ้ง

ทั้งน้ำ ความชื้น แสงแดด ความร้อน และสิ่งสกปรกสามารถเร่งการเสื่อมของวัสดุได้

ใช้งานวันละหลายชั่วโมง

รองเท้าของพนักงานที่เดินตลอดกะย่อมสึกเร็วกว่ารองเท้าที่ใช้ตรวจงานเป็นบางครั้ง

เก็บรองเท้าไม่เหมาะสม

การเก็บในที่ร้อนจัด ชื้นจัด หรือถูกแดดต่อเนื่องอาจทำให้อายุวัสดุสั้นลง


วิธีดูแลรองเท้า EH ให้ใช้งานได้เหมาะสม

ทำความสะอาดพื้นหลังใช้งาน

กำจัดดิน โคลน น้ำมัน และเศษโลหะออกจากดอกยาง เพื่อให้มองเห็นรอยเสียหายได้ง่าย

ปล่อยให้รองเท้าแห้ง

รองเท้าที่เปียกควรทำให้แห้งตามคำแนะนำของผู้ผลิตก่อนใช้งาน

อย่าเก็บไว้ในรถที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน

ความร้อนสูงสามารถเร่งการเสื่อมของกาว โฟม และวัสดุของรองเท้าบางชนิด

อย่าซ่อมเองแบบไม่ทราบผลต่อมาตรฐาน

โดยเฉพาะการปะพื้น เจาะ ตัด หรือเปลี่ยนพื้นรองเท้า

ตรวจรองเท้าก่อนเริ่มงาน

นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที


องค์กรควรกำหนดรอบเปลี่ยนรองเท้า EH อย่างไร?

สำหรับโรงงานหรือบริษัท ไม่ควรกำหนดนโยบายเพียงว่า

“เปลี่ยนรองเท้าปีละ 1 คู่”

แล้วถือว่ารองเท้าปลอดภัยตลอดปี

ควรใช้ทั้งสองระบบร่วมกันคือ

1. Planned Replacement

มีรอบสำหรับทบทวนหรือจัดสรรรองเท้าใหม่ตามนโยบายขององค์กร

2. Condition-Based Replacement

เปลี่ยนก่อนกำหนดทันทีเมื่อรองเท้ามีความเสียหาย

เช่น พนักงานได้รับรองเท้าใหม่ในเดือนมกราคม แต่เดือนเมษายนพื้นถูกของมีคมแทงจนเป็นรู

ไม่ควรรอถึงเดือนมกราคมปีถัดไป

Condition ต้องมาก่อน Calendar


Checklist รองเท้า EH ก่อนเริ่มงาน

ตรวจเพียง 30–60 วินาทีก่อนใส่ก็ช่วยพบความผิดปกติได้หลายอย่าง

รายการตรวจ
เครื่องหมาย EH ยังชัดเจน
Outsole ไม่มีรู
ไม่มีรอยแตกรุนแรง
พื้นไม่สึกทะลุ
ไม่มีเศษโลหะฝัง
Sole ไม่แยกจาก Upper
รองเท้าแห้ง
Upper ไม่มีรอยฉีกใหญ่
ไม่มีการดัดแปลงพื้น
รองเท้าเหมาะกับ Hazard ของงาน

ถ้าพบข้อผิดปกติในบริเวณพื้นหรือโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ควรหยุดใช้ในงาน Electrical Hazard จนกว่าจะตรวจสอบเรียบร้อย


สรุป: รองเท้า EH ควรเปลี่ยนตอนไหน?

รองเท้า EH มีโอกาสเสื่อมได้เหมือน PPE ประเภทอื่น และไม่ควรตัดสินจากอายุรองเท้าอย่างเดียว

สิ่งที่ควรใช้เป็นตัวตัดสินหลักคือ

  • พื้นสึกมากหรือไม่
  • มีรอยแตกหรือไม่
  • มีรูหรือไม่
  • มีเศษโลหะฝังหรือไม่
  • Sole แยกจาก Upper หรือไม่
  • รองเท้าเปียกหรือไม่
  • เคยได้รับความเสียหายหรือดัดแปลงหรือไม่

โดยเฉพาะ OSHA ระบุว่าความสามารถในการเป็นฉนวนของรองเท้า Electrical Hazard สามารถถูกลดทอนได้จาก ความเปียก พื้นที่สึกทะลุ และเศษโลหะที่ฝังในพื้นหรือส้น

ดังนั้นแทนที่จะถามเพียงว่า

“รองเท้าคู่นี้ใช้มากี่เดือนแล้ว?”

คำถามที่ควรถามเพิ่มคือ

“รองเท้าคู่นี้ยังอยู่ในสภาพเดียวกับที่คุณสมบัติด้านความปลอดภัยต้องการหรือไม่?”

สำหรับงานที่มีความเสี่ยงด้านไฟฟ้า หากไม่มั่นใจในสภาพรองเท้า การเปลี่ยนรองเท้าใหม่ย่อมเหมาะสมกว่าการเสี่ยงใช้ PPE ที่ไม่สามารถยืนยันสมรรถนะได้


FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้า EH

รองเท้า EH เสื่อมได้ไหม?

ได้ พื้นรองเท้าและวัสดุต่าง ๆ สามารถสึก แตก เป็นรู แยกชั้น หรือเสื่อมจากความร้อน ความชื้น สารเคมีและการใช้งาน ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณสมบัติในการช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้า

รองเท้า EH ควรเปลี่ยนทุกกี่เดือน?

ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่ใช้ได้กับรองเท้าทุกคู่ ควรพิจารณาจากสภาพจริง ความถี่ในการใช้งาน สภาพพื้นที่ และคำแนะนำของผู้ผลิต หากพื้นเสียหายควรเปลี่ยนก่อนถึงรอบตามปฏิทิน

รองเท้า EH ใช้ได้ 1 ปีไหม?

อาจใช้ได้หรืออาจต้องเปลี่ยนก่อน 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน อายุเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันว่าคุณสมบัติ EH ยังสมบูรณ์

รองเท้ายังใหม่แต่พื้นโดนตะปู ควรเปลี่ยนไหม?

ถ้าพื้นถูกแทงจนเกิดรูหรือเสียหาย ไม่ควรนำอายุของรองเท้ามาเป็นเหตุผลให้ใช้งานต่อในพื้นที่ Electrical Hazard ควรหยุดใช้และประเมินหรือเปลี่ยนรองเท้า

รองเท้า EH เปียกแล้วยังกันไฟฟ้าได้ไหม?

ไม่ควรพึ่งพาคุณสมบัติ EH ในสภาพเปียก เพราะการป้องกัน Electrical Hazard ถูกประเมินในสภาพแห้ง และความเปียกสามารถลดคุณสมบัติในการเป็นฉนวนได้

มีเศษเหล็กติดพื้นรองเท้า EH อันตรายไหม?

มีความเสี่ยง โดยเฉพาะหากเศษโลหะฝังเข้าไปในพื้น OSHA ระบุว่าโลหะที่ฝังในพื้นหรือส้นสามารถกระทบคุณสมบัติในการเป็นฉนวนได้

รองเท้า EH พื้นสึกควรเปลี่ยนไหม?

หากสึกมาก พื้นบาง สึกทะลุ แตก หรือเห็นชั้นวัสดุด้านใน ควรหยุดใช้สำหรับงานที่ต้องการ EH Protection และเปลี่ยนหรือประเมินรองเท้าใหม่

เปลี่ยนพื้นรองเท้า EH แล้ว Rating ยังอยู่ไหม?

ไม่ควรสมมติว่า Rating เดิมยังอยู่ ASTM F2413-24 ระบุว่าการ Resole หรือเปลี่ยนองค์ประกอบเดิมอาจทำให้รองเท้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานและทำให้ ASTM Marking เดิมใช้ยืนยันไม่ได้

รองเท้า EH กับ ESD เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน EH เน้นลดความเสี่ยงจาก Electric Shock ขณะที่ ESD/SD ถูกออกแบบเพื่อควบคุมและระบายไฟฟ้าสถิต จึงต้องเลือกตามลักษณะ Hazard ของพื้นที่

รองเท้า EH ใส่ทำงานกับสายไฟที่มีกระแสได้เลยไหม?

ไม่ได้ EH เป็นการป้องกันเสริม ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ทำให้การสัมผัสวงจรไฟฟ้ามีกระแสกลายเป็นเรื่องปลอดภัย ต้องใช้มาตรการด้าน Electrical Safety และ PPE อื่นที่เหมาะสมร่วมด้วย


👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าป้องกันไฟฟ้า ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้าEH #รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้ากันไฟฟ้า #ElectricalHazard #EHSafetyShoes #รองเท้าช่างไฟ #รองเท้าเซฟตี้ช่างไฟ #รองเท้านิรภัย #SafetyShoes #PPE #ความปลอดภัยในการทำงาน #ElectricalSafety #รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน


แชร์:

บทความเพิ่มเติม