เคยซื้อรองเท้าเซฟตี้ หรือรองเท้า safety มาเก็บไว้เป็นคู่สำรอง แล้วผ่านไปสองหรือสามปีเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้หยิบมาใช้หรือไม่? รองเท้าบางคู่ยังอยู่ในกล่องเดิม พื้นไม่มีรอยสึก หนังยังดูใหม่ จนทำให้หลายคนคิดว่าน่าจะนำกลับมาใส่ทำงานได้ตามปกติ
แต่สำหรับ รองเท้าเซฟตี้ หรือรองเท้านิรภัย สิ่งที่เห็นจากภายนอกอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะวัสดุที่ใช้ผลิตรองเท้าสามารถเสื่อมสภาพตามเวลาได้ แม้จะไม่ได้ผ่านการใช้งานจริงก็ตาม
โดยเฉพาะพื้นรองเท้าที่ทำจาก Polyurethane (PU) ซึ่งมีโอกาสเสื่อมจากความชื้นและอุณหภูมิสูงจนแตกร่วนหรือแยกชั้น ปัญหานี้ยิ่งควรให้ความสำคัญในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น
แล้วรองเท้าเซฟตี้มีวันหมดอายุเหมือนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลบางประเภทหรือไม่? หากเก็บไว้นานหลายปีจะนำกลับมาใช้ได้หรือเปล่า? บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่การดูอายุรองเท้าไปจนถึงวิธีตรวจสอบก่อนนำกลับเข้าหน้างาน
รองเท้าเซฟตี้หมดอายุไหม?
รองเท้าเซฟตี้สามารถเสื่อมสภาพตามอายุได้ แม้ไม่เคยสวมใส่ แต่ไม่มีระยะเวลาหมดอายุเดียวที่ใช้ได้กับรองเท้าทุกยี่ห้อและทุกรุ่น อายุการเก็บขึ้นอยู่กับวัสดุพื้นรองเท้า วันผลิต สภาพการจัดเก็บ และข้อกำหนดของผู้ผลิต
รองเท้าที่เก็บไว้นานอาจนำกลับมาใช้งานได้ หากยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนดและผ่านการตรวจสอบสภาพอย่างเหมาะสม
ควรตรวจสอบสิ่งสำคัญ ได้แก่
- วันที่ผลิตและคำแนะนำเกี่ยวกับอายุการเก็บ
- รอยแตก รอยร่วน หรือการแยกชั้นของพื้นรองเท้า
- ความแข็งแรงของตัวรองเท้าและรอยเย็บ
- สภาพหัวนิรภัยและส่วนประกอบป้องกัน
- ความผิดปกติของกาวและจุดยึดพื้นรองเท้า
- ประวัติการสัมผัสความร้อน ความชื้น และสารเคมี
- คุณสมบัติพิเศษ เช่น ESD หรือการป้องกันไฟฟ้า ตามข้อกำหนดของหน้างาน
หากพบความเสียหายที่อาจกระทบต่อการป้องกัน หรือไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ ควรหยุดใช้และประเมินกับผู้ผลิตหรือผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยก่อน
รองเท้าเซฟตี้มีวันหมดอายุเหมือนอุปกรณ์ PPE อื่นหรือไม่?
รองเท้าเซฟตี้เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) ที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายต่อเท้า เช่น ของหนักตกใส่ ของมีคมทิ่มทะลุ หรือการลื่นบนพื้นผิวต่าง ๆ
แม้รองเท้าจะมีมาตรฐานด้านการป้องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถเก็บหรือใช้งานได้ตลอดไป
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ การนำระยะเวลา 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี มาใช้เป็นเกณฑ์หมดอายุสำหรับรองเท้าเซฟตี้ทุกคู่
ในความเป็นจริง ผู้ผลิตแต่ละรายอาจกำหนดระยะเวลาการเก็บที่แตกต่างกัน บางรุ่นมีคำแนะนำชัดเจน ขณะที่บางรุ่นต้องประเมินสภาพวัสดุและประวัติการใช้งานร่วมด้วย
ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตรองเท้าเซฟตี้ Sparco ระบุข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ของตนว่า ระยะเวลาการเก็บสูงสุดคือ 3 ปีนับจากวันผลิต ภายใต้เงื่อนไขการเก็บที่เหมาะสม โดยอุณหภูมิไม่เกิน 25°C และความชื้นไม่เกิน 70%
ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อกำหนดของผู้ผลิตรายนั้น ไม่ใช่กฎทั่วไปของรองเท้าเซฟตี้ทุกแบรนด์
สำหรับรองเท้า PARADE หรือยี่ห้ออื่น ควรตรวจสอบเอกสารประจำรุ่นก่อนนำระยะเวลาดังกล่าวไปใช้ตัดสิน
วันผลิต อายุการเก็บ และอายุการใช้งาน ต่างกันอย่างไร?
| คำศัพท์ | ความหมาย | สิ่งที่ต้องพิจารณา |
|---|---|---|
| Manufacture Date | วันที่หรือเดือนปีที่ผลิต | ใช้อ้างอิงอายุของรองเท้า |
| Shelf Life | ระยะเวลาที่สามารถจัดเก็บก่อนใช้งาน | เงื่อนไขและระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด |
| Service Life | อายุการใช้งานหลังเริ่มนำไปใส่ | ความถี่และความหนักของงาน |
| Obsolescence Date | วันที่หรือช่วงเวลาที่ควรเลิกใช้ตามข้อกำหนด | ข้อมูลที่ผู้ผลิตระบุเมื่อเกี่ยวข้อง |
| Warranty Period | ระยะเวลารับประกันสินค้า | เป็นเงื่อนไขทางการค้า ไม่ใช่การรับรองอายุความปลอดภัย |
ดังนั้น หากซื้อรองเท้าในปี 2026 ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าผลิตในปีเดียวกันเสมอไป และการเริ่มนับอายุจากวันที่ซื้อเพียงอย่างเดียวอาจไม่ถูกต้อง
ทำไมรองเท้าเซฟตี้ที่ไม่เคยใส่จึงเสื่อมสภาพได้?
หลายคนมองว่ารองเท้าที่ยังไม่ได้ใช้งานน่าจะมีสภาพเหมือนใหม่ แต่ความจริงแล้ววัสดุต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงตามเวลาและสภาพแวดล้อม
1. พื้นรองเท้า PU เสื่อมจาก Hydrolysis
Hydrolysis คือกระบวนการเสื่อมทางเคมีที่เกิดจากปฏิกิริยากับน้ำหรือความชื้น โดยพื้น Polyurethane บางสูตรมีความไวต่อการเสื่อมลักษณะนี้
พื้น PU ได้รับความนิยมในรองเท้าเซฟตี้เพราะมีน้ำหนักค่อนข้างเบา ยืดหยุ่น และช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดี แต่หากเก็บอยู่ในพื้นที่ที่มีความชื้นและความร้อนสูงเป็นเวลานาน วัสดุบางสูตรอาจค่อย ๆ สูญเสียความแข็งแรง
เมื่อเกิดการเสื่อมรุนแรง พื้นรองเท้าอาจแตกร้าว ร่วน หรือหลุดเป็นชิ้น ทั้งที่ดอกยางยังแทบไม่สึก
ผู้ผลิต Safety Jogger อธิบายว่า Hydrolysis สามารถเกิดขึ้นได้แม้รองเท้ายังคงเก็บอยู่ในร้านหรือคลังสินค้า และความร้อนร่วมกับความชื้นสูงสามารถเร่งกระบวนการนี้ได้
จึงไม่แปลกที่รองเท้าบางคู่เก็บไว้หลายปีแล้วดูปกติ แต่เมื่อเริ่มสวมและมีแรงกดจากการเดิน พื้นกลับแตกออกอย่างรวดเร็ว
2. กาวและรอยต่อพื้นรองเท้าเสื่อม
นอกจากเนื้อวัสดุพื้นรองเท้าแล้ว จุดเชื่อมต่อระหว่างพื้นกับส่วนบนของรองเท้าก็เป็นบริเวณที่ต้องตรวจสอบ
ความร้อน ความชื้น และการเสื่อมตามอายุของวัสดุยึดติด อาจทำให้พื้นเริ่มแยกออกจากตัวรองเท้า
หากรอยต่อเริ่มเปิด ไม่ควรนำรองเท้าไปใช้งานในพื้นที่เสี่ยงโดยคิดว่าสามารถติดกาวทั่วไปแล้วกลับมาปลอดภัยตามมาตรฐานเดิมได้
3. หนังและวัสดุสังเคราะห์เสื่อมตามสภาพแวดล้อม
รองเท้าเซฟตี้ที่ใช้หนังแท้ หนังสังเคราะห์ หรือผ้าแต่ละประเภทมีวิธีดูแลต่างกัน
การเก็บในพื้นที่ร้อนจัดอาจทำให้วัสดุบางชนิดแห้ง แข็ง หรือแตกลาย ขณะที่การเก็บในพื้นที่ชื้นและอากาศไม่ถ่ายเทอาจทำให้เกิดเชื้อราและความเสียหายต่อวัสดุ
สำหรับรองเท้าที่มีตะเข็บหรือชิ้นส่วนประกอบหลายชั้น ควรตรวจสอบว่ารอยต่อยังแข็งแรงและไม่มีวัสดุหลุดลอก
4. ส่วนประกอบภายในอาจเปลี่ยนสภาพ
แผ่นรองพื้นรองเท้า วัสดุรองรับแรงกระแทก หรือส่วนประกอบบางชนิดอาจเสื่อมตามเวลาเช่นเดียวกัน
แม้ความเสียหายภายนอกจะไม่ชัดเจน แต่เมื่อสวมใส่อาจพบว่ารองเท้าเสียรูป มีความแข็งผิดปกติ หรือไม่กระชับเหมือนเดิม
สำหรับรองเท้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ESD ไม่สามารถยืนยันการทำงานจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว ควรใช้วิธีตรวจสอบตามข้อกำหนดของพื้นที่ทำงาน
พื้นรองเท้าแต่ละประเภทเสื่อมเหมือนกันหรือไม่?
วัสดุพื้นรองเท้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความทนทานและลักษณะการเสื่อม
| วัสดุพื้นรองเท้า | จุดเด่นทั่วไป | สิ่งที่ควรระวังเมื่อเก็บนาน |
|---|---|---|
| PU (Polyurethane) | น้ำหนักเบา ยืดหยุ่น รองรับแรงกระแทก | การเสื่อมจาก Hydrolysis ในบางสูตร |
| PU/PU | ใช้ PU หลายชั้นเพื่อปรับคุณสมบัติ | การเสื่อมของเนื้อ PU และรอยต่อ |
| PU/Rubber | ผสานคุณสมบัติของ PU กับยาง | ต้องตรวจทั้งส่วน PU และส่วนยาง |
| Rubber | มีสูตรที่รองรับงานหนักและความร้อน | การแข็งตัว แตกร้าว หรือเสื่อมจากความร้อนและสารเคมี |
| EVA | น้ำหนักเบา ช่วยรองรับแรงกระแทก | การเสียรูปหรือสูญเสียความสามารถรองรับแรงตามสูตรวัสดุและสภาพการเก็บ |
ตารางนี้อธิบายลักษณะทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าพื้น PU ทุกชนิดจะเสื่อมเร็ว หรือพื้นยางจะเก็บได้โดยไม่จำกัดเวลา
รองเท้าบางรุ่นใช้วัสดุหลายชนิดร่วมกัน จึงควรดูรายละเอียดของผลิตภัณฑ์จริงมากกว่าตัดสินจากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว
รองเท้าเซฟตี้เก็บไว้ 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ยังใช้ได้ไหม?
คำตอบขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ผลิตและสภาพรองเท้า ไม่ควรตัดสินจากจำนวนปีเพียงอย่างเดียว
| ระยะเวลาที่เก็บ | แนวทางพิจารณา |
|---|---|
| ประมาณ 1 ปี | ตรวจวันผลิต สภาพพื้น และเงื่อนไขการเก็บก่อนใช้งาน |
| ประมาณ 2–3 ปี | ตรวจข้อกำหนด Shelf Life ของรุ่นอย่างละเอียด โดยเฉพาะพื้น PU |
| ประมาณ 4–5 ปี | ให้ความสำคัญกับการประเมินโดยผู้ผลิตหรือผู้มีความรู้ด้าน PPE ไม่ควรอนุมานว่ายังปลอดภัย |
| เกินระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด | ไม่ควรนำกลับมาใช้เป็นรองเท้านิรภัย |
| ไม่ทราบวันผลิตหรือประวัติการเก็บ | แยกไว้ตรวจสอบก่อน ไม่ควรรีบนำไปใช้ในพื้นที่อันตราย |
ตารางนี้ไม่ใช่การรับรองว่ารองเท้าที่เก็บหนึ่งหรือสองปีจะปลอดภัยเสมอไป เพราะรองเท้าที่เก็บผิดวิธีอาจเสียหายก่อนถึงระยะเวลาที่คาดไว้ได้
ในทางกลับกัน รองเท้าบางรุ่นอาจมีข้อกำหนดการเก็บที่ยาวกว่านั้น จึงต้องอ้างอิงคู่มือของรุ่นเป็นหลัก

วิธีดูวันผลิตรองเท้าเซฟตี้ ดูจากตรงไหน?
ข้อมูลการผลิตอาจปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันตามผู้ผลิต เช่น
- ป้ายด้านในบริเวณลิ้นรองเท้า
- ฉลากด้านข้างหรือภายในตัวรองเท้า
- พื้นรองเท้าบางรุ่นที่มีรหัสหรือสัญลักษณ์การผลิต
- ฉลากบนกล่องสินค้า
- เอกสารผลิตภัณฑ์หรือข้อมูล Lot จากผู้จำหน่าย
รหัสที่พบอาจเป็นเดือนและปี เช่น 04/2025 หรืออยู่ในรูปแบบรหัสโรงงาน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ตัวเลขทุกชุดบนรองเท้าจะหมายถึงวันผลิต บางตำแหน่งอาจเป็นรหัสชิ้นส่วนหรือรหัสแม่พิมพ์ หากไม่แน่ใจควรสอบถามผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายโดยตรง
ข้อควรจำ: วันผลิตไม่ใช่วันหมดอายุ และการมีเครื่องหมายมาตรฐาน EN ISO 20345 ก็ไม่ได้แปลว่ารองเท้าจะมีอายุการใช้งานเท่ากันทุกคู่
HowTo: 7 ขั้นตอนตรวจรองเท้าเซฟตี้เก่าเก็บก่อนนำกลับมาใช้
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจวันผลิตและเอกสารรองเท้า
เริ่มจากตรวจข้อมูลรุ่น วันผลิต และระยะเวลาการเก็บที่ผู้ผลิตกำหนด
หากรองเท้าถูกเก็บไว้หลายปีโดยไม่มีข้อมูลวันผลิตหรือเอกสารประกอบ ควรแยกไว้ตรวจสอบกับผู้จำหน่ายก่อน
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจพื้นรองเท้าด้านล่าง
พลิกรองเท้าเพื่อตรวจดอกยาง รอยแตก และลักษณะพื้นรองเท้า
มองหาความผิดปกติ เช่น เนื้อวัสดุร่วน มีชิ้นส่วนหลุด พื้นบวม หรือเปลี่ยนรูป
หากพบอาการเหล่านี้ ควรหยุดใช้ทันที ไม่จำเป็นต้องทดลองเดินในหน้างานเพื่อพิสูจน์ว่าพื้นจะพังหรือไม่
ขั้นตอนที่ 3: ตรวจรอยต่อพื้นกับตัวรองเท้า
ตรวจบริเวณขอบพื้น ส้นเท้า และด้านข้างทั้งสองข้างว่ามีช่องเปิดหรือรอยแยกหรือไม่
หากพื้นเริ่มแยกชั้นหรือหลุดออกจากตัวรองเท้า ควรถอดออกจากการใช้งานและให้ผู้ผลิตหรือผู้รับผิดชอบประเมิน ไม่ควรซ่อมด้วยกาวทั่วไปแล้วนำกลับมาใช้ในงานเสี่ยงทันที
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจหนัง ผ้า และตะเข็บ
ตรวจว่าตัวรองเท้าไม่มีรอยฉีกขาด รู หรือการเสียรูปที่กระทบต่อการป้องกัน
ดูบริเวณรอยพับหน้าเท้า ขอบข้อเท้า ตะเข็บ และจุดยึดเชือก เนื่องจากส่วนเหล่านี้มีผลต่อความกระชับและความมั่นคงระหว่างเดิน
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจหัวนิรภัยและโครงสร้างป้องกัน
สังเกตว่าบริเวณหัวรองเท้าไม่มีรอยบุบ แตก เสียรูป หรือชิ้นส่วนป้องกันโผล่ออกมา
หากรองเท้าเคยได้รับแรงกระแทกรุนแรงหรือถูกของมีคมแทงทะลุ ไม่ควรสรุปว่าปลอดภัยเพียงเพราะผิวรองเท้ายังดูดี เนื่องจากความเสียหายภายในอาจมองไม่เห็น
ขั้นตอนที่ 6: ตรวจภายในและทดลองสวมในพื้นที่ปลอดภัย
หลังจากผ่านการตรวจเอกสารและสภาพภายนอกแล้ว จึงตรวจแผ่นรองด้านในและทดลองสวมในพื้นที่ปลอดภัย
สังเกตความผิดปกติ เช่น ส้นรองเท้าหลวม พื้นยุบไม่สม่ำเสมอ หรือมีเสียงและการเคลื่อนไหวผิดปกติจากโครงสร้าง
การทดลองสวมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจความพร้อม ไม่ใช่การทดสอบรับรองว่ารองเท้ายังมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 7: ตัดสินใจก่อนนำกลับเข้าหน้างาน
หากรองเท้ายังอยู่ภายในระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด จัดเก็บอย่างเหมาะสม และไม่พบข้อบกพร่อง จึงพิจารณานำกลับมาใช้งานตามเกณฑ์ความปลอดภัยขององค์กร
หากมีข้อสงสัยด้านโครงสร้างหรือคุณสมบัติป้องกัน ควรแยกรองเท้าและสอบถามผู้ผลิตหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยก่อน
สำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูง การเลือกใช้รองเท้าคู่ใหม่ที่ตรวจสอบข้อมูลได้ครบถ้วนมักเหมาะสมกว่าการเสี่ยงใช้อุปกรณ์เก่าที่ไม่ทราบสภาพ
สัญญาณแบบไหนที่ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ทันที?
| สัญญาณที่พบ | ความเสี่ยง | การดำเนินการ |
|---|---|---|
| พื้นแตกหรือร่วนเป็นชิ้น | พื้นสูญเสียความแข็งแรง | หยุดใช้และเปลี่ยน |
| พื้นแยกจากตัวรองเท้า | อาจสะดุดหรือเสียการทรงตัว | หยุดใช้และประเมินการเปลี่ยน |
| หัวนิรภัยแตกหรือเสียรูป | ความสามารถป้องกันแรงกระแทกอาจลดลง | เปลี่ยนรองเท้า |
| ดอกยางสึกจนไม่เหมาะกับพื้นหน้างาน | เสี่ยงลื่นไถล | เปลี่ยนรองเท้า |
| ตัวรองเท้าขาดจนส่วนป้องกันเสียหาย | การป้องกันไม่ครบตามข้อกำหนด | หยุดใช้ |
| เคยถูกกระแทกหรือแทงทะลุรุนแรง | อาจเสียหายภายในโดยมองไม่เห็น | เปลี่ยนรองเท้าตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย |
| เกินอายุเก็บที่ผู้ผลิตกำหนด | ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการใช้ PPE | ไม่นำกลับมาใช้เป็นรองเท้านิรภัย |
สำหรับรองเท้าที่มีคุณสมบัติ ESD หรือคุณสมบัติป้องกันเฉพาะทาง ต้องพิจารณาข้อกำหนดการตรวจเพิ่มเติม เพราะสภาพภายนอกไม่ได้ยืนยันสมรรถนะเหล่านั้นเสมอไป
วิธีเก็บรองเท้าเซฟตี้ให้เสื่อมช้าลง
การเก็บรองเท้าอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมก่อนเวลา โดยเฉพาะรองเท้าที่ซื้อสำรองไว้สำหรับพนักงานหรือหน้างานในอนาคต
เก็บในบริเวณแห้งและอากาศถ่ายเท
หลีกเลี่ยงห้องเก็บของที่มีความชื้นสะสม พื้นที่น้ำรั่วซึม หรือจุดที่อากาศไม่หมุนเวียน
ควรวางกล่องบนชั้นที่เหมาะสม ไม่วางสัมผัสพื้นเปียกโดยตรง และตรวจสอบสภาพพื้นที่เก็บเป็นระยะ
หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อนสูง
ไม่ควรเก็บรองเท้าไว้ในรถที่จอดกลางแดด ตู้เหล็กที่ร้อนจัด หรือบริเวณใกล้แหล่งกำเนิดความร้อนเป็นเวลานาน
ความร้อนอาจเร่งการเปลี่ยนแปลงของวัสดุบางชนิดและส่งผลต่ออายุการเก็บ
อย่าเก็บรองเท้าที่ยังเปียกชื้น
หากเป็นรองเท้าที่เคยใช้งาน ควรทำความสะอาดและผึ่งให้แห้งตามคำแนะนำของผู้ผลิตก่อนเก็บ
หลีกเลี่ยงการใช้ลมร้อนหรือแสงแดดจัดเพื่อเร่งให้แห้ง เพราะอาจทำให้วัสดุบางส่วนเสียหาย
เก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม
สำหรับรองเท้าใหม่ที่ยังไม่ใช้งาน ควรเก็บในกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ที่ผู้ผลิตแนะนำ
การเก็บในกล่องไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันการเสื่อมได้ทั้งหมด หากสภาพแวดล้อมภายนอกยังมีความร้อนและความชื้นสูง
จัดระบบสต็อกตามวันผลิต
สำหรับฝ่ายจัดซื้อหรือคลังอุปกรณ์ PPE ควรบันทึกวันผลิตและข้อกำหนดการเก็บของแต่ละรุ่น
สามารถใช้หลัก First Expired, First Out (FEFO) เมื่อมีวันสิ้นสุดอายุที่ยืนยันได้จากผู้ผลิต หรือใช้หลัก First In, First Out (FIFO) ร่วมกับการตรวจวันผลิตและสภาพสินค้าเมื่อไม่มีวันสิ้นสุดอายุระบุไว้
วิธีนี้ช่วยลดปัญหารองเท้าค้างสต็อกนานจนวัสดุเสื่อมก่อนที่จะถูกนำไปใช้งาน
ฝ่ายจัดซื้อควรกำหนดนโยบายเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้อย่างไร?
องค์กรที่จัดซื้อรองเท้าเซฟตี้ครั้งละหลายสิบหรือหลายร้อยคู่ ควรมีระบบติดตามสถานะรองเท้าแยกจากสต็อกสินค้าทั่วไป
ข้อมูลสำคัญที่ควรบันทึกประกอบด้วย
| ข้อมูลที่จัดเก็บ | ประโยชน์ |
|---|---|
| ยี่ห้อและรุ่น | ตรวจข้อกำหนดจากผู้ผลิต |
| วันผลิตและวันที่รับสินค้า | ตรวจอายุสต็อก |
| วัสดุพื้นรองเท้า | ประเมินความเสี่ยงการเสื่อม |
| วันที่เริ่มใช้งาน | ติดตามอายุการใช้งาน |
| พนักงานหรือหน่วยงานที่รับรองเท้า | ติดตามการจ่ายอุปกรณ์ |
| ผลการตรวจสภาพ | ใช้ตัดสินใจเปลี่ยนรองเท้า |
| สาเหตุการเปลี่ยน | วิเคราะห์ความเหมาะสมของรุ่นกับหน้างาน |
ไม่ควรกำหนดนโยบายว่าเปลี่ยนรองเท้าทุก 12 เดือนแล้วถือว่าปลอดภัยโดยไม่ตรวจสภาพระหว่างปี เพราะรองเท้าที่เสียหายก่อนถึงกำหนดต้องถูกเปลี่ยนทันที
ในทางกลับกัน หากองค์กรกำหนดรอบเปลี่ยนตามการประเมินความเสี่ยงและข้อกำหนดผู้ผลิต ก็ต้องปฏิบัติตามรอบนั้นแม้รองเท้ายังดูใหม่
การบริหารสต็อก PPE จึงควรให้ความสำคัญกับทั้งต้นทุนและความปลอดภัยของผู้สวมใส่
เลือกรองเท้าเซฟตี้คู่ใหม่ ควรดูอะไรเพื่อให้ใช้งานได้คุ้มค่า?
หากตรวจแล้วพบว่ารองเท้าเก่าไม่เหมาะกับการนำกลับมาใช้ การเลือกคู่ใหม่ไม่ควรมองแค่ราคาและรูปทรง แต่ควรพิจารณาให้สัมพันธ์กับลักษณะงานจริง
เริ่มจากตรวจสอบความเสี่ยงในพื้นที่ เช่น ของหนักตกกระแทก ของมีคมบนพื้น พื้นลื่น การสัมผัสน้ำหรือสารเคมี และข้อกำหนดเฉพาะด้านไฟฟ้า
จากนั้นจึงเลือกรุ่นที่มีระดับการป้องกันและวัสดุเหมาะสม รวมถึงตรวจสอบความกระชับเมื่อต้องสวมใส่เป็นเวลานาน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารองเท้าเซฟตี้สำหรับโรงงาน คลังสินค้า งานช่าง หรือโลจิสติกส์ สามารถดูรายละเอียดประเภทรองเท้าและระดับการป้องกันได้ที่
ควรตรวจสอบข้อมูลวัสดุและคำแนะนำการเก็บรักษาของรุ่นที่ต้องการกับผู้จำหน่ายก่อนซื้อ โดยเฉพาะหากวางแผนสั่งรองเท้าจำนวนมากเพื่อเก็บเป็นสต็อกระยะยาว
สรุป: รองเท้าเซฟตี้เก็บไว้นาน ไม่ได้แปลว่ายังปลอดภัยเสมอไป
รองเท้าเซฟตี้สามารถเสื่อมสภาพตามเวลาได้ แม้ไม่เคยผ่านการใช้งาน โดยเฉพาะรองเท้าที่มีพื้น PU ซึ่งบางสูตรอาจเกิด Hydrolysis เมื่อสัมผัสความชื้นเป็นเวลานาน
การพิจารณาว่ารองเท้าเก่าเก็บยังใช้งานได้หรือไม่ จึงไม่ควรอาศัยเพียงความใหม่ของรูปลักษณ์หรือวันที่ซื้อ แต่ต้องตรวจสอบวันผลิต ข้อกำหนดของผู้ผลิต ประวัติการเก็บรักษา และสภาพส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
หากพบพื้นร่วน พื้นหลุด หัวนิรภัยเสียหาย หรือความผิดปกติของโครงสร้าง ควรหยุดใช้งานและเปลี่ยนรองเท้าตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย
เพราะสำหรับอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล สิ่งที่สำคัญกว่าการเก็บรักษาให้ดูใหม่ คือการมั่นใจว่ารองเท้ายังคงเหมาะสมกับความเสี่ยงของงานที่ต้องทำ
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- CCOHS — Safety Footwear — วิธีตรวจสภาพรองเท้าและแนวทางการเปลี่ยนรองเท้าที่เสียหาย
- Safety Jogger — Hydrolysis การสลายตัวของพื้นรองเท้า — สาเหตุการเสื่อมของพื้น PU จากความชื้น
- Sparco — Is There an End-of-Use Date for Safety Footwear? — ตัวอย่างข้อกำหนดอายุการเก็บจากผู้ผลิต
- European Union — Regulation (EU) 2016/425 — ข้อกำหนดเรื่องข้อมูลการเก็บ การใช้งาน และการเสื่อมสภาพของ PPE



