☰

วิธีทำความสะอาดรองเท้า ESD หลังใช้งานในโรงงาน

รองเท้า ESD เป็นอุปกรณ์สำคัญในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และพื้นที่ที่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิต เพราะช่วยควบคุมการสะสมและการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกายของผู้สวมใส่เมื่อใช้งานร่วมกับระบบพื้นที่เหมาะสม

รองเท้า ESD เป็นอุปกรณ์สำคัญในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โรงงานผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และพื้นที่ที่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิต เพราะช่วยควบคุมการสะสมและการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกายของผู้สวมใส่เมื่อใช้งานร่วมกับระบบพื้นที่เหมาะสม

แต่หลังจากใส่ทำงานต่อเนื่องตลอดวัน รองเท้าย่อมสัมผัสกับฝุ่นละออง เศษวัสดุ คราบสกปรก และความชื้นจากการใช้งาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะเรื่องความสะอาดหรือความสบายเท่านั้น แต่อาจกระทบต่อประสิทธิภาพการควบคุมไฟฟ้าสถิตของรองเท้าได้ด้วย

หลายคนจึงสงสัยว่า รองเท้า ESD ควรทำความสะอาดอย่างไร ซักน้ำได้หรือไม่ และใช้น้ำยาทำความสะอาดรองเท้าทั่วไปได้ไหม?

การดูแลรองเท้าประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนยุ่งยากเสมอไป แต่ต้องเข้าใจว่าส่วนประกอบใดมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบ ESD และควรตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมก่อนนำกลับไปใช้ในโรงงาน

วิธีทำความสะอาดรองเท้า ESD ที่ถูกต้อง

วิธีทำความสะอาดรองเท้า ESD หลังใช้งานในโรงงาน ควรเริ่มจากปัดฝุ่นและเศษวัสดุออกจากพื้นรองเท้า ใช้แปรงขนนุ่มหรือผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดคราบสกปรกตามคำแนะนำของผู้ผลิต จากนั้นผึ่งให้แห้งในพื้นที่อากาศถ่ายเท และตรวจสอบคุณสมบัติ ESD ตามข้อกำหนดของโรงงานก่อนกลับเข้าใช้งานในพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิต

สิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  1. ตรวจสภาพรองเท้าก่อนทำความสะอาด
  2. ปัดฝุ่นและเศษวัสดุออกจากพื้นรองเท้า
  3. เช็ดคราบสกปรกด้วยอุปกรณ์และน้ำยาที่ผู้ผลิตอนุญาต
  4. หลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรงและสารเคลือบที่อาจทิ้งคราบฉนวน
  5. ไม่แช่น้ำหรือซักเครื่อง เว้นแต่คู่มือของรุ่นนั้นอนุญาต
  6. ผึ่งรองเท้าให้แห้งตามธรรมชาติ
  7. ทดสอบค่าความต้านทานตามขั้นตอน ESD Control Program ของโรงงาน

ความสะอาดภายนอกไม่สามารถยืนยันว่ารองเท้ายังคงมีคุณสมบัติ ESD ตามข้อกำหนด การทดสอบด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ โดยเฉพาะในโรงงานที่ทำงานกับชิ้นส่วนไวต่อไฟฟ้าสถิต

รองเท้า ESD คืออะไร ทำไมต้องดูแลต่างจากรองเท้าเซฟตี้ทั่วไป?

รองเท้า ESD หรือ Electrostatic Discharge Footwear เป็นรองเท้าที่ออกแบบให้มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าเหมาะสมสำหรับการควบคุมไฟฟ้าสถิต โดยช่วยสร้างเส้นทางสำหรับถ่ายเทประจุจากร่างกายผ่านรองเท้าไปยังพื้น ESD ที่เชื่อมต่อระบบกราวด์อย่างเหมาะสม

รองเท้าประเภทนี้มักใช้งานในบริเวณที่เรียกว่า Electrostatic Protected Area หรือ EPA เช่น

  • โรงงานประกอบแผงวงจร PCB
  • โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
  • สายการผลิต Semiconductor
  • ห้องทดสอบและประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • คลังสินค้าที่จัดเก็บชิ้นส่วนไวต่อไฟฟ้าสถิต
  • พื้นที่ Cleanroom ที่กำหนดให้ใช้รองเท้า ESD ตามข้อกำหนด

การทำงานของรองเท้า ESD ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการสัมผัสระหว่างผู้สวมใส่ รองเท้า และพื้นโรงงานร่วมกัน

หากพื้นรองเท้ามีคราบสกปรกหนา สารเคลือบที่เป็นฉนวน หรือส่วนประกอบภายในไม่เหมาะสม ความต้านทานของระบบอาจเปลี่ยนไปจนไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำความสะอาดรองเท้า ESD ควรให้ความสำคัญกับทั้งความสะอาดของวัสดุและประสิทธิภาพทางไฟฟ้า

ข้อควรรู้: รองเท้า ESD ไม่ใช่รองเท้าฉนวนสำหรับป้องกันไฟฟ้าดูด หรือรองเท้า Electrical Hazard (EH) จึงไม่ควรใช้แทนรองเท้าที่ออกแบบสำหรับงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ

ทำไมรองเท้า ESD ต้องทำความสะอาดหลังใช้งาน?

1. คราบสกปรกอาจรบกวนการสัมผัสระหว่างรองเท้ากับพื้น

พื้นรองเท้าเป็นบริเวณที่สัมผัสกับพื้นโรงงานโดยตรง หากมีฝุ่น คราบน้ำมันหรือสารตกค้างสะสม อาจทำให้คุณสมบัติการสัมผัสระหว่างพื้นรองเท้ากับพื้น ESD เปลี่ยนแปลงไป

ผลกระทบขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสิ่งปนเปื้อน ไม่ใช่คราบทุกประเภทจะทำให้ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การรักษาพื้นรองเท้าให้สะอาดช่วยลดความไม่แน่นอนของการทำงาน และทำให้ตรวจสอบสภาพรองเท้าได้ง่ายขึ้น

2. ฝุ่นและเศษวัสดุอาจสะสมในร่องดอกยาง

หลังทำงานในโรงงานตลอดกะ พื้นรองเท้าอาจมีเศษพลาสติก ฝุ่นจากกระบวนการผลิต หรือเศษวัสดุขนาดเล็กติดอยู่ในร่องดอกยาง

การสะสมของสิ่งเหล่านี้อาจกระทบต่อการสัมผัสพื้นและการยึดเกาะ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเดินบนพื้นเรียบหรือมีการควบคุมความสะอาดอย่างเข้มงวด

จึงควรตรวจพื้นรองเท้าเป็นประจำ ไม่ใช่ทำความสะอาดเฉพาะส่วนบนที่มองเห็นได้ง่าย

3. ความชื้นและเหงื่อสะสมภายในรองเท้า

พนักงานที่สวมรองเท้าติดต่อกันหลายชั่วโมงอาจมีเหงื่อและความชื้นสะสมอยู่ภายใน

หากไม่ได้ผึ่งรองเท้าให้เหมาะสม อาจเกิดกลิ่นอับและทำให้วัสดุบางส่วนเสื่อมเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ความชื้นยังอาจมีผลต่อค่าความต้านทานทางไฟฟ้าของรองเท้าบางประเภทด้วย จึงควรตรวจตามสภาวะการใช้งานจริง ไม่ใช่อาศัยผลทดสอบขณะที่รองเท้าเปียกเพื่อยืนยันว่าผ่านเกณฑ์

4. ช่วยให้ตรวจพบความเสียหายได้เร็วขึ้น

ขณะทำความสะอาดเป็นโอกาสเหมาะสำหรับตรวจสอบพื้นรองเท้า รอยต่อ และส่วนประกอบต่าง ๆ

หากพบพื้นแตก รอยแยก ดอกยางสึก หรือวัสดุหลุดลอก ควรประเมินก่อนนำกลับไปใช้งาน

รองเท้าที่เสียหายอาจกระทบทั้งความปลอดภัยในการเดินและความสามารถในการควบคุมไฟฟ้าสถิต

อุปกรณ์ที่ควรใช้ทำความสะอาดรองเท้า ESD

การทำความสะอาดรองเท้า ESD โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เข้ากันได้กับวัสดุและผ่านข้อกำหนดของโรงงาน

อุปกรณ์การใช้งานข้อควรระวัง
แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นและเศษวัสดุไม่ควรขัดจนพื้นเสียหาย
ผ้าไมโครไฟเบอร์สะอาดเช็ดพื้นและตัวรองเท้าต้องไม่ทิ้งคราบหรือเส้นใยมากเกินไป
น้ำสะอาดเช็ดคราบทั่วไปไม่ควรทำให้รองเท้าเปียกชุ่ม
น้ำยาทำความสะอาดที่ได้รับอนุญาตทำความสะอาดคราบที่เช็ดด้วยน้ำไม่ออกต้องไม่ทิ้งสารตกค้างที่กระทบ ESD
ผ้าแห้งสะอาดซับความชื้นหลังเช็ดไม่ควรถูแรงจนผิววัสดุเสียหาย
เครื่องทดสอบรองเท้า ESDตรวจสอบค่าตามข้อกำหนดโรงงานต้องตั้งเกณฑ์และตรวจสภาพอุปกรณ์ให้เหมาะสม

ไม่ควรสรุปว่าน้ำยาที่มีคำว่า Antistatic หรือ ESD Safe บนฉลากจะเหมาะกับรองเท้าทุกรุ่นเสมอไป เพราะต้องตรวจความเข้ากันได้กับวัสดุของรองเท้าและวิธีใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนดด้วย

HowTo: 7 ขั้นตอนทำความสะอาดรองเท้า ESD หลังใช้งานในโรงงาน

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสภาพรองเท้าก่อนทำความสะอาด

หลังเลิกงาน ให้ตรวจรองเท้าทั้งสองข้าง โดยเริ่มจากพื้นรองเท้า ดอกยาง ขอบพื้น และบริเวณรอยต่อ

ตรวจสอบว่ามีสิ่งผิดปกติ เช่น

  • พื้นรองเท้าแตกหรือแยกชั้น
  • มีของมีคมติดอยู่ในดอกยาง
  • มีคราบน้ำมันหรือสารเคมีไม่ทราบชนิด
  • ตัวรองเท้าฉีกขาด
  • ส่วนประกอบป้องกันเสียหาย

หากพบความเสียหายที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย ควรหยุดใช้และส่งให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบก่อน

กรณีรองเท้าปนเปื้อนสารเคมีอันตราย ไม่ควรนำไปทำความสะอาดเองด้วยวิธีทั่วไป ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน Decontamination ของโรงงานและข้อมูล SDS ที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 2: ปัดฝุ่นและเศษวัสดุออกจากพื้นรองเท้า

ใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นและเศษวัสดุบริเวณพื้นรองเท้า โดยเฉพาะร่องดอกยางที่อาจมีสิ่งสกปรกสะสม

ควรทำอย่างเบามือและหลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมขูดพื้น เพราะอาจทำให้วัสดุเป็นรอยหรือเสียหาย

หากมีเศษโลหะหรือวัสดุแหลมติดแน่น ควรใช้เครื่องมือที่เหมาะสมตามขั้นตอนของโรงงาน และตรวจว่าพื้นรองเท้าไม่ได้ถูกเจาะทะลุหรือเสียรูป

ขั้นตอนที่ 3: เช็ดพื้นรองเท้าด้วยผ้าชุบน้ำหมาด ๆ

เมื่อขจัดสิ่งสกปรกที่หลุดง่ายแล้ว ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเล็กน้อยและบิดจนหมาด เช็ดบริเวณพื้นรองเท้าและร่องดอกยาง

หากมีคราบที่ใช้น้ำอย่างเดียวไม่สามารถทำความสะอาดได้ ให้เลือกน้ำยาที่ผู้ผลิตรองเท้าหรือผู้รับผิดชอบระบบ ESD ของโรงงานอนุญาต

หลังใช้น้ำยา ควรเช็ดสารตกค้างออกตามวิธีที่กำหนด เพราะสารบางชนิดอาจทิ้งชั้นเคลือบที่เปลี่ยนคุณสมบัติทางไฟฟ้าบริเวณพื้นรองเท้า

ไม่ควรใช้น้ำมัน ทินเนอร์ น้ำยาล้างคราบรุนแรง หรือผลิตภัณฑ์เคลือบเงาทั่วไปโดยไม่ได้ตรวจสอบความเข้ากันได้

ขั้นตอนที่ 4: ทำความสะอาดตัวรองเท้าตามประเภทวัสดุ

ส่วนบนของรองเท้า ESD อาจทำจากหนังแท้ หนังสังเคราะห์ ผ้าตาข่าย หรือวัสดุผสม

วิธีทำความสะอาดต้องปรับตามลักษณะวัสดุ ไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับรองเท้าทุกประเภท

รองเท้าหนัง: ใช้ผ้าหมาดเช็ดฝุ่นและคราบทั่วไป ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังต้องเป็นชนิดที่ผู้ผลิตรองเท้าอนุญาต และไม่ควรนำไปเคลือบบริเวณพื้นสัมผัสโดยไม่ทราบผลต่อ ESD

รองเท้าหนังสังเคราะห์: ใช้ผ้าหรือแปรงนุ่มทำความสะอาด หลีกเลี่ยงสารทำละลายที่อาจทำให้ผิววัสดุเปลี่ยนสภาพ

รองเท้าผ้าตาข่าย: ปัดฝุ่นเบา ๆ และเช็ดตามคำแนะนำของผู้ผลิต ไม่ควรขัดรุนแรงจนเส้นใยหรือรอยต่อเสียหาย

สำหรับรองเท้าที่ใช้ใน Cleanroom ต้องปฏิบัติตาม SOP ของพื้นที่นั้นเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีข้อกำหนดเรื่องอนุภาค สารตกค้าง และอุปกรณ์ทำความสะอาดเฉพาะทาง

วิธีทำความสะอาดรองเท้า ESD

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจและดูแลแผ่นรองด้านใน

แผ่นรองภายในรองเท้าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต จึงไม่ควรเปลี่ยนเป็นแผ่นรองทั่วไปโดยไม่ได้รับการรับรอง

หากผู้ผลิตอนุญาตให้ถอดแผ่นรองได้ สามารถนำออกมาผึ่งอากาศหรือทำความสะอาดตามคำแนะนำเฉพาะรุ่น

ไม่ควรแช่น้ำ ซัก หรือเปลี่ยนแผ่นรองเองโดยอัตโนมัติ เพราะรองเท้าแต่ละรุ่นมีข้อกำหนดต่างกัน

หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแผ่นรอง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตรับรองว่าเข้ากันได้ และตรวจสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าของรองเท้าร่วมกับแผ่นรองใหม่ตามเกณฑ์โรงงาน

ขั้นตอนที่ 6: ผึ่งรองเท้าให้แห้งในพื้นที่อากาศถ่ายเท

หลังทำความสะอาด ควรใช้ผ้าแห้งซับความชื้นและผึ่งรองเท้าในพื้นที่ร่มที่มีอากาศหมุนเวียน

หลีกเลี่ยงการนำรองเท้าไปตากแดดจัด วางใกล้เครื่องทำความร้อน หรือใช้ลมร้อนเพื่อเร่งให้แห้ง

ความร้อนสูงอาจส่งผลต่อกาว วัสดุพื้นรองเท้า และส่วนประกอบอื่น ๆ

ควรตรวจให้แน่ใจว่ารองเท้าแห้งเหมาะสมก่อนนำกลับมาใช้งาน ไม่ควรทดสอบขณะที่มีน้ำตกค้างแล้วใช้ผลดังกล่าวแทนสภาพการใช้งานปกติ

ขั้นตอนที่ 7: ทดสอบค่า ESD ก่อนกลับเข้าใช้งาน

ขั้นตอนสุดท้ายคือการตรวจสอบความพร้อมของรองเท้าตาม ESD Control Program ของโรงงาน

หากมีเครื่อง ESD Footwear Tester หรือจุดตรวจบริเวณทางเข้า EPA ให้ทดสอบตามวิธีที่กำหนด โดยสวมรองเท้าและอุปกรณ์ประกอบให้เหมือนการใช้งานจริง

หากผลทดสอบไม่ผ่าน ไม่ควรนำรองเท้าเข้าพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิตทันที

ควรตรวจสอบสาเหตุ เช่น พื้นรองเท้าสกปรก แผ่นรองไม่เหมาะสม การสัมผัสระหว่างเท้ากับรองเท้า หรือปัญหาของอุปกรณ์ทดสอบ จากนั้นทดสอบซ้ำตามขั้นตอนที่ได้รับอนุญาต

หากยังไม่ผ่าน ให้แยกรองเท้าไว้ประเมินหรือเปลี่ยนใหม่ตามนโยบายองค์กร

รองเท้าประเภท ESD สามารถซักน้ำหรือเข้าเครื่องซักผ้าได้หรือไม่?

ไม่ควรซักเครื่องหรือแช่น้ำโดยอัตโนมัติ เว้นแต่คู่มือของรองเท้ารุ่นนั้นระบุว่าอนุญาตให้ทำได้

รองเท้า ESD แต่ละรุ่นใช้วัสดุและโครงสร้างต่างกัน บางรุ่นออกแบบให้ทำความสะอาดด้วยผ้าหมาดเท่านั้น ขณะที่บางรุ่นอาจรองรับการซักตามวิธีและอุณหภูมิที่กำหนด

การซักผิดวิธีอาจทำให้วัสดุเสียรูป รอยต่อเสื่อม หรือคุณสมบัติทางไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไป

วิธีทำความสะอาดคำแนะนำ
ปัดฝุ่นด้วยแปรงนุ่มเหมาะสำหรับการดูแลทั่วไป
เช็ดด้วยผ้าหมาดใช้ได้เมื่อสอดคล้องกับคำแนะนำผู้ผลิต
ใช้น้ำยาที่ผู้ผลิตอนุญาตเหมาะกับคราบที่ใช้น้ำอย่างเดียวไม่ได้
แช่น้ำทั้งคู่ไม่ควรทำ เว้นแต่ผู้ผลิตอนุญาต
ใช้เครื่องซักผ้าทำได้เฉพาะรุ่นที่ระบุว่าซักเครื่องได้
ใช้ทินเนอร์หรือสารทำละลายรุนแรงควรหลีกเลี่ยง
ใช้เครื่องอบหรือลมร้อนไม่แนะนำ เว้นแต่มีวิธีเฉพาะที่ผู้ผลิตรับรอง

การอ่านคู่มือประจำรุ่นจึงสำคัญกว่าการใช้สูตรทำความสะอาดแบบเดียวกันกับรองเท้าทุกคู่

น้ำยาทำความสะอาดชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง?

สำหรับรองเท้า ESD สิ่งที่ต้องระวังไม่ใช่เพียงสารที่กัดกร่อนวัสดุ แต่รวมถึงสารที่อาจทิ้งคราบตกค้างหรือเคลือบพื้นผิวจนเปลี่ยนคุณสมบัติทางไฟฟ้า

ประเภทสารความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา
ทินเนอร์และสารทำละลายรุนแรงอาจทำให้วัสดุและกาวเสียหาย
สารฟอกขาวอาจทำให้สีและวัสดุเสื่อม
น้ำยาที่มี Silicone หรือ Waxอาจเกิดชั้นเคลือบที่รบกวนการสัมผัสทางไฟฟ้า
น้ำมันหรือผลิตภัณฑ์เคลือบพื้นอาจทิ้งสารตกค้างบนพื้นรองเท้า
น้ำยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบไม่สามารถประเมินความเข้ากันได้
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับ ESD โดยเฉพาะควรตรวจวิธีใช้และความเข้ากันได้กับรองเท้ารุ่นนั้นก่อน

แม้ผลิตภัณฑ์บางชนิดจะใช้กับพื้น ESD หรือแผ่นรองโต๊ะ ESD ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะสำหรับทำความสะอาดรองเท้าเสมอไป

โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ ไม่ควรใช้กับรองเท้าเซฟตี้โดยไม่มีคำแนะนำเฉพาะจากผู้ผลิต เนื่องจากวัสดุบางประเภทอาจได้รับความเสียหาย

ทำความสะอาดรองเท้า ESD แล้ว ยังต้องทดสอบค่าความต้านทานหรือไม่?

จำเป็นต้องมีการตรวจสอบตามแผนควบคุม ESD ขององค์กร เพราะรองเท้าที่ดูสะอาดไม่ได้ยืนยันว่าค่าความต้านทานยังอยู่ในช่วงที่กำหนด

มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น IEC 61340-5-1 และ ANSI/ESD S20.20 ให้ความสำคัญกับการควบคุมไฟฟ้าสถิตในกระบวนการผลิต โดยการทดสอบรองเท้าและระบบพื้นต้องเลือกวิธีให้เหมาะสม

มาตรฐานการทดสอบที่ควรรู้ ได้แก่

  • IEC 61340-4-3 / ANSI/ESD STM9.1: ใช้ประเมินคุณสมบัติความต้านทานของรองเท้า
  • IEC 61340-4-5 / ANSI/ESD STM97.1: ใช้ประเมินความต้านทานของระบบที่ประกอบด้วยผู้สวมใส่ รองเท้า และพื้น
  • ANSI/ESD STM97.2: ใช้ประเมินแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นกับผู้สวมใส่ระหว่างการเดินบนระบบพื้นและรองเท้า

วิธีทดสอบสำหรับการรับรองระบบแตกต่างจากการตรวจสอบประจำวันของพนักงาน โรงงานจึงควรกำหนดเครื่องมือ ความถี่ และเกณฑ์ยอมรับให้สอดคล้องกับ ESD Control Program

การทดสอบก่อนเข้าพื้นที่ EPA ในแต่ละวันหรือแต่ละกะเป็นแนวปฏิบัติที่พบได้ในหลายโรงงาน แต่ความถี่จริงต้องยึดตามข้อกำหนดขององค์กร

รองเท้าสะอาดแล้ว แต่ทดสอบ ESD ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร?

ปัญหานี้เกิดขึ้นได้แม้รองเท้าไม่มีคราบสกปรกให้เห็น

สาเหตุที่ควรตรวจสอบประกอบด้วย

1. พื้นรองเท้ามีสารตกค้าง

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบางชนิดอาจทิ้งชั้นฟิล์มบนผิววัสดุ ส่งผลให้ค่าความต้านทานเปลี่ยนแปลง

2. แผ่นรองภายในไม่เหมาะสม

การเปลี่ยนแผ่นรองเดิมเป็นแผ่นรองทั่วไปอาจเปลี่ยนเส้นทางการถ่ายเทประจุระหว่างผู้สวมใส่กับพื้นรองเท้า

3. รองเท้าหรือวัสดุเสื่อมสภาพ

การใช้งานต่อเนื่อง ความร้อน สารเคมี และความชื้นอาจส่งผลต่อวัสดุที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติ ESD

4. การสัมผัสระหว่างผู้สวมใส่กับรองเท้าไม่เหมาะสม

รูปแบบการสวมใส่ แผ่นรอง และสภาวะของผู้สวมใส่อาจมีผลต่อการวัดค่าความต้านทาน

5. อุปกรณ์หรือวิธีทดสอบมีปัญหา

ควรตรวจสอบความพร้อมของเครื่องทดสอบ การตั้งค่าขีดจำกัด และวิธีวางเท้าตามคู่มือก่อนสรุปว่ารองเท้าเสีย

หากตรวจสอบตามขั้นตอนแล้วยังไม่ผ่าน ควรหยุดใช้รองเท้าคู่นั้นในพื้นที่ EPA จนกว่าจะได้รับการประเมิน

ควรทำความสะอาดรองเท้า ESD บ่อยแค่ไหน?

ความถี่ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ปริมาณฝุ่น การปนเปื้อน และข้อกำหนดความสะอาดของแต่ละพื้นที่

ตัวอย่างแผนการดูแลที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้

ความถี่สิ่งที่ควรทำ
หลังเลิกงานทุกวันตรวจคราบ ปัดฝุ่น เช็ดพื้นเมื่อจำเป็น และผึ่งรองเท้า
ก่อนเข้าพื้นที่ EPAตรวจ ESD ตามรอบที่โรงงานกำหนด
ทุกสัปดาห์ตรวจร่องดอกยาง รอยต่อ และสภาพภายในอย่างละเอียด
ทุกเดือนตรวจความเสียหายและทบทวนผลการทดสอบ
เมื่อทดสอบไม่ผ่านแยกตรวจหาสาเหตุและทดสอบซ้ำตาม SOP
เมื่อรองเท้าเสียหายหยุดใช้และประเมินการเปลี่ยน

ตารางนี้เป็นตัวอย่างแผนการดูแล ไม่ใช่ข้อกำหนดความถี่จากมาตรฐานที่ใช้กับทุกโรงงาน

ในพื้นที่ Cleanroom หรือสายการผลิตที่มีข้อกำหนดเข้มงวด อาจต้องทำความสะอาดและตรวจสอบบ่อยกว่านี้

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการดูแลรองเท้า ESD

ใช้น้ำยาทำความสะอาดรองเท้าทั่วไปโดยไม่ตรวจส่วนประกอบ

ผลิตภัณฑ์บางชนิดทำให้รองเท้าดูสะอาดหรือเงาขึ้น แต่อาจทิ้งสารเคลือบบนพื้นรองเท้าและเปลี่ยนคุณสมบัติการสัมผัสทางไฟฟ้า

ซักรองเท้าแล้วตากแดดจัด

ความร้อนสูงอาจทำให้รองเท้าเสียรูปหรือวัสดุบางส่วนเสื่อม ควรผึ่งตามวิธีที่ผู้ผลิตกำหนด

เปลี่ยนแผ่นรองเพื่อเพิ่มความนุ่มโดยไม่ตรวจค่า ESD

แม้แผ่นรองใหม่จะใส่สบายกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานร่วมกับโครงสร้างรองเท้า ESD ได้อย่างเหมาะสม

ดูเฉพาะสัญลักษณ์ ESD บนรองเท้า

รองเท้าที่มีเครื่องหมาย ESD ยังต้องได้รับการตรวจสอบตามเงื่อนไขของโรงงาน เพราะการใช้งานจริงเกี่ยวข้องกับพื้นและผู้สวมใส่

ใช้รองเท้า ESD เดินนอกพื้นที่ควบคุมเป็นประจำ

การเดินผ่านพื้นที่ที่มีฝุ่น น้ำมัน หรือสิ่งปนเปื้อนอาจทำให้พื้นรองเท้าสกปรกขึ้น หากจำเป็นต้องออกนอก EPA ควรมีขั้นตอนตรวจสอบก่อนกลับเข้าพื้นที่ตามข้อกำหนดโรงงาน

ฝ่ายความปลอดภัยควรกำหนดมาตรฐานการดูแลรองเท้า ESD อย่างไร?

สำหรับโรงงานที่มีพนักงานจำนวนมาก การปล่อยให้แต่ละคนทำความสะอาดรองเท้าตามความเข้าใจของตนเองอาจทำให้คุณภาพการดูแลไม่สม่ำเสมอ

องค์กรควรจัดทำ Standard Operating Procedure (SOP) โดยระบุให้ชัดเจนว่าใช้วิธีทำความสะอาดใดได้บ้าง น้ำยาชนิดใดได้รับอนุญาต และต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อพบรองเท้าเสียหายหรือผลทดสอบไม่ผ่าน

ตัวอย่างข้อมูลที่ควรบันทึก ได้แก่

  • รุ่นรองเท้าและรหัสพนักงาน
  • วันที่ตรวจสภาพ
  • ผลทดสอบ ESD
  • การพบคราบปนเปื้อนหรือความเสียหาย
  • การทำความสะอาดหรือแก้ไขที่ดำเนินการ
  • วันที่เปลี่ยนรองเท้าและสาเหตุการเปลี่ยน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยติดตามแนวโน้มปัญหา เช่น รองเท้าบางรุ่นทดสอบไม่ผ่านบ่อย หรือพบคราบน้ำมันในบริเวณการผลิตซ้ำ ๆ

การมีข้อมูลย้อนหลังยังช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายความปลอดภัยประเมินความเหมาะสมของรองเท้าแต่ละรุ่นกับสภาพหน้างานได้ดียิ่งขึ้น

เลือกรองเท้า ESD สำหรับโรงงาน ควรพิจารณาอะไรเพิ่มเติม?

นอกจากการดูแลรักษาแล้ว การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับสภาพหน้างานตั้งแต่แรกมีความสำคัญไม่แพ้กัน

รองเท้าสำหรับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ควรผ่านข้อกำหนดด้านการควบคุมไฟฟ้าสถิตที่องค์กรกำหนด และมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเหมาะสมกับความเสี่ยงของงาน

ปัจจัยที่ควรพิจารณา ได้แก่ การยึดเกาะพื้น ความสบายในการสวมใส่ตลอดกะ ความทนทานของวัสดุ ความสะดวกในการทำความสะอาด และความเข้ากันได้กับระบบพื้น ESD

หากต้องการเลือกรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานโรงงาน สามารถศึกษาประเภทและคุณสมบัติของรองเท้าเพิ่มเติมได้ที่ รองเท้าเซฟตี้ PARADE Thailand

ก่อนเลือกซื้อควรตรวจสอบว่ารุ่นที่สนใจมีคุณสมบัติ ESD ที่ตรงตามข้อกำหนดหน้างานจริง ไม่ใช่รองเท้าเซฟตี้ทุกรุ่นจะมีคุณสมบัติดังกล่าว

สรุป: ทำความสะอาดรองเท้า ESD ให้ถูกวิธี เพื่อรักษาความพร้อมในการใช้งาน

การดูแลรองเท้า ESD หลังใช้งานในโรงงานไม่ใช่เพียงการทำให้รองเท้าดูสะอาด แต่ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติในการควบคุมไฟฟ้าสถิตด้วย

ควรเริ่มจากการปัดฝุ่นและเศษวัสดุ เช็ดพื้นรองเท้าด้วยวิธีที่ผู้ผลิตอนุญาต หลีกเลี่ยงสารเคมีที่อาจทิ้งคราบฉนวน และผึ่งรองเท้าในที่อากาศถ่ายเทโดยไม่ใช้ความร้อนสูง

สิ่งสำคัญคือการตรวจสภาพและทดสอบ ESD ตามข้อกำหนดของโรงงาน เพราะรองเท้าที่ภายนอกดูปกติอาจมีค่าความต้านทานไม่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน

การทำความสะอาดที่เหมาะสมควบคู่กับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาประสิทธิภาพระบบ ESD และช่วยให้พนักงานทำงานในพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้า ESD ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แชร์:

บทความเพิ่มเติม