รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงาน เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะกับงานจริง

รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงานควรเลือกจากชนิดของความเสี่ยง ไม่ใช่เลือกจากคำว่า “กันไฟฟ้า” บนโฆษณาเพียงอย่างเดียว หากพื้นที่ทำงานมีความเสี่ยงจากการสัมผัสวงจรไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ ควรมองหารองเท้าที่มีคุณสมบัติ Electrical Hazard หรือ EH ตามมาตรฐานที่ระบุอย่างชัดเจน

รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงานควรเลือกจากชนิดของความเสี่ยง ไม่ใช่เลือกจากคำว่า “กันไฟฟ้า” บนโฆษณาเพียงอย่างเดียว หากพื้นที่ทำงานมีความเสี่ยงจากการสัมผัสวงจรไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ ควรมองหารองเท้าที่มีคุณสมบัติ Electrical Hazard หรือ EH ตามมาตรฐานที่ระบุอย่างชัดเจน

หากทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ห้องประกอบแผงวงจร หรือพื้นที่ที่ต้องควบคุมประจุไฟฟ้าสถิต ควรใช้รองเท้า ESD หรือ Static Dissipative ร่วมกับพื้นและระบบกราวด์ที่เหมาะสม รองเท้าประเภทนี้มีหน้าที่ระบายประจุไฟฟ้าสถิต ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันไฟฟ้าดูด

สำหรับงานบนหรือใกล้อุปกรณ์ที่ยังมีกระแสไฟฟ้า รองเท้าทั่วไปที่ระบุ EH เป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันเสริม ไม่สามารถใช้แทนการตัดแหล่งพลังงาน ระบบ Lockout/Tagout ถุงมือฉนวน แผ่นยางฉนวน และวิธีทำงานทางไฟฟ้าที่ปลอดภัยได้ OSHA ระบุว่ารองเท้าป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าควรใช้เป็นการป้องกันเพิ่มเติม หลังจากองค์กรดำเนินมาตรการควบคุมที่จำเป็นแล้ว

รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงาน

“รองเท้ากันไฟฟ้า” อาจหมายถึงรองเท้าคนละประเภท

คำว่า “รองเท้ากันไฟฟ้า” ที่ใช้ในตลาดอาจหมายถึงรองเท้าหลายประเภท ทั้งรองเท้าที่ช่วยต้านทานไฟฟ้าดูด รองเท้าที่ช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิต และรองเท้านำไฟฟ้าสำหรับพื้นที่เฉพาะทาง

หากเลือกจากชื่อสินค้าโดยไม่ตรวจรหัสมาตรฐาน อาจเกิดความเข้าใจผิด เช่น นำรองเท้า ESD ไปใช้แทนรองเท้า EH หรือคิดว่ารองเท้า Metal Free สามารถป้องกันไฟฟ้าดูดได้โดยอัตโนมัติ

มาตรฐาน ASTM F2413-24 แยกคุณสมบัติด้านไฟฟ้าของรองเท้าออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น Electric Hazard, Static Dissipative, Conductive และ Dielectric Insulation จึงต้องตรวจให้ชัดว่ารองเท้ารุ่นที่เลือกผ่านคุณสมบัติใด ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีพื้นยางหรือไม่มีโลหะ


เปรียบเทียบรองเท้า EH, ESD และรองเท้านำไฟฟ้า

ประเภทรองเท้าหน้าที่หลักเหมาะกับงานสิ่งที่ไม่ควรเข้าใจผิด
Electrical Hazard: EHช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดเมื่อเกิดการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจงานซ่อมบำรุง โรงงานทั่วไป และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางไฟฟ้าหลงเหลือไม่ใช่อุปกรณ์ป้องกันหลักสำหรับทำงานกับวงจรที่ยังมีไฟ
Static Dissipative: SDระบายประจุไฟฟ้าสถิตในอัตราที่ควบคุมได้โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ งานประกอบชิ้นส่วน และบางกระบวนการที่มีสารไวไฟไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า
ESD Footwearควบคุมประจุบนตัวผู้สวมใส่เพื่อป้องกันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์Semiconductor, PCB, ห้องประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องพิจารณาร่วมกับพื้นและระบบ ESD
Conductive Footwearระบายประจุลงพื้นอย่างรวดเร็วพื้นที่เฉพาะที่ต้องควบคุมประกายไฟฟ้าสถิตอย่างเข้มงวดไม่ควรเลือกใช้ใกล้วงจรไฟฟ้ามีไฟโดยไม่มีการประเมิน
Dielectric Footwearให้ฉนวนเพิ่มเติมสำหรับงานไฟฟ้าเฉพาะทางงานไฟฟ้าที่กำหนดให้ใช้อุปกรณ์ฉนวนเฉพาะแตกต่างจากรองเท้าเซฟตี้ EH ทั่วไป

IEC 61340-4-3 กำหนดวิธีทดสอบความต้านทานทางไฟฟ้าของรองเท้าที่ใช้ควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิตบนตัวบุคคล ขณะที่ IEC 61340-4-5 ประเมินการทำงานร่วมกันของรองเท้า พื้น และผู้สวมใส่ แสดงให้เห็นว่าการควบคุม ESD ไม่ควรพิจารณาจากรองเท้าเพียงอย่างเดียว


รองเท้า EH คืออะไร

รองเท้า EH หรือ Electrical Hazard Footwear เป็นรองเท้าที่ออกแบบและทดสอบให้มีคุณสมบัติต้านทานไฟฟ้าสำหรับช่วยป้องกันผู้สวมใส่จากการสัมผัสแหล่งไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ เช่น การเหยียบสายไฟที่มีปัญหา หรือทำงานในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงทางไฟฟ้าหลงเหลืออยู่

ข้อมูลมาตรฐาน ASTM ระบุว่า EH เป็นคุณสมบัติสำหรับช่วยปกป้องผู้สวมใส่เมื่อเกิดการเหยียบสายไฟที่มีกระแสไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการไม่ได้หมายความว่ารองเท้าจะป้องกันได้ในทุกสถานการณ์จริง

รองเท้า EH จึงเหมาะเป็นส่วนหนึ่งของระบบ PPE แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้พนักงานทำงานกับวงจรไฟฟ้าที่ไม่ได้ตัดพลังงาน หรือยืนอยู่ในพื้นที่เปียกโดยไม่มีมาตรการควบคุมเพิ่มเติม


รองเท้า ESD คืออะไร

รองเท้า ESD มีหน้าที่ช่วยระบายและควบคุมประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกาย เพื่อป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อประจุ เช่น แผงวงจร เซนเซอร์ ชิป และอุปกรณ์ควบคุม

รองเท้าประเภทนี้ต้องทำงานร่วมกับองค์ประกอบอื่น เช่น

  • พื้น ESD
  • ระบบกราวด์
  • เสื้อผ้า ESD
  • สายรัดข้อมือ
  • โต๊ะและแผ่นรอง ESD
  • ระบบตรวจสอบบุคลากร
  • การควบคุมความชื้น
  • ขั้นตอนเข้าออกพื้นที่ควบคุม

ผลการทดสอบระบบรองเท้าและพื้นจะใช้ได้กับชุดรองเท้าและพื้นผิวที่นำมาทดสอบร่วมกันเท่านั้น การเปลี่ยนพื้น แผ่นรองเท้า หรือสภาพแวดล้อมจึงอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบ ESD ได้


รองเท้า ESD ป้องกันไฟฟ้าดูดได้หรือไม่

ไม่ควรถือว่ารองเท้า ESD สามารถใช้แทนรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าได้ เนื่องจากรองเท้า ESD ถูกออกแบบให้ประจุไฟฟ้าสถิตไหลออกจากร่างกายอย่างควบคุมได้ ไม่ได้ออกแบบให้ขัดขวางกระแสไฟฟ้าเหมือนรองเท้าที่ใช้ต้านทานไฟฟ้าดูด

คำแนะนำด้านรองเท้านิรภัยของ CCOHS ระบุว่ารองเท้าสำหรับระบายไฟฟ้าสถิตบางประเภทไม่ควรใช้ในพื้นที่ที่อาจสัมผัสตัวนำไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้า

ดังนั้นคำว่า “ป้องกันไฟฟ้าสถิต” และ “ป้องกันไฟฟ้าดูด” จึงไม่สามารถใช้แทนกันได้


รองเท้าพื้นยางถือว่าเป็นรองเท้ากันไฟฟ้าหรือไม่

ไม่ควรสรุปว่ารองเท้าพื้นยางทุกคู่มีคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้า เพราะประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับวัสดุ โครงสร้าง ความหนา กระบวนการผลิต และการทดสอบรองเท้าทั้งคู่

รองเท้าพื้นยางทั่วไปอาจมีค่าความต้านทานในระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานหรือเอกสารยืนยัน ก็ไม่ควรนำมาอ้างว่าเป็นรองเท้า EH, ESD หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้า

หลักการเดียวกันนี้ใช้กับรองเท้า Metal Free และรองเท้าหัวคอมโพสิตด้วย แม้รองเท้าจะไม่มีชิ้นส่วนโลหะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านการทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ


รองเท้าหัวเหล็กใช้กับงานไฟฟ้าได้หรือไม่

รองเท้าหัวเหล็กไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับงานไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หากส่วนโลหะถูกหุ้มอยู่ภายในอย่างเหมาะสม ไม่สัมผัสกับเท้าของผู้สวมใส่ และไม่เปิดออกสู่ภายนอกรองเท้า OSHA เคยอธิบายว่ารองเท้าหัวเหล็กสามารถใช้กับงานไฟฟ้าได้ในเงื่อนไขดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การเลือกหัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิตควรพิจารณาจากการประเมินความเสี่ยงและข้อกำหนดของโรงงาน หากพื้นที่ต้องการลดชิ้นส่วนโลหะ หลีกเลี่ยงสนามแม่เหล็ก หรือต้องผ่านเครื่องตรวจโลหะ หัวคอมโพสิตอาจเหมาะกว่า

สิ่งสำคัญกว่าชนิดของหัวรองเท้าคือ รองเท้าทั้งคู่ต้องมีคุณสมบัติ EH หรือคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่ตรงกับงานและมีหลักฐานการทดสอบชัดเจน


รองเท้ามาตรฐาน ISO 20345 ป้องกันไฟฟ้าได้ทุกคู่หรือไม่

ไม่ได้ รองเท้าที่ผ่าน ISO 20345:2021 หมายถึงรองเท้านิรภัยที่เป็นไปตามข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเพิ่มเติมตามที่ระบุ เช่น การป้องกันแรงกระแทก การลื่น ความร้อน และความเสี่ยงเชิงกล แต่การมีข้อความ ISO 20345 เพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่ารองเท้าทุกรุ่นมีคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้าชนิดเดียวกัน

ผู้ซื้อควรตรวจรหัสคุณสมบัติบนฉลาก ใบรับรอง และเอกสารของรุ่นนั้นโดยเฉพาะ เช่น

  • ผ่านมาตรฐานฉบับใด
  • มีคุณสมบัติ EH, ESD หรือ SD หรือไม่
  • ทดสอบโดยห้องปฏิบัติการใด
  • ใบรับรองครอบคลุมรุ่น สี และวัสดุเดียวกับสินค้าที่ซื้อหรือไม่
  • เอกสารยังอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้ผลิตกำหนดหรือไม่

มาตรฐาน ASTM F2413-24 ครอบคลุมคุณสมบัติหลายประเภทในมาตรฐานเดียว รองเท้าที่ผ่านเพียงบางคุณสมบัติจึงไม่ควรถูกโฆษณาว่าผ่านคุณสมบัติทั้งหมด


ตารางเลือกรองเท้าตามพื้นที่ทำงาน

พื้นที่หรือประเภทงานความเสี่ยงหลักรองเท้าที่ควรพิจารณาคุณสมบัติเสริม
ห้องไฟฟ้าและงานซ่อมบำรุงสัมผัสไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ วัตถุตกEH หรือรองเท้าตามการประเมินงานไฟฟ้าหัวนิรภัย กันลื่น กันทะลุ
โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ประจุไฟฟ้าสถิตทำลายชิ้นส่วนESD หรือ Static Dissipativeน้ำหนักเบา ระบายอากาศ
โรงงานผลิตทั่วไปเครื่องจักร วัตถุตก พื้นลื่น และความเสี่ยงไฟฟ้ารองเท้าเซฟตี้ที่มี EH ตามความเสี่ยงกันลื่น ทนน้ำมัน กันทะลุ
งานเกี่ยวกับสารไวไฟประกายไฟฟ้าสถิตระบบ Static Dissipative หรือ Conductive ตามการออกแบบต้องทำงานร่วมกับพื้นและกราวด์
งานก่อสร้างและติดตั้งระบบสายไฟชั่วคราว ตะปู และของตกEH พร้อมหัวนิรภัยและแผ่นกันทะลุดอกยางลึกและยึดเกาะดี
พื้นที่เปียกหรือมีน้ำมันลื่นและประสิทธิภาพทางไฟฟ้าอาจไม่เป็นไปตามสภาพทดสอบรุ่นที่เหมาะกับความเปียกและผ่านการประเมินงานกันน้ำ กันลื่น ทนน้ำมัน
งานไฟฟ้าเฉพาะทางอุปกรณ์หรือวงจรที่ยังมีไฟรองเท้าหรือรองเท้าครอบฉนวนที่กำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญถุงมือฉนวน แผ่นยาง และระบบ LOTO

รองเท้าที่ใช้ป้องกันไฟฟ้าดูดควรเป็นการป้องกันเสริม ไม่ใช่มาตรการหลักสำหรับการทำงานกับส่วนที่มีกระแสไฟฟ้า OSHA ระบุว่าการป้องกันทางไฟฟ้าต้องพิจารณาอุปกรณ์หลัก เช่น ถุงมือฉนวนและอุปกรณ์กั้นร่วมด้วย


วิธีเลือกรองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงาน

1. เริ่มจากประเมินความเสี่ยงของงาน

อย่าเริ่มจากการเลือกรุ่นรองเท้า แต่ให้เริ่มจากคำถามว่า พนักงานกำลังเผชิญกับไฟฟ้าประเภทใด

ตัวอย่างคำถามที่ควรใช้ประเมิน ได้แก่

  • มีโอกาสสัมผัสสายไฟหรือวงจรที่ชำรุดหรือไม่
  • งานเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตหรือไฟฟ้ากระแสหรือไม่
  • มีสารไวไฟ ไอระเหย หรือฝุ่นที่ติดไฟได้หรือไม่
  • พื้นที่ทำงานแห้ง เปียก หรือมีน้ำมัน
  • มีการใช้พื้น ESD หรือไม่
  • มีการทำงานใกล้แผงควบคุมหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าหรือไม่
  • พนักงานต้องทำงานกับระบบที่ยังมีไฟหรือไม่
  • มีความเสี่ยงจากวัตถุตก ทับ หรือแทงทะลุร่วมด้วยหรือไม่
  • มีข้อกำหนดเฉพาะจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยหรือวิศวกรไฟฟ้าหรือไม่

OSHA กำหนดแนวคิดว่าควรเลือกรองเท้าป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าเมื่อความเสี่ยงยังคงเหลืออยู่หลังจากดำเนินมาตรการควบคุมที่จำเป็นแล้ว ไม่ควรใช้รองเท้าเป็นมาตรการแรกหรือมาตรการเดียว


2. แยกให้ออกว่าต้องการ EH หรือ ESD

หากต้องการลดความเสี่ยงต่อผู้สวมใส่จากไฟฟ้าดูด ให้พิจารณาคุณสมบัติ EH หรืออุปกรณ์ฉนวนเฉพาะงาน

หากต้องการปกป้องแผงวงจรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากไฟฟ้าสถิต ให้พิจารณารองเท้า ESD หรือ Static Dissipative ร่วมกับพื้นและระบบ ESD

หากพื้นที่เกี่ยวข้องกับสารไวไฟหรือบรรยากาศที่อาจติดไฟ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระบบควบคุมประจุทั้งหมด ไม่ควรเลือกรองเท้านำไฟฟ้าด้วยตนเองจากข้อมูลสินค้าเพียงอย่างเดียว


3. ตรวจมาตรฐานและเครื่องหมายบนรองเท้า

ก่อนสั่งซื้อควรขอภาพฉลากหรือ Marking ที่อยู่ภายในรองเท้า รวมถึงเอกสารรับรองของรุ่นนั้น

ข้อมูลที่ควรตรวจ ได้แก่

  • ชื่อผู้ผลิต
  • รหัสรุ่น
  • ขนาดรองเท้า
  • ปีหรือช่วงเวลาการผลิต
  • มาตรฐานที่ใช้อ้างอิง
  • ระดับหรือรหัสคุณสมบัติ
  • รหัส EH, SD หรือคุณสมบัติ ESD
  • หมายเลขใบรับรอง
  • ห้องปฏิบัติการที่ทดสอบ
  • เอกสาร Declaration of Conformity หากมี
  • คู่มือการใช้และข้อจำกัด

ไม่ควรยอมรับเพียงข้อความ “รองเท้ากันไฟฟ้า” จากหน้าร้าน หากผู้ขายไม่สามารถแสดงได้ว่ากันไฟฟ้าชนิดใดและทดสอบตามมาตรฐานอะไร


4. เลือกหัวรองเท้าให้เหมาะกับความเสี่ยง

หัวเหล็ก

เหมาะกับงานที่ต้องรับแรงกระแทกสูง มีความแข็งแรง และมักมีขนาดบางกว่าหัววัสดุบางประเภท แต่มีน้ำหนักและมีส่วนประกอบโลหะ

หัวคอมโพสิต

ไม่มีโลหะ น้ำหนักเบากว่าในหลายรุ่น และเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องผ่านเครื่องตรวจโลหะหรือหลีกเลี่ยงชิ้นส่วนโลหะ อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจว่าผ่านมาตรฐานแรงกระแทกและแรงบีบอัดตามที่งานกำหนด

หัวนาโนคาร์บอนหรือวัสดุสังเคราะห์

มีจุดเด่นด้านน้ำหนักและความหนา แต่ต้องตรวจใบรับรองของรุ่นนั้นเช่นเดียวกัน ไม่ควรตัดสินจากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว

การเป็นหัวคอมโพสิตหรือ Metal Free ไม่ได้ยืนยันคุณสมบัติ EH ต้องตรวจผลทดสอบรองเท้าทั้งคู่เพิ่มเติม


5. ตรวจพื้นรองเท้าและโครงสร้างการยึดติด

พื้นรองเท้าเป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณสมบัติทางไฟฟ้า แต่ต้องพิจารณาร่วมกับชั้นวัสดุอื่น เช่น พื้นชั้นกลาง แผ่นรองเท้า กาว และโครงสร้างการประกอบ

ควรตรวจสอบว่า

  • พื้นไม่มีรอยแตกร้าว
  • ไม่มีโลหะหรือชิ้นส่วนแทงทะลุพื้น
  • ดอกยางไม่สึกจนบาง
  • พื้นยึดติดกับตัวรองเท้าแน่น
  • ไม่มีการซ่อมด้วยวัสดุที่ผู้ผลิตไม่รับรอง
  • แผ่นรองด้านในเป็นชนิดที่กำหนด
  • ไม่ได้เพิ่มแผ่นเสริมที่เปลี่ยนคุณสมบัติของรองเท้า

ASTM ระบุว่าการเปลี่ยนส่วนประกอบเดิมของรองเท้า เช่น การเพิ่มหรือเปลี่ยนแผ่นรองด้านใน อาจทำให้ประสิทธิภาพตามมาตรฐานเปลี่ยนแปลงและทำให้เครื่องหมาย ASTM ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ตามเดิม

รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงาน

6. เลือกคุณสมบัติเสริมตามสภาพโรงงาน

รองเท้าสำหรับโรงงานไม่ควรพิจารณาคุณสมบัติทางไฟฟ้าเพียงเรื่องเดียว เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

ความเสี่ยงคุณสมบัติที่ควรพิจารณา
วัตถุตกหรือกลิ้งหัวนิรภัย
ตะปูหรือเศษโลหะแผ่นป้องกันการแทงทะลุ
พื้นเปียกพื้นกันลื่นและโครงสร้างกันน้ำ
คราบน้ำมันพื้นทนน้ำมันและยึดเกาะ
เดินหรือยืนนานพื้นรองรับแรงกระแทกและทรงรองเท้าพอดี
ทำงานกลางแจ้งวัสดุกันน้ำและทนสภาพอากาศ
พื้นร้อนพื้นทนความร้อนตามระดับงาน
สารเคมีวัสดุที่ผ่านการประเมินกับสารนั้น
เศษโลหะร้อนรองเท้าหุ้มข้อและรูปทรงไม่กักสะเก็ด
ต้องผ่านเครื่องตรวจโลหะหัวคอมโพสิตและแผ่นกันทะลุแบบไม่ใช้โลหะ

7. ตรวจความกระชับและความสบาย

รองเท้าที่ได้มาตรฐานแต่ขนาดไม่พอดีอาจทำให้พนักงานเดินไม่มั่นคง เกิดแผลกดทับ หรือถอดรองเท้าระหว่างทำงาน

วิธีลองรองเท้าที่เหมาะสม ได้แก่

  • ลองในช่วงบ่ายเมื่อเท้าขยายตัวเล็กน้อย
  • ใส่ถุงเท้าชนิดเดียวกับที่ใช้ทำงาน
  • ทดลองเดิน ขึ้นบันได และย่อตัว
  • ตรวจว่าหัวแม่เท้าไม่ชนหัวรองเท้า
  • ส้นเท้าไม่หลุดขณะเดิน
  • หน้าเท้าไม่ถูกบีบ
  • เชือกหรือระบบล็อกยึดเท้าได้มั่นคง
  • ไม่มีจุดแข็งกดบริเวณหลังเท้า

สำหรับองค์กรที่จัดซื้อจำนวนมาก ควรมี Size Trial หรือชุดรองเท้าตัวอย่างให้พนักงานทดลองก่อนสั่งจริง


8. ทดลองใช้ในพื้นที่จริงก่อนสั่งจำนวนมาก

โรงงานไม่ควรสั่งรองเท้าจำนวนมากจากข้อมูลในแคตตาล็อกเพียงอย่างเดียว ควรทดลองใช้กับพนักงานกลุ่มเล็กในแต่ละแผนก

ประเด็นที่ควรประเมิน ได้แก่

  • ความสบายตลอดกะ
  • การยึดเกาะบนพื้นจริง
  • ความร้อนและการระบายอากาศ
  • การสึกของพื้นรองเท้า
  • ความเหมาะสมกับบันไดและเครื่องจักร
  • ปัญหาแผ่นรองหลุดหรือพื้นแยก
  • ผลการตรวจ ESD ในพื้นที่จริง
  • การทำความสะอาด
  • ความพึงพอใจของผู้สวมใส่

ผลการทดลองควรถูกบันทึกเพื่อใช้เปรียบเทียบ ไม่ควรเลือกจากความคิดเห็นของพนักงานเพียงคนเดียว


9. ขอเอกสารจากผู้ขายก่อนอนุมัติ

เอกสารที่ควรขอ ได้แก่

  • Technical Data Sheet
  • Test Report
  • Certificate
  • Declaration of Conformity
  • ภาพ Marking ภายในรองเท้า
  • คู่มือการใช้
  • วิธีทำความสะอาด
  • ข้อจำกัดด้านความเปียก สารเคมี และอุณหภูมิ
  • เงื่อนไขรับประกัน
  • วันที่ผลิตหรือรหัสล็อต
  • รายละเอียดวัสดุหัวรองเท้า
  • รายละเอียดแผ่นกันทะลุ
  • ข้อมูลพื้นรองเท้า

ชื่อรุ่นในเอกสารต้องตรงกับชื่อรุ่นบนรองเท้าจริง ไม่ควรใช้ใบรับรองของรองเท้าอีกรุ่นที่มีรูปลักษณ์คล้ายกัน


10. กำหนดระบบตรวจและเปลี่ยนรองเท้า

รองเท้าป้องกันไฟฟ้าไม่ควรใช้จนขาดหรือพื้นหลุดแล้วจึงเปลี่ยน ควรกำหนดการตรวจเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยง

ควรหยุดใช้และส่งตรวจหรือเปลี่ยนใหม่เมื่อพบว่า

  • พื้นแตกร้าว
  • พื้นแยกออกจากตัวรองเท้า
  • ดอกยางสึกมาก
  • มีโลหะหรือวัตถุแทงทะลุพื้น
  • หัวรองเท้าเสียรูปจากแรงกระแทก
  • ตัวรองเท้าฉีกจนเห็นชั้นด้านใน
  • รองเท้าสัมผัสสารเคมีที่ไม่ทราบผลกระทบ
  • รองเท้าถูกดัดแปลงหรือซ่อมเอง
  • ไม่ผ่านการตรวจ ESD ของโรงงาน
  • ฉลากหรือรหัสรุ่นไม่สามารถตรวจสอบได้

How-to: วิธีเลือกรองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงานทีละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 ระบุประเภทอันตรายทางไฟฟ้า

แยกก่อนว่าเป็นความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าสถิต การจุดติดของสารไวไฟ หรือการทำงานใกล้วงจรที่ยังมีกระแสไฟฟ้า

ขั้นตอนที่ 2 ประเมินความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

ตรวจว่ามีวัตถุตก พื้นลื่น ตะปู ความร้อน สารเคมี หรือน้ำมันร่วมอยู่ในพื้นที่หรือไม่ เพื่อกำหนดคุณสมบัติของรองเท้าให้ครบ

ขั้นตอนที่ 3 เลือกประเภท EH, ESD หรือรองเท้าฉนวน

เลือก EH สำหรับความเสี่ยงไฟฟ้าดูดที่เหลืออยู่ เลือก ESD หรือ Static Dissipative สำหรับควบคุมประจุ และเลือกอุปกรณ์ฉนวนเฉพาะเมื่อการประเมินงานกำหนด

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจมาตรฐานและเอกสาร

ตรวจ Marking, Test Report, Certificate และชื่อรุ่นให้ตรงกับรองเท้าจริง ไม่ใช้คำโฆษณาแทนหลักฐานการทดสอบ

ขั้นตอนที่ 5 เลือกโครงสร้างรองเท้า

พิจารณาหัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิต แผ่นกันทะลุ พื้นกันลื่น ความสูงรองเท้า และวัสดุผิวตามลักษณะงาน

ขั้นตอนที่ 6 ทดลองขนาดและการใช้งานจริง

ให้พนักงานทดลองเดิน ยืน ขึ้นบันได และทำงานในพื้นที่จริง เพื่อประเมินความกระชับ การยึดเกาะ และความสบาย

ขั้นตอนที่ 7 ตรวจระบบร่วมของพื้นที่

กรณี ESD ต้องตรวจรองเท้าร่วมกับพื้นและระบบกราวด์ ส่วนงานไฟฟ้าต้องตรวจมาตรการตัดพลังงานและ PPE อื่นร่วมกัน

ขั้นตอนที่ 8 กำหนดการตรวจและเปลี่ยน

จัดทำ Checklist ตรวจรองเท้า กำหนดผู้รับผิดชอบ และเปลี่ยนรองเท้าทันทีเมื่อชำรุดหรือไม่ผ่านการตรวจ


Checklist ก่อนสั่งซื้อรองเท้ากันไฟฟ้า

ด้านความเสี่ยง

  • ระบุแล้วว่าเป็นไฟฟ้าดูดหรือไฟฟ้าสถิต
  • มีการประเมินโดยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยหรือผู้เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบสภาพพื้นจริง
  • ระบุความเสี่ยงจากน้ำ น้ำมัน และสารเคมี
  • ระบุความเสี่ยงจากวัตถุตกและของมีคม

ด้านมาตรฐาน

  • มีชื่อมาตรฐานชัดเจน
  • มีรหัส EH, SD หรือ ESD ตามที่ต้องการ
  • มี Test Report หรือ Certificate
  • ชื่อรุ่นในเอกสารตรงกับสินค้าจริง
  • มี Marking ภายในรองเท้า
  • มีข้อมูลผู้ผลิตและรหัสล็อต

ด้านตัวรองเท้า

  • หัวรองเท้าตรงกับความเสี่ยง
  • มีแผ่นกันทะลุหากจำเป็น
  • พื้นกันลื่นเหมาะกับหน้างาน
  • ขนาดกระชับแต่ไม่บีบ
  • น้ำหนักเหมาะกับการเดินทั้งวัน
  • วัสดุระบายอากาศเพียงพอ
  • ไม่มีการดัดแปลงแผ่นรองภายใน

ด้านการบริหารจัดการ

  • มีตัวอย่างให้ทดลอง
  • มีตารางไซซ์สำหรับพนักงาน
  • กำหนดรอบตรวจรองเท้า
  • มีวิธีบันทึกรุ่นและวันที่จ่าย
  • มีเกณฑ์เปลี่ยนรองเท้าชัดเจน
  • พนักงานได้รับการอบรมเรื่องข้อจำกัด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกรองเท้ากันไฟฟ้า

คิดว่า ESD เท่ากับป้องกันไฟฟ้าดูด

ESD เน้นควบคุมประจุไฟฟ้าสถิต ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นฉนวนไฟฟ้าสำหรับผู้สวมใส่

เลือกรองเท้าจากคำว่า Metal Free

ไม่มีโลหะไม่ได้หมายความว่าผ่าน EH ต้องตรวจเครื่องหมายและรายงานทดสอบแยกต่างหาก

คิดว่าพื้นยางทุกคู่กันไฟฟ้าได้

ชนิดของวัสดุเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันคุณสมบัติของรองเท้าทั้งคู่ได้

ซื้อรองเท้า EH แล้วไม่ใช้มาตรการ LOTO

รองเท้าเป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันเสริม ไม่สามารถใช้แทนการตัดและควบคุมแหล่งพลังงานได้

เปลี่ยนแผ่นรองด้านในเอง

แผ่นรองที่ไม่ใช่ของเดิมอาจเปลี่ยนคุณสมบัติทางไฟฟ้า ความกระชับ และผลการทดสอบของรองเท้า

ใช้รองเท้าต่อทั้งที่พื้นแตก

รอยแตก พื้นแยก หรือวัตถุแทงทะลุอาจทำให้คุณสมบัติของรองเท้าไม่เหมือนสภาพที่ผ่านการทดสอบ

ไม่ตรวจระบบพื้นในพื้นที่ ESD

รองเท้า ESD ต้องทำงานร่วมกับพื้นและระบบกราวด์ การเปลี่ยนชนิดพื้นหรือใช้พื้นสกปรกอาจทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป

เลือกรองเท้าคู่เดียวใช้ทุกแผนก

แผนกไฟฟ้า แผนกอิเล็กทรอนิกส์ ห้องพ่นสี และพื้นที่ผลิตทั่วไปอาจต้องการรองเท้าคนละประเภท


วิธีดูแลรองเท้ากันไฟฟ้า

  • ทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  • หลีกเลี่ยงการตากใกล้เปลวไฟหรือความร้อนสูง
  • ไม่เจาะ ตัด หรือดัดแปลงพื้นรองเท้า
  • ไม่เปลี่ยนแผ่นรองโดยไม่ตรวจความเข้ากันได้
  • แยกรองเท้าที่สัมผัสสารเคมีรุนแรงออกจากการใช้งาน
  • ตรวจพื้นและรอยต่อก่อนเริ่มกะ
  • เก็บในพื้นที่แห้งและอากาศถ่ายเท
  • ไม่ใช้รองเท้าที่เปียกหรือชำรุดในพื้นที่เสี่ยงไฟฟ้า
  • บันทึกวันที่เริ่มใช้และประวัติการตรวจ
  • ทดสอบตามระบบของโรงงานเมื่อใช้ในพื้นที่ ESD

สรุป

การเลือกรองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงานต้องเริ่มจากการแยกประเภทของอันตรายให้ถูกต้อง เพราะไฟฟ้าดูดและไฟฟ้าสถิตเป็นความเสี่ยงที่ต้องใช้รองเท้าคนละประเภท

หากต้องการลดความเสี่ยงจากการสัมผัสไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ ควรเลือกรองเท้าที่มีคุณสมบัติ Electrical Hazard หรือ EH พร้อมตรวจมาตรฐานและเอกสารของรุ่นนั้น หากต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ควรเลือกรองเท้า ESD หรือ Static Dissipative และตรวจการทำงานร่วมกับพื้นและระบบกราวด์

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาหัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ การกันลื่น น้ำหนัก ความกระชับ และสภาพแวดล้อมของโรงงาน ไม่ควรเลือกจากคำว่า Metal Free พื้นยาง หรือรองเท้าช่างไฟเพียงอย่างเดียว

ที่สำคัญ รองเท้ากันไฟฟ้าไม่สามารถใช้แทนการตัดกระแสไฟ ระบบ Lockout/Tagout ถุงมือฉนวน อุปกรณ์กั้น และวิธีทำงานที่ปลอดภัยได้ รองเท้าที่เหมาะสมจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมความเสี่ยงทั้งหมด ไม่ใช่อุปกรณ์ชิ้นเดียวที่ใช้แก้ทุกปัญหา


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้ากันไฟฟ้า

1. รองเท้า EH กับรองเท้า ESD ต่างกันอย่างไร

รองเท้า EH ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดเมื่อเกิดการสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ ส่วนรองเท้า ESD ช่วยระบายและควบคุมประจุไฟฟ้าสถิตเพื่อป้องกันอุปกรณ์หรือกระบวนการผลิต

2. รองเท้า ESD ใช้แทนรองเท้าช่างไฟได้หรือไม่

ไม่ควรใช้แทนกัน เพราะรองเท้า ESD ไม่ได้ออกแบบให้เป็นฉนวนป้องกันไฟฟ้าดูด ต้องเลือกตามผลการประเมินความเสี่ยงของงาน

3. รองเท้าพื้นยางทุกคู่กันไฟฟ้าได้หรือไม่

ไม่ได้ ต้องตรวจว่ารองเท้าทั้งคู่ผ่านมาตรฐานและการทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าหรือไม่ ไม่ควรตัดสินจากวัสดุพื้นเพียงอย่างเดียว

4. รองเท้าหัวเหล็กเป็นอันตรายกับช่างไฟหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเป็นอันตราย หากหัวเหล็กถูกหุ้มอยู่ภายใน ไม่สัมผัสเท้า และไม่เปิดออกด้านนอก สิ่งสำคัญคือต้องตรวจว่ารองเท้ามีคุณสมบัติทางไฟฟ้าตรงกับงาน

5. รองเท้าหัวคอมโพสิตกันไฟฟ้าได้หรือไม่

หัวคอมโพสิตไม่มีโลหะ แต่ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทั้งคู่ผ่านคุณสมบัติ EH ต้องตรวจเครื่องหมายและใบรับรองของรุ่นนั้น

6. รองเท้า ISO 20345 เป็นรองเท้ากันไฟฟ้าทุกคู่หรือไม่

ไม่ใช่ ISO 20345 ครอบคลุมรองเท้านิรภัยและคุณสมบัติหลายด้าน ต้องตรวจรหัสคุณสมบัติเพิ่มเติมว่าเป็น EH, ESD หรือประเภทอื่น

7. รองเท้า EH ใช้ทำงานกับสายไฟที่ยังมีกระแสได้หรือไม่

ไม่ควรพึ่งรองเท้า EH เป็นอุปกรณ์ป้องกันหลัก งานกับระบบที่ยังมีไฟต้องใช้ขั้นตอนและ PPE ที่กำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น ถุงมือฉนวน อุปกรณ์กั้น และการควบคุมพลังงาน

8. รองเท้า ESD ต้องใช้กับพื้น ESD หรือไม่

โดยทั่วไปควรประเมินเป็นระบบร่วมระหว่างรองเท้า พื้น ผู้สวมใส่ และระบบกราวด์ เพราะประสิทธิภาพของรองเท้าอาจเปลี่ยนไปตามพื้นผิวที่ใช้งาน

9. สามารถเปลี่ยนแผ่นรองรองเท้า EH หรือ ESD ได้หรือไม่

ควรใช้แผ่นรองที่ผู้ผลิตรับรอง การเปลี่ยนหรือเพิ่มแผ่นรองทั่วไปอาจเปลี่ยนคุณสมบัติทางไฟฟ้าและทำให้ผลการรับรองเดิมไม่สามารถใช้อ้างอิงได้

10. ควรเปลี่ยนรองเท้ากันไฟฟ้าเมื่อใด

ควรเปลี่ยนเมื่อพื้นแตกร้าว พื้นแยก ดอกยางสึก มีวัตถุแทงทะลุ หัวรองเท้าเสียรูป รองเท้าสัมผัสสารเคมีรุนแรง หรือไม่ผ่านการตรวจตามระบบของโรงงาน

11. พื้นที่เปียกสามารถใช้รองเท้า EH ได้หรือไม่

ไม่ควรสมมติว่ารองเท้าจะให้การป้องกันเท่าเดิมในทุกสภาพ ควรตรวจข้อจำกัดของผู้ผลิตและหลีกเลี่ยงการทำงานทางไฟฟ้าในพื้นที่เปียกโดยไม่มีมาตรการควบคุมเพิ่มเติม

12. โรงงานควรจัดรองเท้าชนิดเดียวให้พนักงานทุกคนหรือไม่

ไม่ควร หากแต่ละแผนกมีความเสี่ยงต่างกัน โรงงานควรแบ่งรองเท้าตามลักษณะงาน เช่น EH สำหรับพื้นที่เสี่ยงไฟฟ้าดูด และ ESD สำหรับพื้นที่อิเล็กทรอนิกส์


👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้ากันไฟฟ้า ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้ากันไฟฟ้า #รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้กันไฟฟ้า #รองเท้าEH #รองเท้าESD #รองเท้าช่างไฟ #รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับโรงงาน #รองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิต #รองเท้าโรงงาน #รองเท้าหัวคอมโพสิต #รองเท้าMetalFree #ElectricalHazard #ESDShoes #SafetyShoes #PPE #ความปลอดภัยในโรงงาน

แชร์:

บทความเพิ่มเติม

รองเท้าเซฟตี้จากยุโรป

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์ยุโรปต่างจากทั่วไปอย่างไร? จุดที่ควรรู้ก่อนซื้อ

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์จากยุโรปไม่ได้ดีกว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปทุกคู่โดยอัตโนมัติ แต่จุดเด่นที่มักพบคือการระบุมาตรฐานและระดับการป้องกันอย่างชัดเจน

รองเท้าเซฟตี้จากยุโรป

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์ยุโรปต่างจากทั่วไปอย่างไร? จุดที่ควรรู้ก่อนซื้อ

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์จากยุโรปไม่ได้ดีกว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปทุกคู่โดยอัตโนมัติ แต่จุดเด่นที่มักพบคือการระบุมาตรฐานและระดับการป้องกันอย่างชัดเจน