รองเท้า ESD จำเป็นแค่ไหนในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

รองเท้า ESD มีความจำเป็นสูงในพื้นที่ที่พนักงานต้องยืน เดิน หรือเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อไฟฟ้าสถิต โดยเฉพาะพื้นที่ SMT, Semiconductor, Assembly, Testing, Inspection และ Rework ภายในเขตควบคุมไฟฟ้าสถิตหรือ ESD Protected Area

รองเท้า ESD จำเป็นแค่ไหนในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์

รองเท้า ESD มีความจำเป็นสูงในพื้นที่ที่พนักงานต้องยืน เดิน หรือเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อไฟฟ้าสถิต โดยเฉพาะพื้นที่ SMT, Semiconductor, Assembly, Testing, Inspection และ Rework ภายในเขตควบคุมไฟฟ้าสถิตหรือ ESD Protected Area

อย่างไรก็ตาม รองเท้า ESD ไม่สามารถควบคุมไฟฟ้าสถิตได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องใช้งานร่วมกับพื้น ESD หรือพื้นควบคุมไฟฟ้าสถิตที่ผ่านการทดสอบเป็นระบบ รวมถึงอุปกรณ์อื่น เช่น สายรัดข้อมือ โต๊ะ ESD เสื้อ ESD บรรจุภัณฑ์ป้องกันไฟฟ้าสถิต และการตรวจสอบอุปกรณ์ตามแผน ESD Control Program

สำหรับระบบรองเท้าและพื้น มาตรฐานที่ใช้กันในอุตสาหกรรมกำหนดให้พิจารณาทั้งค่าความต้านทานรวมของคน รองเท้า และพื้น รวมถึงแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้นบนร่างกายขณะเดิน ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “ESD” บนรองเท้าเพียงอย่างเดียว

รองเท้า ESD จำเป็นแค่ไหน

รองเท้า ESD คืออะไร

รองเท้า ESD คือรองเท้าที่ออกแบบให้ประจุไฟฟ้าสถิตบนร่างกายสามารถไหลผ่านรองเท้าลงสู่ระบบพื้นควบคุมไฟฟ้าสถิตได้อย่างต่อเนื่องและควบคุมได้

หน้าที่หลักของรองเท้าไม่ใช่การหยุดประจุไว้ที่ตัวผู้สวมใส่ แต่เป็นการสร้างเส้นทางสำหรับถ่ายเทประจุจากร่างกาย ผ่านพื้นรองเท้า ไปยังพื้น ESD และจุดกราวด์ของระบบ

กระบวนการนี้ช่วยลดโอกาสที่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีประจุสะสมอยู่บนร่างกาย จะปล่อยประจุอย่างรวดเร็วเข้าสู่แผงวงจร IC เซนเซอร์ ชิป หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังประกอบและตรวจสอบ

มาตรฐานสำคัญที่ใช้เป็นกรอบในการวางระบบควบคุมไฟฟ้าสถิต ได้แก่ IEC 61340-5-1:2024 และ ANSI/ESD S20.20-2021 ซึ่งครอบคลุมการจัดทำและดูแล ESD Control Program ไม่ได้กำหนดเฉพาะตัวรองเท้าเพียงชิ้นเดียว

ทำไมไฟฟ้าสถิตจึงเป็นปัญหาในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์

ไฟฟ้าสถิตสามารถเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมทั่วไป เช่น

  • การเดินบนพื้น
  • การเสียดสีระหว่างรองเท้ากับพื้น
  • การลุกออกจากเก้าอี้
  • การแกะถุงหรือฟิล์มพลาสติก
  • การเคลื่อนย้ายกล่องและถาดชิ้นงาน
  • การสัมผัสและแยกวัสดุต่างชนิดออกจากกัน
  • การเลื่อนอุปกรณ์บนโต๊ะทำงาน

เมื่อผู้ปฏิบัติงานที่มีประจุสะสมสัมผัสชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประจุอาจถ่ายเทเข้าสู่ชิ้นส่วนอย่างรวดเร็ว แม้ผู้ปฏิบัติงานจะไม่รู้สึกถึงการช็อตก็ตาม

ความเสียหายจาก ESD อาจเกิดขึ้นในรูปแบบความเสียหายทันที ทำให้ชิ้นส่วนไม่ทำงาน หรือเป็นความเสียหายที่ยังตรวจไม่พบในขั้นตอนแรก แต่ส่งผลให้ชิ้นส่วนเสื่อมหรือเสียก่อนเวลาในภายหลัง

ผลกระทบต่อโรงงานอาจรวมถึง

  • อัตราของเสียเพิ่มขึ้น
  • ผลการทดสอบไม่ผ่าน
  • ต้องแก้ไขหรือประกอบชิ้นงานใหม่
  • เกิดปัญหาที่ขั้นตอน Final Test
  • สินค้าเสียหลังส่งถึงลูกค้า
  • วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาได้ยาก
  • ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ลดลง

รองเท้า ESD จึงไม่ได้มีไว้เพื่อความเรียบร้อยของยูนิฟอร์ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์

รองเท้า ESD จำเป็นแค่ไหนในแต่ละพื้นที่

ระดับความจำเป็นขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นมีการเปิดสัมผัสชิ้นส่วนที่ไวต่อไฟฟ้าสถิตหรือไม่ รวมถึงวิธีควบคุมประจุที่โรงงานกำหนดไว้

พื้นที่หรือกระบวนการระดับความจำเป็นเหตุผล
สายการผลิต SMTสูงมากมีการผลิตและเคลื่อนย้าย PCB และชิ้นส่วนไวต่อ ESD
ประกอบแผงวงจรสูงมากพนักงานอาจสัมผัส PCB หรืออุปกรณ์โดยตรง
ผลิต Semiconductor หรือ ICสูงมากชิ้นส่วนจำนวนมากมีความไวต่อประจุไฟฟ้าสถิต
Inspection และ Testingสูงมีการจับ วาง หรือเชื่อมต่อชิ้นงานระหว่างตรวจสอบ
Rework และ Repairสูงมากชิ้นส่วนถูกเปิดและสัมผัสโดยตรง
ห้อง Cleanroom อิเล็กทรอนิกส์สูงต้องควบคุมทั้งประจุ ฝุ่น และสิ่งปนเปื้อน
จุดรับส่งชิ้นงานใน EPAสูงพนักงานเคลื่อนที่พร้อมชิ้นส่วนที่อาจไม่ได้อยู่ในบรรจุภัณฑ์ป้องกัน
คลังสินค้าภายใน EPAปานกลางถึงสูงขึ้นอยู่กับรูปแบบบรรจุภัณฑ์และการเปิดสัมผัสชิ้นงาน
คลังสินค้าบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทประเมินเป็นกรณีต้องดูชนิดบรรจุภัณฑ์และข้อกำหนดของ ESD Control Plan
สำนักงานที่ไม่สัมผัสชิ้นส่วนต่ำไม่มีการจัดการชิ้นส่วน ESDS โดยตรง
พื้นที่พักหรือโรงอาหารโดยทั่วไปไม่จำเป็นอยู่นอกเขตควบคุม แต่ต้องกำหนดวิธีเข้าออก EPA ให้ชัดเจน

คำว่า “จำเป็น” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในโรงงานต้องใส่รองเท้า ESD เหมือนกันทั้งหมด แต่ควรกำหนดตามเขตควบคุม กระบวนการทำงาน และระดับความไวของชิ้นส่วน

รองเท้า ESD จำเป็นสำหรับพนักงานที่นั่งทำงานหรือไม่

รองเท้า ESD และพื้น ESD เหมาะกับงานที่ผู้ปฏิบัติงานยืนหรือเดิน เพราะฝ่าเท้าต้องสัมผัสพื้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเส้นทางการถ่ายเทประจุ

สำหรับงานที่นั่งทำงาน รองเท้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะผู้ปฏิบัติงานสามารถยกเท้าหรือวางเท้าบนส่วนที่ไม่เชื่อมต่อกับพื้น ESD ทำให้เส้นทางลงกราวด์ขาดหายได้

แนวทางตาม ANSI/ESD S20.20 ระบุว่างานในท่ายืนสามารถใช้สายรัดข้อมือหรือระบบรองเท้าร่วมกับพื้น ส่วนงานที่นั่งและจัดการชิ้นส่วน ESDS โดยทั่วไปควรใช้สายรัดข้อมือหรือระบบกราวด์บุคลากรที่โรงงานกำหนดไว้

ดังนั้น หากโรงงานมีทั้งงานยืนและงานนั่ง อาจต้องใช้ระบบควบคุมหลายรูปแบบร่วมกัน เช่น

  • งานเดินและยืน ใช้รองเท้า ESD ร่วมกับพื้น ESD
  • งานนั่ง ใช้สายรัดข้อมือที่เชื่อมต่อกับจุดกราวด์
  • งานที่ต้องเปลี่ยนท่าทางบ่อย ใช้ระบบตามการประเมินกระบวนการ
  • งานเฉพาะทาง อาจใช้เสื้อควบคุมไฟฟ้าสถิตแบบกราวด์ได้เพิ่มเติม

รองเท้า ESD อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่

ไม่เพียงพอ เพราะรองเท้าเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของเส้นทางการระบายประจุ

ระบบที่ทำงานจริงประกอบด้วย

  1. ร่างกายของผู้สวมใส่
  2. ถุงเท้าและความสัมพันธ์ระหว่างผิวกับรองเท้า
  3. โครงสร้างตัวรองเท้าและพื้นรองเท้า
  4. พื้น ESD หรือพื้นควบคุมไฟฟ้าสถิต
  5. ระบบเชื่อมต่อพื้นกับกราวด์
  6. สภาพแวดล้อมและวิธีการเดิน
  7. การตรวจสอบตามรอบที่กำหนด

รองเท้า ESD ที่ผ่านการทดสอบแยกอาจไม่ทำงานได้ดีเมื่อใช้กับพื้นบางประเภท มาตรฐานจึงให้ความสำคัญกับการทดสอบรองเท้าและพื้นเป็นระบบ โดยต้องทดสอบรองเท้าแต่ละประเภทกับพื้นแต่ละประเภทที่นำมาใช้จริง

ตัวอย่างเช่น โรงงานมีพื้น ESD สองแบบ ได้แก่ กระเบื้อง ESD และพื้นเคลือบ ESD พร้อมรองเท้าสามรุ่น แต่ละคู่ผสมระหว่างพื้นและรองเท้าควรได้รับการประเมินตามแผนของโรงงาน ไม่ควรถือว่ารองเท้าทุกรุ่นจะใช้กับพื้นทั้งสองแบบได้เหมือนกัน

ค่าที่ควรตรวจสอบในระบบรองเท้าและพื้น ESD

แนวทาง ANSI/ESD S20.20 ให้ความสำคัญกับข้อกำหนดของระบบรองเท้า พื้น และผู้สวมใส่สองส่วนหลัก ได้แก่

  1. ค่าความต้านทานรวมของคน รองเท้า และพื้น ต้องต่ำกว่า 1.0 × 10⁹ โอห์ม
  2. แรงดันไฟฟ้าสูงสุดบนร่างกายจากการทดสอบเดินต้องต่ำกว่า 100 โวลต์

ทั้งสองเงื่อนไขต้องผ่าน ไม่ควรตรวจเฉพาะค่าความต้านทานของรองเท้าหรือพื้นแยกจากกัน

รายการทดสอบสิ่งที่ประเมินวิธีทดสอบอ้างอิง
ตัวรองเท้าคุณสมบัติทางไฟฟ้าของรองเท้าANSI/ESD STM9.1
ตัวพื้นความต้านทานของพื้นควบคุมไฟฟ้าสถิตANSI/ESD STM7.1
คน–รองเท้า–พื้นความต้านทานรวมของระบบANSI/ESD STM97.1
แรงดันขณะเดินการเกิดประจุบนร่างกายระหว่างเคลื่อนไหวANSI/ESD STM97.2
การตรวจติดตามความสม่ำเสมอหลังนำระบบมาใช้งานESD TR53 หรือแผนตรวจสอบที่องค์กรอ้างอิง

ANSI/ESD STM97.1 ใช้ประเมินความต้านทานของระบบพื้นและรองเท้าเมื่อรวมกับผู้สวมใส่ ส่วน ANSI/ESD STM97.2 ใช้ประเมินแรงดันที่เกิดขึ้นบนบุคคลขณะใช้รองเท้าร่วมกับพื้น

รองเท้า ESD ต่างจากรองเท้าทั่วไปและรองเท้า Antistatic อย่างไร

ประเภทจุดประสงค์หลักเหมาะกับพื้นที่
รองเท้าทั่วไปความสบายหรือการใช้งานประจำวันพื้นที่ที่ไม่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิต
รองเท้า Antistaticช่วยลดการสะสมของไฟฟ้าสถิตตามคุณสมบัติของรองเท้าโรงงานทั่วไปหรือพื้นที่ที่กำหนดคุณสมบัติ Antistatic
รองเท้า ESDใช้ร่วมกับระบบพื้นเพื่อควบคุมประจุบนร่างกายEPA และกระบวนการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
รองเท้าเซฟตี้ ESDควบคุมไฟฟ้าสถิตและมีคุณสมบัติความปลอดภัยในการทำงานโรงงานที่มีทั้งความเสี่ยง ESD และความเสี่ยงทางกายภาพ

คำว่า Antistatic และ ESD ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ การเลือกต้องดูข้อกำหนดที่โรงงานใช้ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และผลการทดสอบรองเท้าร่วมกับพื้นจริง

นอกจากนี้ คุณสมบัติ ESD ไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่ารองเท้าจะมีหัวป้องกันนิ้วเท้า แผ่นกันทะลุ พื้นกันลื่น หรือเหมาะกับความเสี่ยงจากเครื่องจักร ต้องตรวจสอบคุณสมบัติด้านรองเท้านิรภัยแยกต่างหาก

9 จุดที่ต้องดูก่อนเลือกรองเท้า ESD สำหรับโรงงาน

1. มาตรฐานที่โรงงานอ้างอิง

ตรวจสอบก่อนว่าโรงงานใช้ IEC 61340-5-1, ANSI/ESD S20.20 หรือข้อกำหนดเฉพาะของลูกค้า เพราะวิธีการจัดทำเอกสาร การทดสอบ และเกณฑ์ตรวจรับอาจต่างกัน

IEC 61340-5-1:2024 เป็นมาตรฐานที่กำหนดข้อกำหนดสำหรับ ESD Control Program ส่วน ANSI/ESD S20.20-2021 เป็นมาตรฐานหลักอีกชุดหนึ่งที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

2. ผลการทดสอบร่วมกับพื้นจริง

อย่าเลือกจากใบข้อมูลของรองเท้าเพียงอย่างเดียว ควรนำรองเท้าแต่ละรุ่นมาทดสอบกับพื้น ESD ที่ใช้อยู่จริงภายในโรงงาน

หากมีพื้นหลายชนิด ควรประเมินทุกคู่ผสมที่จะเกิดขึ้นในการทำงาน เช่น รองเท้ารุ่น A กับพื้นกระเบื้อง และรองเท้ารุ่น A กับพื้นเคลือบ

3. รูปแบบการทำงาน

รองเท้า ESD แบบหุ้มส้นเหมาะกับงานที่ต้องเดินและยืน ส่วนงานที่นั่งประกอบชิ้นส่วนควรพิจารณาสายรัดข้อมือร่วมด้วย

สำหรับผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเดินระหว่างหลายโซน ควรตรวจสอบว่าพื้นทุกส่วนอยู่ในระบบควบคุมเดียวกันหรือไม่

4. ความกระชับและความสบาย

พนักงานอาจต้องสวมรองเท้าวันละหลายชั่วโมง รองเท้าควรมีขนาดพอดี ไม่บีบหน้าเท้า ส้นไม่หลุด และรองรับน้ำหนักขณะยืนได้ดี

รองเท้าที่ไม่สบายอาจทำให้พนักงานเหยียบส้น ถอดรองเท้า เปลี่ยนแผ่นรองพื้นเอง หรือใช้งานผิดวิธี ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพของระบบเปลี่ยนไป

5. วัสดุพื้นรองเท้า

พื้นรองเท้าต้องสามารถสร้างเส้นทางการถ่ายเทประจุได้ตามที่ออกแบบไว้ พร้อมมีความทนทานต่อการเดิน การเสียดสี และสารที่พบในพื้นที่

ไม่ควรติดแผ่นรองหรือพื้นเสริมที่ไม่ได้รับอนุญาต เพราะอาจเพิ่มความต้านทานและทำให้ระบบรองเท้าไม่ผ่านการทดสอบ

6. พื้นกันลื่น

โรงงานอิเล็กทรอนิกส์อาจมีพื้นเรียบ พื้นเคลือบ หรือพื้นที่ที่มีน้ำและสารทำความสะอาด รองเท้า ESD จึงควรมีคุณสมบัติด้านการยึดเกาะที่เหมาะกับพื้นจริงด้วย

7. ความเข้ากันได้กับ Cleanroom

หากใช้งานในห้อง Cleanroom ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเรื่องการปล่อยอนุภาค วัสดุของรองเท้า รูปแบบการทำความสะอาด และข้อกำหนดด้านการปนเปื้อน

รองเท้า ESD ทั่วไปไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับ Cleanroom ทุกระดับ

8. คุณสมบัติด้านรองเท้าเซฟตี้

พื้นที่ที่มีรถเข็น ชั้นวางสินค้า หรือวัสดุหนัก ควรตรวจสอบคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น

  • หัวป้องกันนิ้วเท้า
  • พื้นกันลื่น
  • แผ่นป้องกันการแทงทะลุ
  • ความทนน้ำมัน
  • การรองรับส้นเท้า
  • ความเหมาะสมกับสารที่ใช้ในพื้นที่

9. การตรวจสอบหลังเริ่มใช้งาน

คุณสมบัติของรองเท้าสามารถเปลี่ยนได้จากการสึก คราบสกปรก วิธีทำความสะอาด ความเสียหาย และการดัดแปลงรองเท้า

โรงงานจึงควรกำหนดวิธีตรวจรับก่อนเข้า EPA รอบการตรวจสอบ การบันทึกผล และวิธีจัดการเมื่อรองเท้าตรวจไม่ผ่านไว้ใน ESD Control Plan

รองเท้า ESD จำเป็นแค่ไหน

ความชื้นสูงทำให้ไม่ต้องใช้รองเท้า ESD จริงหรือไม่

ไม่จริง แม้ความชื้นจะมีผลต่อการสะสมประจุ แต่ไม่ควรใช้ความชื้นเป็นมาตรการควบคุมเพียงอย่างเดียว

ปริมาณประจุที่เกิดขึ้นยังขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุ ความเร็วในการสัมผัสและแยกตัว ลักษณะพื้นรองเท้า พื้นที่เดิน และปัจจัยอื่นร่วมกัน

โรงงานในประเทศไทยอาจมีอากาศภายนอกชื้น แต่พื้นที่ Cleanroom หรือห้องปรับอากาศสามารถมีสภาพแวดล้อมแตกต่างจากภายนอกได้ จึงควรอ้างอิงผลการทดสอบจริงภายใต้สภาพการทำงานของโรงงาน โดยเฉพาะช่วงที่สภาพแวดล้อมมีแนวโน้มทำให้เกิดประจุสูง

HowTo: วิธีเลือกรองเท้า ESD สำหรับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์

ขั้นตอนที่ 1 ระบุชิ้นส่วนที่ไวต่อ ESD

รวบรวมข้อมูลว่ากระบวนการผลิตมี IC, Semiconductor, PCB, Sensor, Module หรืออุปกรณ์ใดที่จัดเป็น ESDS พร้อมตรวจสอบระดับความไวและข้อกำหนดจากลูกค้า

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดพื้นที่ ESD Protected Area

กำหนดขอบเขต EPA จุดเข้าออก เส้นทางเคลื่อนย้ายสินค้า พื้นที่ยืนทำงาน พื้นที่นั่ง และจุดที่พนักงานอาจสัมผัสชิ้นส่วนโดยตรง

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบระบบพื้นและกราวด์

ตรวจสอบชนิดพื้น ESD การเชื่อมต่อกราวด์ สภาพพื้น การเคลือบผิว และผลการตรวจสอบก่อนนำรองเท้ามาทดสอบร่วมกัน

ขั้นตอนที่ 4 คัดเลือกรองเท้าตามลักษณะงาน

พิจารณาคุณสมบัติ ESD ควบคู่กับความสบาย พื้นกันลื่น หัวป้องกัน น้ำหนัก การระบายอากาศ และข้อกำหนด Cleanroom หากมี

ขั้นตอนที่ 5 ทดสอบรองเท้าร่วมกับพื้นจริง

ทดสอบระบบคน–รองเท้า–พื้นตามวิธีที่องค์กรอ้างอิง พร้อมตรวจทั้งค่าความต้านทานรวมและแรงดันบนร่างกายขณะเดิน

ขั้นตอนที่ 6 ทดลองใช้กับพนักงานกลุ่มตัวอย่าง

ทดลองหลายขนาดและรูปเท้า ตรวจสอบความสบาย ปัญหาส้นหลุด หน้าเท้าถูกบีบ การลื่น และพฤติกรรมการสวมใส่ระหว่างกะทำงาน

ขั้นตอนที่ 7 จัดทำขั้นตอนตรวจสอบก่อนเข้า EPA

กำหนดจุดทดสอบ วิธีบันทึกผล การแยกรองเท้าที่ไม่ผ่าน และผู้รับผิดชอบเมื่อพบค่าผิดปกติ

ขั้นตอนที่ 8 ฝึกอบรมและตรวจติดตาม

ฝึกอบรมพนักงานเรื่องเหตุผลที่ต้องใส่รองเท้า วิธีใช้เครื่องทดสอบ ข้อห้ามในการดัดแปลงรองเท้า และวิธีรายงานเมื่อรองเท้าชำรุด

เช็กลิสต์ก่อนอนุมัติรองเท้า ESD

รายการตรวจสอบคำถามที่ต้องตอบ
กระบวนการมีการสัมผัสชิ้นส่วน ESDS โดยตรงหรือไม่
มาตรฐานโรงงานอ้างอิง IEC หรือ ANSI/ESD ฉบับใด
ตัวรองเท้ามีข้อมูลผลการทดสอบและรายละเอียดทางเทคนิคหรือไม่
ระบบพื้นพื้น ESD เชื่อมต่อกราวด์และผ่านการตรวจหรือไม่
การทดสอบร่วมรองเท้ารุ่นนี้ผ่านกับพื้นจริงของโรงงานหรือไม่
Walking Testแรงดันบนร่างกายขณะเดินอยู่ในเกณฑ์หรือไม่
ลักษณะงานพนักงานยืน เดิน หรือนั่งเป็นหลัก
ความปลอดภัยต้องมีหัวป้องกัน พื้นกันลื่น หรือแผ่นกันทะลุหรือไม่
Cleanroomวัสดุและการปล่อยอนุภาคเหมาะกับพื้นที่หรือไม่
ความสบายใส่ต่อเนื่องตลอดกะได้หรือไม่
การตรวจประจำมีเครื่องทดสอบและการบันทึกผลหรือไม่
การเปลี่ยนรองเท้ามีเกณฑ์เปลี่ยนเมื่อชำรุดหรือไม่ผ่านการตรวจหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้รองเท้า ESD

ซื้อรองเท้าที่ระบุ ESD แล้วนำมาใช้ทันที

รองเท้าควรผ่านการประเมินร่วมกับพื้นจริงก่อน เพราะรองเท้าและพื้นต่างรุ่นอาจมีปฏิกิริยาต่อกันไม่เหมือนกัน

ใช้รองเท้า ESD บนพื้นทั่วไป

หากพื้นไม่มีเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับนำประจุลงกราวด์ รองเท้าก็ไม่สามารถทำงานเป็นระบบได้ตามวัตถุประสงค์

ใช้รองเท้าแทนสายรัดข้อมือในงานนั่ง

เมื่อเท้าไม่สัมผัสพื้นอย่างต่อเนื่อง เส้นทางการถ่ายเทประจุอาจขาด จึงต้องเลือกวิธีกราวด์บุคลากรให้เหมาะกับท่าทางการทำงาน

ใส่แผ่นรองพื้นทั่วไปเพิ่มเอง

แผ่นรองพื้นอาจขัดขวางเส้นทางการถ่ายเทประจุ ทำให้รองเท้าที่เคยผ่านการทดสอบไม่ผ่านเมื่อนำมาใช้งานจริง

ทำความสะอาดด้วยสารที่ไม่เหมาะสม

สารเคลือบ คราบน้ำยา หรือสิ่งสกปรกบนพื้นรองเท้าอาจเปลี่ยนคุณสมบัติทางไฟฟ้า ควรทำความสะอาดตามคำแนะนำของผู้ผลิต

ไม่ตรวจรองเท้าหลังใช้งานไปนาน

การสึก แตก แยกชั้น หรือมีคราบสะสม สามารถทำให้ผลการทดสอบเปลี่ยนได้ แม้ภายนอกรองเท้ายังดูปกติ

รองเท้าควรตรวจสอบบ่อยแค่ไหน

ความถี่ควรกำหนดไว้ใน ESD Control Plan ตามความเสี่ยง การใช้งาน ประวัติผลตรวจ และมาตรฐานที่องค์กรอ้างอิง

โรงงานจำนวนมากจัดให้พนักงานทดสอบรองเท้าหรือระบบกราวด์ก่อนเข้า EPA และมีการตรวจสอบพื้นตามรอบที่กำหนด แต่ความถี่ที่เหมาะสมควรอ้างอิงจากแผนควบคุมของโรงงาน ไม่ควรใช้รอบเดียวกันกับทุกกระบวนการโดยไม่มีการประเมิน

เมื่อเครื่องทดสอบแสดงผลไม่ผ่าน ควรหยุดการเข้าพื้นที่จัดการ ESDS ชั่วคราว และตรวจสอบสาเหตุ เช่น

  • รองเท้าสกปรกหรือเปียก
  • สวมรองเท้าไม่ถูกต้อง
  • พื้นรองเท้าชำรุด
  • มีการเปลี่ยนแผ่นรองด้านใน
  • เครื่องทดสอบหรือจุดสัมผัสผิดปกติ
  • รองเท้ากับผู้สวมใส่ไม่สามารถสร้างเส้นทางตามที่กำหนด

สรุป

รองเท้า ESD มีความจำเป็นอย่างมากในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการสัมผัส ประกอบ ทดสอบ ตรวจสอบ หรือซ่อมแซมชิ้นส่วนที่ไวต่อไฟฟ้าสถิต

แต่รองเท้า ESD ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ซื้อมาแล้วสามารถแก้ปัญหาได้ทันที ต้องใช้งานร่วมกับพื้น ESD ระบบกราวด์ และมาตรการควบคุมอื่นภายใน ESD Protected Area

สิ่งสำคัญที่สุดคือการทดสอบรองเท้าร่วมกับพื้นจริง ตรวจทั้งค่าความต้านทานและแรงดันที่เกิดบนร่างกาย พร้อมจัดทำขั้นตอนตรวจสอบ ฝึกอบรม และบันทึกผลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับงานยืนหรือเดิน ระบบรองเท้าและพื้นช่วยให้พนักงานเคลื่อนที่ได้สะดวกภายใน EPA ส่วนงานนั่งประกอบชิ้นส่วนควรมีระบบกราวด์บุคลากรที่เหมาะสมเพิ่มเติม เช่น สายรัดข้อมือ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้า ESD

รองเท้า ESD จำเป็นในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ทุกพื้นที่หรือไม่

ไม่จำเป็นทุกพื้นที่ แต่มีความจำเป็นสูงใน ESD Protected Area ที่มีการจัดการชิ้นส่วนไวต่อไฟฟ้าสถิตโดยตรง เช่น SMT, Assembly, Testing, Inspection และ Rework ส่วนสำนักงานหรือพื้นที่ที่ไม่สัมผัสชิ้นส่วนอาจไม่จำเป็นต้องใช้

รองเท้า ESD ใช้บนพื้นทั่วไปได้หรือไม่

การใช้รองเท้า ESD บนพื้นทั่วไปอาจไม่สามารถสร้างเส้นทางถ่ายเทประจุลงกราวด์ได้ตามที่ออกแบบไว้ ควรใช้ร่วมกับพื้น ESD ที่ผ่านการทดสอบและเชื่อมต่อกับระบบกราวด์อย่างเหมาะสม

รองเท้า ESD อย่างเดียวป้องกันไฟฟ้าสถิตได้หรือไม่

ไม่เพียงพอ รองเท้า ESD ต้องทำงานร่วมกับพื้น ESD ระบบกราวด์ โต๊ะทำงาน สายรัดข้อมือ บรรจุภัณฑ์ และมาตรการควบคุมอื่นตาม ESD Control Program

พนักงานที่นั่งทำงานจำเป็นต้องใช้สายรัดข้อมือหรือไม่

งานนั่งที่มีการจัดการชิ้นส่วน ESDS โดยทั่วไปควรใช้สายรัดข้อมือหรือระบบกราวด์บุคลากรที่เหมาะสม เพราะเท้าอาจไม่สัมผัสพื้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รองเท้าและพื้นไม่สามารถรักษาเส้นทางลงกราวด์ได้ตลอดเวลา

รองเท้า ESD กับรองเท้า Antistatic เหมือนกันหรือไม่

ไม่ควรถือว่าเหมือนกันโดยอัตโนมัติ รองเท้า ESD เน้นการใช้งานร่วมกับระบบพื้นเพื่อควบคุมประจุในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน Antistatic อาจมีวัตถุประสงค์และเกณฑ์ตามมาตรฐานรองเท้าที่แตกต่างกัน ต้องตรวจเอกสารของผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกใช้

รองเท้าเซฟตี้ ESD มีหัวเหล็กได้หรือไม่

มีได้ หากรองเท้ารุ่นนั้นได้รับการออกแบบให้มีทั้งคุณสมบัติ ESD และหัวป้องกันนิ้วเท้า อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบผลการทดสอบและมาตรฐานของรองเท้าแต่ละรุ่น ไม่ควรสรุปจากวัสดุหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว

เปลี่ยนแผ่นรองพื้นรองเท้า ESD ได้หรือไม่

ไม่ควรเปลี่ยนเป็นแผ่นรองทั่วไปโดยไม่ได้รับการยืนยัน เพราะแผ่นรองใหม่อาจเพิ่มความต้านทานและขัดขวางเส้นทางการถ่ายเทประจุ ควรใช้แผ่นรองที่ผู้ผลิตรับรองหรือทดสอบระบบใหม่หลังเปลี่ยน

โรงงานที่มีความชื้นสูงยังต้องใช้รองเท้า ESD หรือไม่

ยังต้องใช้หากกระบวนการมีความเสี่ยง ESD ความชื้นมีผลต่อการเกิดประจุ แต่ไม่สามารถทดแทนระบบควบคุมไฟฟ้าสถิตได้ เพราะการเกิดประจุยังขึ้นอยู่กับวัสดุ พื้นรองเท้า วิธีเดิน และสภาพกระบวนการอื่นด้วย

ต้องทดสอบรองเท้า ESD ก่อนเข้าเขต EPA หรือไม่

ควรกำหนดการทดสอบไว้ใน ESD Control Plan โรงงานหลายแห่งมีจุดทดสอบก่อนเข้า EPA เพื่อยืนยันว่ารองเท้าและผู้สวมใส่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากไม่ผ่านควรตรวจสอบสาเหตุก่อนอนุญาตให้จัดการชิ้นส่วน ESDS

รองเท้า ESD ควรเปลี่ยนเมื่อใด

ควรเปลี่ยนเมื่อรองเท้าชำรุด พื้นสึกหรือแยกชั้น มีการแตกร้าว ไม่กระชับ หรือไม่ผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ของโรงงาน แม้ว่าภายนอกจะยังดูสามารถสวมใส่ได้ก็ตาม


👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้า ESD ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้าESD #รองเท้าเซฟตี้ESD #รองเท้ากันไฟฟ้าสถิต #รองเท้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ #รองเท้า ESD จำเป็นแค่ไหน #โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ #ไฟฟ้าสถิต #ระบบควบคุมไฟฟ้าสถิต #ESDProtectedArea #EPA #ElectrostaticDischarge #พื้นESD #ห้องคลีนรูม #รองเท้าเซฟตี้ #อุปกรณ์เซฟตี้ #PPE #MasterSafety

แชร์:

บทความเพิ่มเติม

รองเท้าเซฟตี้จากยุโรป

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์ยุโรปต่างจากทั่วไปอย่างไร? จุดที่ควรรู้ก่อนซื้อ

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์จากยุโรปไม่ได้ดีกว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปทุกคู่โดยอัตโนมัติ แต่จุดเด่นที่มักพบคือการระบุมาตรฐานและระดับการป้องกันอย่างชัดเจน

รองเท้าเซฟตี้จากยุโรป

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์ยุโรปต่างจากทั่วไปอย่างไร? จุดที่ควรรู้ก่อนซื้อ

รองเท้าเซฟตี้แบรนด์จากยุโรปไม่ได้ดีกว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปทุกคู่โดยอัตโนมัติ แต่จุดเด่นที่มักพบคือการระบุมาตรฐานและระดับการป้องกันอย่างชัดเจน