รองเท้าเซฟตี้เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ต้องรับแรงกระแทก การเสียดสี ความชื้น น้ำมัน สารเคมี และน้ำหนักจากการเดินหรือยืนทำงานตลอดทั้งวัน แม้ภายนอกจะยังดูใช้งานได้ แต่ชิ้นส่วนป้องกันภายในอาจเสื่อมสภาพไปแล้วโดยที่ผู้สวมใส่ไม่ทันสังเกต
ดังนั้น การเปลี่ยน รองเท้าเซฟตี้ ไม่ควรพิจารณาจากความเก่าหรือความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูจากสภาพพื้นรองเท้า โครงสร้าง หัวรองเท้า แผ่นกันทะลุ และความกระชับขณะสวมใส่ร่วมกัน
รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?
ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ทันทีเมื่อพบว่าพื้นรองเท้าสึกจนดอกยางตื้น พื้นแตกร้าว พื้นรองเท้าแยกออกจากตัวรองเท้า หัวนิรภัยได้รับแรงกระแทกรุนแรง แผ่นกันทะลุเสียรูป ตัวรองเท้าฉีกขาด หรือสวมแล้วไม่กระชับเหมือนเดิม
รองเท้าเซฟตี้ไม่มีอายุการใช้งานที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ความถี่ในการใช้งาน สภาพพื้น สารเคมี ความร้อน ความชื้น และการดูแลรักษา ผู้ใช้งานจึงควรตรวจสภาพรองเท้าก่อนเริ่มงานเป็นประจำ และไม่ควรรอให้รองเท้าพังจนใช้งานไม่ได้จึงค่อยเปลี่ยน

รองเท้าเซฟตี้มีอายุการใช้งานกี่ปี?
รองเท้าเซฟตี้ไม่มีอายุการใช้งานแบบเดียวกันทุกคู่ บางคู่ใช้งานได้นานหลายปีหากสวมเป็นครั้งคราวและดูแลอย่างเหมาะสม ขณะที่รองเท้าที่ใช้ในโรงงาน คลังสินค้า งานก่อสร้าง หรือพื้นที่เปียกน้ำมันทุกวัน อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่ามาก
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การนับว่ารองเท้าถูกใช้งานมากี่เดือน แต่เป็นการตรวจสอบว่าองค์ประกอบด้านความปลอดภัยยังทำงานได้ตามปกติหรือไม่
ปัจจัยที่ทำให้รองเท้านิรภัยเสื่อมเร็ว ได้แก่
- ใช้งานทุกวันเป็นเวลาหลายชั่วโมง
- เดินบนพื้นหยาบ พื้นคอนกรีต หรือเศษโลหะ
- สัมผัสน้ำ น้ำมัน จาระบี หรือสารเคมี
- ทำงานในพื้นที่ร้อนจัดหรือมีความชื้นสูง
- รองเท้ามีขนาดไม่เหมาะกับเท้า
- ไม่ทำความสะอาดหรือปล่อยให้รองเท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน
- ใช้รองเท้าคู่เดียวต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาพักให้วัสดุคืนตัว
10 สัญญาณว่าควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้
1. ดอกยางสึกจนตื้นหรือเรียบ
พื้นรองเท้าเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นโดยตรง หากดอกยางสึกจนตื้น เรียบ หรือมองไม่เห็นลายดอกยางเดิม ประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นจะลดลง โดยเฉพาะบนพื้นเปียก พื้นมัน หรือพื้นลาดเอียง
แม้ตัวรองเท้าด้านบนจะยังดูดี แต่หากพื้นไม่สามารถช่วยลดการลื่นได้เหมือนเดิม ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่
สังเกตได้จาก
- ลายดอกยางบางลงอย่างชัดเจน
- พื้นสึกไม่เท่ากันระหว่างด้านซ้ายและขวา
- รู้สึกลื่นง่ายกว่าเดิม
- รองเท้าเสียสมดุลขณะเดินหรือยืน
2. พื้นรองเท้าแตกร้าวหรือมีรู
รอยแตกร้าวบริเวณพื้นรองเท้าอาจทำให้น้ำ สารเคมี หรือของมีคมเข้าสู่ภายในรองเท้าได้ นอกจากนี้ยังทำให้โครงสร้างรองเท้าอ่อนตัวและรับแรงกระแทกได้ไม่ดีเหมือนเดิม
หากรอยแตกมีขนาดใหญ่ ลึก หรือเกิดหลายตำแหน่ง ไม่ควรซ่อมเพื่อใช้ในงานเสี่ยงต่อ เพราะวัสดุส่วนอื่นอาจเสื่อมไปพร้อมกันแล้ว
3. พื้นรองเท้าแยกออกจากตัวรองเท้า
อาการพื้นรองเท้าอ้า หลุด หรือแยกออกจากส่วนบนของรองเท้า เป็นสัญญาณว่าโครงสร้างรองเท้าเริ่มเสียหาย ความชื้น ฝุ่น หรือเศษวัสดุอาจเข้าไปสะสมภายในช่องที่แยกออกได้
หากปล่อยให้ใช้งานต่อ พื้นอาจหลุดขณะเดิน ทำให้สะดุด หกล้ม หรือเสียการทรงตัวได้
4. หัวรองเท้าได้รับแรงกระแทกรุนแรง
รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็กหรือรองเท้าเซฟตี้หัวคอมโพสิตมีหน้าที่ช่วยป้องกันบริเวณปลายเท้าจากของตกหล่นและแรงกดทับ หากเคยมีวัตถุหนักตกใส่รองเท้า แม้ภายนอกจะดูไม่เสียหาย ก็ควรตรวจสอบอย่างละเอียด
หัวนิรภัยอาจบุบ แตกร้าว หรือเคลื่อนตำแหน่งอยู่ภายใน ซึ่งผู้สวมใส่อาจมองไม่เห็นจากภายนอก
ควรหยุดใช้งานเมื่อพบว่า
- หัวรองเท้าบุบหรือเสียรูป
- กดแล้วรู้สึกมีส่วนแข็งผิดตำแหน่ง
- นิ้วเท้าสัมผัสกับหัวนิรภัยมากขึ้น
- หัวคอมโพสิตมีรอยแตก
- รองเท้าเคยรับแรงกระแทกรุนแรงจากของหนัก
ในกรณีที่ไม่สามารถประเมินความเสียหายภายในได้ การเปลี่ยนคู่ใหม่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
5. แผ่นกันทะลุเสียหายหรือพื้นถูกของแหลมแทง
รองเท้านิรภัยบางรุ่นมีแผ่นกันทะลุบริเวณพื้นกลาง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากตะปู เศษเหล็ก หรือของมีคม หากรองเท้าเคยถูกของแหลมแทงจนทะลุหรือเกิดรอยลึก ควรหยุดใช้งานทันที
ไม่ควรอุดรูแล้วนำกลับไปใช้ในพื้นที่เสี่ยง เพราะแผ่นกันทะลุอาจได้รับความเสียหายและไม่สามารถป้องกันจุดเดิมได้เต็มประสิทธิภาพ
6. ตัวรองเท้าฉีกขาดหรือวัสดุเปื่อย
รอยฉีกขาดบริเวณหนัง ผ้า ตะเข็บ หรือขอบรองเท้า อาจทำให้สิ่งสกปรก ของเหลว และเศษวัสดุเข้าสู่ภายในได้ง่ายขึ้น
หากเป็นเพียงรอยถลอกเล็กน้อยอาจยังใช้งานได้ แต่ถ้ารอยขาดลึกจนมองเห็นชั้นวัสดุด้านใน หรือเกิดในตำแหน่งสำคัญ เช่น บริเวณหัวรองเท้า ด้านข้าง และข้อเท้า ควรเปลี่ยนรองเท้าใหม่
7. รองเท้าบิดเบี้ยวหรือเสียรูป
รองเท้าที่วางบนพื้นแล้วเอียง โครงรองเท้ายุบ หรือส้นบิดไปด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้การลงน้ำหนักผิดปกติ ส่งผลให้ผู้สวมใส่เมื่อยเท้า ปวดเข่า ปวดสะโพก หรือเสียสมดุลระหว่างทำงาน
อาการเสียรูปมักเกิดจาก
- ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ลงน้ำหนักไม่เท่ากัน
- พื้นรองเท้าสึกเฉพาะด้าน
- ตากแดดหรืออบด้วยความร้อนสูง
- เก็บรองเท้าในลักษณะที่ถูกกดทับ
8. พื้นด้านในยุบหรือรองรับแรงกระแทกได้น้อยลง
แผ่นรองเท้าและพื้นชั้นกลางมีหน้าที่ช่วยรองรับน้ำหนักและลดแรงกระแทก หากสวมแล้วรู้สึกว่าพื้นแข็งกว่าเดิม เท้าสัมผัสพื้นมากขึ้น หรือปวดเมื่อยเร็วกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าวัสดุรองรับแรงกระแทกเริ่มเสื่อม
ในบางกรณีสามารถเปลี่ยนแผ่นรองด้านในได้ แต่ต้องตรวจสอบพื้นชั้นกลางและโครงสร้างรองเท้าด้วย หากส่วนอื่นเสื่อมร่วมกัน ควรเปลี่ยนรองเท้าทั้งคู่
9. รองเท้าไม่กระชับเหมือนเดิม
รองเท้าเซฟตี้ที่หลวมเกินไปอาจทำให้เท้าเลื่อนไปมา เกิดการเสียดสี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะดุด ส่วนรองเท้าที่คับหรือบีบรัดอาจทำให้ชา เจ็บนิ้วเท้า และเดินไม่มั่นคง
หากเชือก สายรัด ซิป หรือส่วนล็อกเสียหายจนไม่สามารถยึดเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ ควรซ่อมหรือเปลี่ยนรองเท้าใหม่ตามระดับความเสียหาย
10. มีกลิ่นอับ เชื้อรา หรือความชื้นสะสมรุนแรง
กลิ่นรองเท้าเพียงอย่างเดียวอาจแก้ได้ด้วยการทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง แต่หากภายในมีเชื้อรา วัสดุเปื่อย หรือความชื้นสะสมจนไม่สามารถทำให้แห้งได้ อาจส่งผลต่อสุขอนามัยของเท้าและทำให้วัสดุเสื่อมเร็วขึ้น
รองเท้าที่สัมผัสสารเคมี น้ำเสีย หรือสารปนเปื้อนอันตรายควรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน และไม่ควรนำกลับมาใช้หากไม่สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนได้อย่างเหมาะสม
ตารางเช็กสัญญาณรองเท้าเซฟตี้เสื่อม
| จุดที่ตรวจสอบ | สัญญาณที่พบ | ระดับความเสี่ยง | คำแนะนำ |
|---|---|---|---|
| ดอกยาง | ดอกยางตื้น เรียบ หรือสึกไม่เท่ากัน | สูง | เปลี่ยนเมื่อการยึดเกาะลดลง |
| พื้นรองเท้า | แตก มีรู หรือถูกของแหลมแทง | สูงมาก | หยุดใช้งานทันที |
| หัวนิรภัย | บุบ แตก หรือเคยถูกของหนักกระแทก | สูงมาก | แยกออกจากการใช้งานและเปลี่ยนใหม่ |
| แผ่นกันทะลุ | ถูกตะปูหรือของมีคมแทง | สูงมาก | ไม่ควรอุดแล้วใช้ต่อในพื้นที่เสี่ยง |
| ตัวรองเท้า | ฉีกขาด ตะเข็บหลุด วัสดุเปื่อย | ปานกลางถึงสูง | ประเมินตำแหน่งและความลึกของรอยขาด |
| พื้นกับตัวรองเท้า | เริ่มอ้า แยก หรือหลุด | สูง | ควรเปลี่ยนก่อนพื้นหลุดขณะเดิน |
| พื้นด้านใน | ยุบ แข็ง หรือรองรับแรงกระแทกได้น้อย | ปานกลาง | เปลี่ยนแผ่นรองหรือเปลี่ยนทั้งคู่ |
| รูปทรงรองเท้า | บิด เอียง หรือส้นยุบ | สูง | เปลี่ยนเพื่อป้องกันการลงน้ำหนักผิด |
| ระบบล็อก | เชือก สายรัด หรือซิปเสีย | ปานกลาง | ซ่อมเมื่อทำได้อย่างมั่นคง |
| ภายในรองเท้า | เชื้อรา กลิ่นรุนแรง หรือปนเปื้อนสารเคมี | ปานกลางถึงสูง | ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนตามความรุนแรง |
รองเท้าเซฟตี้แบบไหนเสื่อมเร็วกว่า?
อายุการใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ารองเท้าถูกเลือกให้เหมาะกับสภาพงานหรือไม่
| ลักษณะการใช้งาน | ความเสี่ยงที่รองเท้าเสื่อมเร็ว | จุดที่ควรตรวจบ่อย |
|---|---|---|
| งานก่อสร้าง | เศษเหล็ก ตะปู พื้นหยาบ ของตกหล่น | พื้น หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ |
| งานโรงงาน | น้ำมัน ความร้อน เครื่องจักร | พื้นกันลื่น รอยแตกร้าว ตัวรองเท้า |
| งานคลังสินค้า | เดินและยืนเป็นเวลานาน | ดอกยาง พื้นรองรับแรงกระแทก ส้นรองเท้า |
| งานกลางแจ้ง | แดด ฝน โคลน และความชื้น | รอยแยก ตะเข็บ และวัสดุด้านบน |
| งานสารเคมี | การกัดกร่อนและการปนเปื้อน | พื้น ตัวรองเท้า และซีลรอยต่อ |
| งานไฟฟ้าหรือ ESD | คุณสมบัติเฉพาะทางของรองเท้า | สภาพพื้น ความสะอาด และข้อกำหนดของพื้นที่ |
รองเท้าที่ไม่เหมาะกับลักษณะงานอาจเสื่อมเร็วและไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ตรงตามที่ต้องการ เช่น ใช้รองเท้าพื้นทั่วไปในบริเวณที่มีน้ำมัน หรือใช้รองเท้าที่ไม่มีแผ่นกันทะลุในพื้นที่ที่มีเศษโลหะและตะปู

ควรตรวจรองเท้าเซฟตี้บ่อยแค่ไหน?
ผู้ใช้งานควรตรวจรองเท้าแบบรวดเร็วก่อนเริ่มงานทุกครั้ง โดยเฉพาะพื้นรองเท้า หัวรองเท้า รอยแตก และระบบล็อก
นอกจากนี้ ควรมีการตรวจแบบละเอียดเป็นระยะตามระดับความเสี่ยงของงาน เช่น ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน โดยหัวหน้างานหรือผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยอาจกำหนดแบบฟอร์มตรวจสอบให้เหมาะกับสถานประกอบการ
Checklist ก่อนสวมรองเท้าเซฟตี้
- พลิกรองเท้าดูว่าดอกยางยังชัดหรือไม่
- ตรวจหารอยแตก รู หรือเศษวัสดุที่ฝังอยู่ในพื้น
- กดและสังเกตบริเวณหัวรองเท้าว่ามีการบุบหรือเสียรูปหรือไม่
- ตรวจว่าพื้นรองเท้ายังติดกับตัวรองเท้าแน่น
- ตรวจเชือก สายรัด ซิป และตะเข็บ
- สวมแล้วลองเดินเพื่อเช็กความกระชับ
- สังเกตอาการลื่น เจ็บ บีบ หรือเสียสมดุลผิดปกติ
หากพบความผิดปกติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ควรแยกรองเท้าออกจากการใช้งานจนกว่าจะตรวจสอบได้ว่าปลอดภัย
รองเท้ายังไม่ขาด จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่?
จำเป็นในบางกรณี เพราะรองเท้าอาจเสื่อมจากภายในโดยที่ภายนอกยังไม่ฉีกขาด ตัวอย่างเช่น หัวนิรภัยเสียรูปจากแรงกระแทก พื้นชั้นกลางยุบตัว หรือแผ่นกันทะลุได้รับความเสียหาย
ดังนั้น ไม่ควรใช้เกณฑ์ว่า “ยังใส่ได้” หรือ “ยังไม่ขาด” เป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาว่ารองเท้ายังสามารถทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์นิรภัยได้หรือไม่
รองเท้าชำรุดควรซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่?
การซ่อมสามารถทำได้ในส่วนที่ไม่กระทบต่อโครงสร้างความปลอดภัย เช่น เปลี่ยนเชือกรองเท้า แผ่นรองด้านใน หรือซ่อมตะเข็บขนาดเล็กโดยผู้เชี่ยวชาญ
แต่ไม่ควรซ่อมเพื่อใช้งานต่อในกรณีต่อไปนี้
- หัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิตเสียหาย
- แผ่นกันทะลุถูกแทงหรือเสียรูป
- พื้นรองเท้าแตกลึก
- พื้นแยกออกจากตัวรองเท้าหลายตำแหน่ง
- รองเท้าเสียรูปอย่างชัดเจน
- วัสดุเสื่อมจากสารเคมีหรือความร้อน
- ไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณสมบัติด้านความปลอดภัยยังคงอยู่
การติดกาวหรือปะพื้นอาจทำให้รองเท้าดูเหมือนกลับมาใช้งานได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยจะกลับมาเหมือนเดิม
วิธีช่วยยืดอายุรองเท้าเซฟตี้
ทำความสะอาดตามชนิดวัสดุ
เช็ดฝุ่น โคลน น้ำมัน และสิ่งสกปรกหลังใช้งาน ไม่ควรใช้สารทำความสะอาดที่รุนแรงโดยไม่ตรวจสอบคำแนะนำของผู้ผลิต เพราะอาจทำให้หนัง กาว หรือพื้นรองเท้าเสื่อมเร็วขึ้น
ผึ่งให้แห้งในที่อากาศถ่ายเท
หากรองเท้าเปียก ควรถอดแผ่นรองด้านในและผึ่งให้แห้งตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ไดร์ร้อน วางใกล้เครื่องจักร หรือผึ่งแดดจัด เพราะความร้อนอาจทำให้กาวและวัสดุเสียรูป
สลับรองเท้าเมื่อใช้งานหนัก
ผู้ที่สวมรองเท้าเซฟตี้ทุกวันอาจเตรียมรองเท้าสำรองเพื่อสลับใช้งาน ช่วยให้ความชื้นระเหยและวัสดุรองรับแรงกระแทกมีเวลาคืนตัว
เลือกให้ตรงกับสภาพงาน
ควรเลือกรองเท้าที่มีคุณสมบัติเหมาะกับความเสี่ยง เช่น พื้นกันลื่น แผ่นกันทะลุ คุณสมบัติกันน้ำมัน หรือการป้องกันไฟฟ้าสถิตตามประเภทงาน
ใช้รองเท้าให้ถูกวัตถุประสงค์
ไม่ควรเหยียบส้น ใช้รองเท้าเตะสิ่งของ หรือใช้ปลายรองเท้าแทนเครื่องมือ เพราะอาจทำให้โครงสร้างและหัวนิรภัยเสียหายก่อนเวลา
สรุป: ไม่ควรรอให้รองเท้าเซฟตี้พังก่อนค่อยเปลี่ยน
รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเริ่มเสื่อม เช่น พื้นสึก พื้นแตก หัวนิรภัยเสียรูป แผ่นกันทะลุเสียหาย หรือรองเท้าไม่สามารถยึดเท้าได้อย่างมั่นคง
แม้รองเท้าจะยังดูใหม่จากภายนอก แต่หากเคยได้รับแรงกระแทกรุนแรง ถูกของแหลมแทง หรือสัมผัสสารเคมีจนวัสดุเสื่อม ก็ควรหยุดใช้งานและประเมินสภาพทันที
การตรวจรองเท้าก่อนเริ่มงานใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่น สะดุด ของมีคม และของหนักตกใส่เท้าได้อย่างมาก การเปลี่ยนรองเท้าให้ทันเวลาจึงไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความปลอดภัยในการทำงาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้
1. รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนทุกกี่เดือน?
ไม่มีระยะเวลาที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความถี่ในการสวมใส่ สภาพพื้นที่ทำงาน และการดูแลรักษา ควรพิจารณาจากสภาพพื้น หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ และโครงสร้างรองเท้าเป็นหลัก
2. รองเท้าเซฟตี้พื้นสึกเล็กน้อยยังใช้ได้ไหม?
อาจใช้ได้หากดอกยางยังมีความลึกเพียงพอและไม่รู้สึกลื่น แต่ควรติดตามการสึกอย่างใกล้ชิด หากดอกยางเรียบหรือสึกไม่เท่ากันจนเสียสมดุล ควรเปลี่ยนใหม่
3. รองเท้าหัวเหล็กถูกของหนักตกใส่ แต่ไม่บุบ ใช้ต่อได้หรือไม่?
ไม่ควรตัดสินจากภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะหัวเหล็กหรือโครงสร้างภายในอาจเสียรูปได้ หากได้รับแรงกระแทกรุนแรงควรแยกออกจากการใช้งานและเปลี่ยนใหม่เมื่อไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยได้
4. พื้นรองเท้าเซฟตี้อ้า สามารถติดกาวใช้ต่อได้ไหม?
การติดกาวอาจเหมาะกับความเสียหายเล็กน้อยในรองเท้าทั่วไป แต่สำหรับรองเท้านิรภัยต้องพิจารณาว่ารอยแยกกระทบต่อโครงสร้างหรือไม่ หากพื้นแยกหลายตำแหน่งหรือมีความเสี่ยงหลุดขณะเดิน ควรเปลี่ยนใหม่
5. เปลี่ยนเฉพาะแผ่นรองด้านในได้ไหม?
ได้ หากปัญหาเกิดจากแผ่นรองด้านในยุบหรือชำรุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกแผ่นรองที่มีขนาดเหมาะสมและไม่ทำให้รองเท้าคับเกินไป พร้อมตรวจสอบว่าพื้นชั้นกลางยังไม่เสื่อม
6. รองเท้าเซฟตี้มีกลิ่นแรงต้องเปลี่ยนหรือไม่?
หากเป็นเพียงกลิ่นอับ อาจทำความสะอาดและผึ่งให้แห้งได้ แต่ถ้ามีเชื้อรา วัสดุเปื่อย หรือการปนเปื้อนจากสารเคมีที่ทำความสะอาดไม่ได้ ควรเปลี่ยนรองเท้าใหม่
7. รองเท้าเซฟตี้ที่ไม่ได้ใช้นานยังนำกลับมาใช้ได้หรือไม่?
ควรตรวจสอบก่อนใช้งาน เพราะวัสดุบางชนิดสามารถเสื่อมได้แม้ไม่ได้สวมใส่ โดยเฉพาะพื้นรองเท้า กาว และวัสดุสังเคราะห์ หากพบว่าพื้นแข็ง แตก หรือหลุดล่อน ไม่ควรนำกลับมาใช้ในงานเสี่ยง
8. ควรตรวจรองเท้านิรภัยส่วนไหนเป็นพิเศษ?
ควรตรวจดอกยาง รอยแตก พื้นรองเท้า หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ ตะเข็บ ระบบล็อก และรูปทรงรองเท้า รวมถึงทดลองสวมเพื่อดูว่ายังกระชับและเดินได้มั่นคงหรือไม่
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที
#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าหัวเหล็ก #SafetyShoes #รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ #อายุการใช้งานรองเท้าเซฟตี้ #วิธีดูแลรองเท้าเซฟตี้ #อุปกรณ์เซฟตี้ #ความปลอดภัยในการทำงาน #PPE #งานโรงงาน #งานก่อสร้าง #งานคลังสินค้า



