รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่? 10 สัญญาณเตือนที่ควรรู้

รองเท้าเซฟตี้ไม่มีอายุการใช้งานแบบเดียวกันทุกคู่ บางคู่ใช้งานได้นานหลายปีหากสวมเป็นครั้งคราวและดูแลอย่างเหมาะสม ขณะที่รองเท้าที่ใช้ในโรงงาน คลังสินค้า งานก่อสร้าง หรือพื้นที่เปียกน้ำมันทุกวัน อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่ามาก สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การนับว่ารองเท้าถูกใช้งานมากี่เดือน แต่เป็นการตรวจสอบว่าองค์ประกอบด้านความปลอดภัยยังทำงานได้ตามปกติหรือไม่

รองเท้าเซฟตี้เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ต้องรับแรงกระแทก การเสียดสี ความชื้น น้ำมัน สารเคมี และน้ำหนักจากการเดินหรือยืนทำงานตลอดทั้งวัน แม้ภายนอกจะยังดูใช้งานได้ แต่ชิ้นส่วนป้องกันภายในอาจเสื่อมสภาพไปแล้วโดยที่ผู้สวมใส่ไม่ทันสังเกต

ดังนั้น การเปลี่ยน รองเท้าเซฟตี้ ไม่ควรพิจารณาจากความเก่าหรือความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูจากสภาพพื้นรองเท้า โครงสร้าง หัวรองเท้า แผ่นกันทะลุ และความกระชับขณะสวมใส่ร่วมกัน

รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?

ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้ทันทีเมื่อพบว่าพื้นรองเท้าสึกจนดอกยางตื้น พื้นแตกร้าว พื้นรองเท้าแยกออกจากตัวรองเท้า หัวนิรภัยได้รับแรงกระแทกรุนแรง แผ่นกันทะลุเสียรูป ตัวรองเท้าฉีกขาด หรือสวมแล้วไม่กระชับเหมือนเดิม

รองเท้าเซฟตี้ไม่มีอายุการใช้งานที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ความถี่ในการใช้งาน สภาพพื้น สารเคมี ความร้อน ความชื้น และการดูแลรักษา ผู้ใช้งานจึงควรตรวจสภาพรองเท้าก่อนเริ่มงานเป็นประจำ และไม่ควรรอให้รองเท้าพังจนใช้งานไม่ได้จึงค่อยเปลี่ยน

รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่

รองเท้าเซฟตี้มีอายุการใช้งานกี่ปี?

รองเท้าเซฟตี้ไม่มีอายุการใช้งานแบบเดียวกันทุกคู่ บางคู่ใช้งานได้นานหลายปีหากสวมเป็นครั้งคราวและดูแลอย่างเหมาะสม ขณะที่รองเท้าที่ใช้ในโรงงาน คลังสินค้า งานก่อสร้าง หรือพื้นที่เปียกน้ำมันทุกวัน อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่ามาก

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การนับว่ารองเท้าถูกใช้งานมากี่เดือน แต่เป็นการตรวจสอบว่าองค์ประกอบด้านความปลอดภัยยังทำงานได้ตามปกติหรือไม่

ปัจจัยที่ทำให้รองเท้านิรภัยเสื่อมเร็ว ได้แก่

  • ใช้งานทุกวันเป็นเวลาหลายชั่วโมง
  • เดินบนพื้นหยาบ พื้นคอนกรีต หรือเศษโลหะ
  • สัมผัสน้ำ น้ำมัน จาระบี หรือสารเคมี
  • ทำงานในพื้นที่ร้อนจัดหรือมีความชื้นสูง
  • รองเท้ามีขนาดไม่เหมาะกับเท้า
  • ไม่ทำความสะอาดหรือปล่อยให้รองเท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน
  • ใช้รองเท้าคู่เดียวต่อเนื่องโดยไม่มีเวลาพักให้วัสดุคืนตัว

10 สัญญาณว่าควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้

1. ดอกยางสึกจนตื้นหรือเรียบ

พื้นรองเท้าเป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นโดยตรง หากดอกยางสึกจนตื้น เรียบ หรือมองไม่เห็นลายดอกยางเดิม ประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นจะลดลง โดยเฉพาะบนพื้นเปียก พื้นมัน หรือพื้นลาดเอียง

แม้ตัวรองเท้าด้านบนจะยังดูดี แต่หากพื้นไม่สามารถช่วยลดการลื่นได้เหมือนเดิม ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่

สังเกตได้จาก

  • ลายดอกยางบางลงอย่างชัดเจน
  • พื้นสึกไม่เท่ากันระหว่างด้านซ้ายและขวา
  • รู้สึกลื่นง่ายกว่าเดิม
  • รองเท้าเสียสมดุลขณะเดินหรือยืน

2. พื้นรองเท้าแตกร้าวหรือมีรู

รอยแตกร้าวบริเวณพื้นรองเท้าอาจทำให้น้ำ สารเคมี หรือของมีคมเข้าสู่ภายในรองเท้าได้ นอกจากนี้ยังทำให้โครงสร้างรองเท้าอ่อนตัวและรับแรงกระแทกได้ไม่ดีเหมือนเดิม

หากรอยแตกมีขนาดใหญ่ ลึก หรือเกิดหลายตำแหน่ง ไม่ควรซ่อมเพื่อใช้ในงานเสี่ยงต่อ เพราะวัสดุส่วนอื่นอาจเสื่อมไปพร้อมกันแล้ว


3. พื้นรองเท้าแยกออกจากตัวรองเท้า

อาการพื้นรองเท้าอ้า หลุด หรือแยกออกจากส่วนบนของรองเท้า เป็นสัญญาณว่าโครงสร้างรองเท้าเริ่มเสียหาย ความชื้น ฝุ่น หรือเศษวัสดุอาจเข้าไปสะสมภายในช่องที่แยกออกได้

หากปล่อยให้ใช้งานต่อ พื้นอาจหลุดขณะเดิน ทำให้สะดุด หกล้ม หรือเสียการทรงตัวได้


4. หัวรองเท้าได้รับแรงกระแทกรุนแรง

รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็กหรือรองเท้าเซฟตี้หัวคอมโพสิตมีหน้าที่ช่วยป้องกันบริเวณปลายเท้าจากของตกหล่นและแรงกดทับ หากเคยมีวัตถุหนักตกใส่รองเท้า แม้ภายนอกจะดูไม่เสียหาย ก็ควรตรวจสอบอย่างละเอียด

หัวนิรภัยอาจบุบ แตกร้าว หรือเคลื่อนตำแหน่งอยู่ภายใน ซึ่งผู้สวมใส่อาจมองไม่เห็นจากภายนอก

ควรหยุดใช้งานเมื่อพบว่า

  • หัวรองเท้าบุบหรือเสียรูป
  • กดแล้วรู้สึกมีส่วนแข็งผิดตำแหน่ง
  • นิ้วเท้าสัมผัสกับหัวนิรภัยมากขึ้น
  • หัวคอมโพสิตมีรอยแตก
  • รองเท้าเคยรับแรงกระแทกรุนแรงจากของหนัก

ในกรณีที่ไม่สามารถประเมินความเสียหายภายในได้ การเปลี่ยนคู่ใหม่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า


5. แผ่นกันทะลุเสียหายหรือพื้นถูกของแหลมแทง

รองเท้านิรภัยบางรุ่นมีแผ่นกันทะลุบริเวณพื้นกลาง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากตะปู เศษเหล็ก หรือของมีคม หากรองเท้าเคยถูกของแหลมแทงจนทะลุหรือเกิดรอยลึก ควรหยุดใช้งานทันที

ไม่ควรอุดรูแล้วนำกลับไปใช้ในพื้นที่เสี่ยง เพราะแผ่นกันทะลุอาจได้รับความเสียหายและไม่สามารถป้องกันจุดเดิมได้เต็มประสิทธิภาพ


6. ตัวรองเท้าฉีกขาดหรือวัสดุเปื่อย

รอยฉีกขาดบริเวณหนัง ผ้า ตะเข็บ หรือขอบรองเท้า อาจทำให้สิ่งสกปรก ของเหลว และเศษวัสดุเข้าสู่ภายในได้ง่ายขึ้น

หากเป็นเพียงรอยถลอกเล็กน้อยอาจยังใช้งานได้ แต่ถ้ารอยขาดลึกจนมองเห็นชั้นวัสดุด้านใน หรือเกิดในตำแหน่งสำคัญ เช่น บริเวณหัวรองเท้า ด้านข้าง และข้อเท้า ควรเปลี่ยนรองเท้าใหม่


7. รองเท้าบิดเบี้ยวหรือเสียรูป

รองเท้าที่วางบนพื้นแล้วเอียง โครงรองเท้ายุบ หรือส้นบิดไปด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้การลงน้ำหนักผิดปกติ ส่งผลให้ผู้สวมใส่เมื่อยเท้า ปวดเข่า ปวดสะโพก หรือเสียสมดุลระหว่างทำงาน

อาการเสียรูปมักเกิดจาก

  • ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ลงน้ำหนักไม่เท่ากัน
  • พื้นรองเท้าสึกเฉพาะด้าน
  • ตากแดดหรืออบด้วยความร้อนสูง
  • เก็บรองเท้าในลักษณะที่ถูกกดทับ

8. พื้นด้านในยุบหรือรองรับแรงกระแทกได้น้อยลง

แผ่นรองเท้าและพื้นชั้นกลางมีหน้าที่ช่วยรองรับน้ำหนักและลดแรงกระแทก หากสวมแล้วรู้สึกว่าพื้นแข็งกว่าเดิม เท้าสัมผัสพื้นมากขึ้น หรือปวดเมื่อยเร็วกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าวัสดุรองรับแรงกระแทกเริ่มเสื่อม

ในบางกรณีสามารถเปลี่ยนแผ่นรองด้านในได้ แต่ต้องตรวจสอบพื้นชั้นกลางและโครงสร้างรองเท้าด้วย หากส่วนอื่นเสื่อมร่วมกัน ควรเปลี่ยนรองเท้าทั้งคู่


9. รองเท้าไม่กระชับเหมือนเดิม

รองเท้าเซฟตี้ที่หลวมเกินไปอาจทำให้เท้าเลื่อนไปมา เกิดการเสียดสี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสะดุด ส่วนรองเท้าที่คับหรือบีบรัดอาจทำให้ชา เจ็บนิ้วเท้า และเดินไม่มั่นคง

หากเชือก สายรัด ซิป หรือส่วนล็อกเสียหายจนไม่สามารถยึดเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ ควรซ่อมหรือเปลี่ยนรองเท้าใหม่ตามระดับความเสียหาย


10. มีกลิ่นอับ เชื้อรา หรือความชื้นสะสมรุนแรง

กลิ่นรองเท้าเพียงอย่างเดียวอาจแก้ได้ด้วยการทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง แต่หากภายในมีเชื้อรา วัสดุเปื่อย หรือความชื้นสะสมจนไม่สามารถทำให้แห้งได้ อาจส่งผลต่อสุขอนามัยของเท้าและทำให้วัสดุเสื่อมเร็วขึ้น

รองเท้าที่สัมผัสสารเคมี น้ำเสีย หรือสารปนเปื้อนอันตรายควรปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสถานที่ทำงาน และไม่ควรนำกลับมาใช้หากไม่สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนได้อย่างเหมาะสม


ตารางเช็กสัญญาณรองเท้าเซฟตี้เสื่อม

จุดที่ตรวจสอบสัญญาณที่พบระดับความเสี่ยงคำแนะนำ
ดอกยางดอกยางตื้น เรียบ หรือสึกไม่เท่ากันสูงเปลี่ยนเมื่อการยึดเกาะลดลง
พื้นรองเท้าแตก มีรู หรือถูกของแหลมแทงสูงมากหยุดใช้งานทันที
หัวนิรภัยบุบ แตก หรือเคยถูกของหนักกระแทกสูงมากแยกออกจากการใช้งานและเปลี่ยนใหม่
แผ่นกันทะลุถูกตะปูหรือของมีคมแทงสูงมากไม่ควรอุดแล้วใช้ต่อในพื้นที่เสี่ยง
ตัวรองเท้าฉีกขาด ตะเข็บหลุด วัสดุเปื่อยปานกลางถึงสูงประเมินตำแหน่งและความลึกของรอยขาด
พื้นกับตัวรองเท้าเริ่มอ้า แยก หรือหลุดสูงควรเปลี่ยนก่อนพื้นหลุดขณะเดิน
พื้นด้านในยุบ แข็ง หรือรองรับแรงกระแทกได้น้อยปานกลางเปลี่ยนแผ่นรองหรือเปลี่ยนทั้งคู่
รูปทรงรองเท้าบิด เอียง หรือส้นยุบสูงเปลี่ยนเพื่อป้องกันการลงน้ำหนักผิด
ระบบล็อกเชือก สายรัด หรือซิปเสียปานกลางซ่อมเมื่อทำได้อย่างมั่นคง
ภายในรองเท้าเชื้อรา กลิ่นรุนแรง หรือปนเปื้อนสารเคมีปานกลางถึงสูงทำความสะอาดหรือเปลี่ยนตามความรุนแรง

รองเท้าเซฟตี้แบบไหนเสื่อมเร็วกว่า?

อายุการใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาหรือแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ารองเท้าถูกเลือกให้เหมาะกับสภาพงานหรือไม่

ลักษณะการใช้งานความเสี่ยงที่รองเท้าเสื่อมเร็วจุดที่ควรตรวจบ่อย
งานก่อสร้างเศษเหล็ก ตะปู พื้นหยาบ ของตกหล่นพื้น หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ
งานโรงงานน้ำมัน ความร้อน เครื่องจักรพื้นกันลื่น รอยแตกร้าว ตัวรองเท้า
งานคลังสินค้าเดินและยืนเป็นเวลานานดอกยาง พื้นรองรับแรงกระแทก ส้นรองเท้า
งานกลางแจ้งแดด ฝน โคลน และความชื้นรอยแยก ตะเข็บ และวัสดุด้านบน
งานสารเคมีการกัดกร่อนและการปนเปื้อนพื้น ตัวรองเท้า และซีลรอยต่อ
งานไฟฟ้าหรือ ESDคุณสมบัติเฉพาะทางของรองเท้าสภาพพื้น ความสะอาด และข้อกำหนดของพื้นที่

รองเท้าที่ไม่เหมาะกับลักษณะงานอาจเสื่อมเร็วและไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ตรงตามที่ต้องการ เช่น ใช้รองเท้าพื้นทั่วไปในบริเวณที่มีน้ำมัน หรือใช้รองเท้าที่ไม่มีแผ่นกันทะลุในพื้นที่ที่มีเศษโลหะและตะปู


รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่

ควรตรวจรองเท้าเซฟตี้บ่อยแค่ไหน?

ผู้ใช้งานควรตรวจรองเท้าแบบรวดเร็วก่อนเริ่มงานทุกครั้ง โดยเฉพาะพื้นรองเท้า หัวรองเท้า รอยแตก และระบบล็อก

นอกจากนี้ ควรมีการตรวจแบบละเอียดเป็นระยะตามระดับความเสี่ยงของงาน เช่น ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน โดยหัวหน้างานหรือผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยอาจกำหนดแบบฟอร์มตรวจสอบให้เหมาะกับสถานประกอบการ

Checklist ก่อนสวมรองเท้าเซฟตี้

  1. พลิกรองเท้าดูว่าดอกยางยังชัดหรือไม่
  2. ตรวจหารอยแตก รู หรือเศษวัสดุที่ฝังอยู่ในพื้น
  3. กดและสังเกตบริเวณหัวรองเท้าว่ามีการบุบหรือเสียรูปหรือไม่
  4. ตรวจว่าพื้นรองเท้ายังติดกับตัวรองเท้าแน่น
  5. ตรวจเชือก สายรัด ซิป และตะเข็บ
  6. สวมแล้วลองเดินเพื่อเช็กความกระชับ
  7. สังเกตอาการลื่น เจ็บ บีบ หรือเสียสมดุลผิดปกติ

หากพบความผิดปกติในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน ควรแยกรองเท้าออกจากการใช้งานจนกว่าจะตรวจสอบได้ว่าปลอดภัย


รองเท้ายังไม่ขาด จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่?

จำเป็นในบางกรณี เพราะรองเท้าอาจเสื่อมจากภายในโดยที่ภายนอกยังไม่ฉีกขาด ตัวอย่างเช่น หัวนิรภัยเสียรูปจากแรงกระแทก พื้นชั้นกลางยุบตัว หรือแผ่นกันทะลุได้รับความเสียหาย

ดังนั้น ไม่ควรใช้เกณฑ์ว่า “ยังใส่ได้” หรือ “ยังไม่ขาด” เป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาว่ารองเท้ายังสามารถทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์นิรภัยได้หรือไม่


รองเท้าชำรุดควรซ่อมหรือเปลี่ยนใหม่?

การซ่อมสามารถทำได้ในส่วนที่ไม่กระทบต่อโครงสร้างความปลอดภัย เช่น เปลี่ยนเชือกรองเท้า แผ่นรองด้านใน หรือซ่อมตะเข็บขนาดเล็กโดยผู้เชี่ยวชาญ

แต่ไม่ควรซ่อมเพื่อใช้งานต่อในกรณีต่อไปนี้

  • หัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิตเสียหาย
  • แผ่นกันทะลุถูกแทงหรือเสียรูป
  • พื้นรองเท้าแตกลึก
  • พื้นแยกออกจากตัวรองเท้าหลายตำแหน่ง
  • รองเท้าเสียรูปอย่างชัดเจน
  • วัสดุเสื่อมจากสารเคมีหรือความร้อน
  • ไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณสมบัติด้านความปลอดภัยยังคงอยู่

การติดกาวหรือปะพื้นอาจทำให้รองเท้าดูเหมือนกลับมาใช้งานได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยจะกลับมาเหมือนเดิม


วิธีช่วยยืดอายุรองเท้าเซฟตี้

ทำความสะอาดตามชนิดวัสดุ

เช็ดฝุ่น โคลน น้ำมัน และสิ่งสกปรกหลังใช้งาน ไม่ควรใช้สารทำความสะอาดที่รุนแรงโดยไม่ตรวจสอบคำแนะนำของผู้ผลิต เพราะอาจทำให้หนัง กาว หรือพื้นรองเท้าเสื่อมเร็วขึ้น

ผึ่งให้แห้งในที่อากาศถ่ายเท

หากรองเท้าเปียก ควรถอดแผ่นรองด้านในและผึ่งให้แห้งตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ไดร์ร้อน วางใกล้เครื่องจักร หรือผึ่งแดดจัด เพราะความร้อนอาจทำให้กาวและวัสดุเสียรูป

สลับรองเท้าเมื่อใช้งานหนัก

ผู้ที่สวมรองเท้าเซฟตี้ทุกวันอาจเตรียมรองเท้าสำรองเพื่อสลับใช้งาน ช่วยให้ความชื้นระเหยและวัสดุรองรับแรงกระแทกมีเวลาคืนตัว

เลือกให้ตรงกับสภาพงาน

ควรเลือกรองเท้าที่มีคุณสมบัติเหมาะกับความเสี่ยง เช่น พื้นกันลื่น แผ่นกันทะลุ คุณสมบัติกันน้ำมัน หรือการป้องกันไฟฟ้าสถิตตามประเภทงาน

ใช้รองเท้าให้ถูกวัตถุประสงค์

ไม่ควรเหยียบส้น ใช้รองเท้าเตะสิ่งของ หรือใช้ปลายรองเท้าแทนเครื่องมือ เพราะอาจทำให้โครงสร้างและหัวนิรภัยเสียหายก่อนเวลา


สรุป: ไม่ควรรอให้รองเท้าเซฟตี้พังก่อนค่อยเปลี่ยน

รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยเริ่มเสื่อม เช่น พื้นสึก พื้นแตก หัวนิรภัยเสียรูป แผ่นกันทะลุเสียหาย หรือรองเท้าไม่สามารถยึดเท้าได้อย่างมั่นคง

แม้รองเท้าจะยังดูใหม่จากภายนอก แต่หากเคยได้รับแรงกระแทกรุนแรง ถูกของแหลมแทง หรือสัมผัสสารเคมีจนวัสดุเสื่อม ก็ควรหยุดใช้งานและประเมินสภาพทันที

การตรวจรองเท้าก่อนเริ่มงานใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่น สะดุด ของมีคม และของหนักตกใส่เท้าได้อย่างมาก การเปลี่ยนรองเท้าให้ทันเวลาจึงไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความปลอดภัยในการทำงาน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้

1. รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนทุกกี่เดือน?

ไม่มีระยะเวลาที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความถี่ในการสวมใส่ สภาพพื้นที่ทำงาน และการดูแลรักษา ควรพิจารณาจากสภาพพื้น หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ และโครงสร้างรองเท้าเป็นหลัก

2. รองเท้าเซฟตี้พื้นสึกเล็กน้อยยังใช้ได้ไหม?

อาจใช้ได้หากดอกยางยังมีความลึกเพียงพอและไม่รู้สึกลื่น แต่ควรติดตามการสึกอย่างใกล้ชิด หากดอกยางเรียบหรือสึกไม่เท่ากันจนเสียสมดุล ควรเปลี่ยนใหม่

3. รองเท้าหัวเหล็กถูกของหนักตกใส่ แต่ไม่บุบ ใช้ต่อได้หรือไม่?

ไม่ควรตัดสินจากภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะหัวเหล็กหรือโครงสร้างภายในอาจเสียรูปได้ หากได้รับแรงกระแทกรุนแรงควรแยกออกจากการใช้งานและเปลี่ยนใหม่เมื่อไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยได้

4. พื้นรองเท้าเซฟตี้อ้า สามารถติดกาวใช้ต่อได้ไหม?

การติดกาวอาจเหมาะกับความเสียหายเล็กน้อยในรองเท้าทั่วไป แต่สำหรับรองเท้านิรภัยต้องพิจารณาว่ารอยแยกกระทบต่อโครงสร้างหรือไม่ หากพื้นแยกหลายตำแหน่งหรือมีความเสี่ยงหลุดขณะเดิน ควรเปลี่ยนใหม่

5. เปลี่ยนเฉพาะแผ่นรองด้านในได้ไหม?

ได้ หากปัญหาเกิดจากแผ่นรองด้านในยุบหรือชำรุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกแผ่นรองที่มีขนาดเหมาะสมและไม่ทำให้รองเท้าคับเกินไป พร้อมตรวจสอบว่าพื้นชั้นกลางยังไม่เสื่อม

6. รองเท้าเซฟตี้มีกลิ่นแรงต้องเปลี่ยนหรือไม่?

หากเป็นเพียงกลิ่นอับ อาจทำความสะอาดและผึ่งให้แห้งได้ แต่ถ้ามีเชื้อรา วัสดุเปื่อย หรือการปนเปื้อนจากสารเคมีที่ทำความสะอาดไม่ได้ ควรเปลี่ยนรองเท้าใหม่

7. รองเท้าเซฟตี้ที่ไม่ได้ใช้นานยังนำกลับมาใช้ได้หรือไม่?

ควรตรวจสอบก่อนใช้งาน เพราะวัสดุบางชนิดสามารถเสื่อมได้แม้ไม่ได้สวมใส่ โดยเฉพาะพื้นรองเท้า กาว และวัสดุสังเคราะห์ หากพบว่าพื้นแข็ง แตก หรือหลุดล่อน ไม่ควรนำกลับมาใช้ในงานเสี่ยง

8. ควรตรวจรองเท้านิรภัยส่วนไหนเป็นพิเศษ?

ควรตรวจดอกยาง รอยแตก พื้นรองเท้า หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ ตะเข็บ ระบบล็อก และรูปทรงรองเท้า รวมถึงทดลองสวมเพื่อดูว่ายังกระชับและเดินได้มั่นคงหรือไม่


👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าหัวเหล็ก #SafetyShoes #รองเท้าเซฟตี้ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ #อายุการใช้งานรองเท้าเซฟตี้ #วิธีดูแลรองเท้าเซฟตี้ #อุปกรณ์เซฟตี้ #ความปลอดภัยในการทำงาน #PPE #งานโรงงาน #งานก่อสร้าง #งานคลังสินค้า

แชร์:

บทความเพิ่มเติม