☰

7 จุดที่ต้องเช็กก่อนซื้อรองเท้ากันไฟฟ้า EH เลือกให้ถูก ปลอดภัยกว่า

ก่อนซื้อ รองเท้ากันไฟฟ้า EH (Electrical Hazard) ไม่ควรดูแค่คำว่า “กันไฟฟ้า” บนกล่อง แต่ควรตรวจอย่างน้อย 7 เรื่อง ได้แก่ มาตรฐานที่รองเท้าระบุ, ประเภทงานและความเสี่ยง, สภาพพื้นและความชื้น, โครงสร้างพื้นรองเท้า, หัวนิรภัย, คุณสมบัติเสริม และความพอดีในการสวมใส่

ก่อนซื้อรองเท้ากันไฟฟ้า EH ต้องดูอะไร?

ก่อนซื้อ รองเท้ากันไฟฟ้า EH (Electrical Hazard) ไม่ควรดูแค่คำว่า “กันไฟฟ้า” บนกล่อง แต่ควรตรวจอย่างน้อย 7 เรื่อง ได้แก่ มาตรฐานที่รองเท้าระบุ, ประเภทงานและความเสี่ยง, สภาพพื้นและความชื้น, โครงสร้างพื้นรองเท้า, หัวนิรภัย, คุณสมบัติเสริม และความพอดีในการสวมใส่

ที่สำคัญ รองเท้า EH เป็น การป้องกันเสริม สำหรับความเสี่ยงทางไฟฟ้า ไม่ควรใช้แทนอุปกรณ์ป้องกันหลักหรือขั้นตอน Lockout/Tagout และไม่ควรตีความว่าใส่รองเท้า EH แล้วสามารถสัมผัสวงจรไฟฟ้าที่มีพลังงานได้อย่างปลอดภัย OSHA ระบุว่า footwear สำหรับ Electrical Hazard/Dielectric เป็นรูปแบบการป้องกันเสริมเมื่อมีความเสี่ยงทางไฟฟ้า ไม่ใช่สิ่งทดแทนมาตรการป้องกันหลัก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน


รองเท้า EH คืออะไร?

EH ย่อมาจาก Electrical Hazard

เป็นคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าที่อาจผ่านจากพื้นเข้าสู่ผู้สวมใส่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

มาตรฐาน ASTM F2413-24 ซึ่งเป็นฉบับ Active ปัจจุบัน ครอบคลุมข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพของรองเท้านิรภัยหลายประเภท รวมถึง electric shock resistance และคุณสมบัติด้านฉนวนไฟฟ้า ขณะที่ ASTM F2412-24 เป็นมาตรฐานวิธีทดสอบและระบุ EH เป็นหนึ่งในประเภทการทดสอบของรองเท้าป้องกัน ASTM Store

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า

EH ไม่ได้แปลว่า “รองเท้าที่ทำให้ไฟฟ้าไม่สามารถทำอันตรายได้ทุกสถานการณ์”

ประสิทธิภาพยังขึ้นอยู่กับสภาพรองเท้า พื้น ความชื้น การปนเปื้อน และลักษณะการสัมผัสไฟฟ้าจริง


1. เช็กก่อนว่ารองเท้ามีมาตรฐาน EH จริงหรือไม่

จุดแรกและสำคัญที่สุดคือ อย่าดูเฉพาะข้อความโฆษณา

คำว่า

  • กันไฟ
  • กันไฟฟ้า
  • Electrical Safety
  • Electric Protection

ไม่ได้มีความหมายเท่ากับการระบุว่าเป็น EH ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

ควรตรวจสอบบน

  • Label ภายในรองเท้า
  • Specification
  • Technical Data Sheet
  • Certificate
  • Test Report
  • เอกสารจากผู้ผลิต

หากอ้าง ASTM ควรตรวจสอบให้ชัดว่ารองเท้ารุ่นนั้นผ่านข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น EH, Impact, Compression หรือคุณสมบัติเพิ่มเติมอื่น ๆ

ASTM เองระบุว่า F2413 เป็นมาตรฐานที่กำหนดขั้นต่ำด้านการออกแบบ ประสิทธิภาพ การทดสอบ และการจำแนกรองเท้านิรภัย ไม่ใช่เพียงชื่อทางการตลาด ASTM Store


2. เช็กว่า EH ตรงกับ “ความเสี่ยงของงาน” หรือไม่

ก่อนซื้อควรถามก่อนว่า

ผู้สวมใส่ทำงานอะไร?

เช่น

  • ช่างไฟฟ้า
  • ช่างซ่อมบำรุง
  • Maintenance
  • ช่างเครื่องจักร
  • Technician
  • พนักงานโรงงาน
  • ผู้ปฏิบัติงานใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า

เพราะงานแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงไม่เหมือนกัน

หากเป็นงานที่มีการทำงานกับระบบไฟฟ้าโดยตรง ต้องมีการทำ Hazard Assessment และเลือก PPE หลายชนิดร่วมกัน ไม่ควรเลือกรองเท้าจาก EH อย่างเดียว

OSHA ระบุว่าการเลือกรองเท้าป้องกันควรสัมพันธ์กับอันตรายในงาน เช่น แรงกระแทก การบีบอัด วัตถุแหลม และความเสี่ยงทางไฟฟ้า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน


3. เช็กสภาพพื้นว่าแห้งหรือมีน้ำและความชื้น

นี่คือจุดที่คนมักมองข้าม

ประสิทธิภาพด้าน Electrical Hazard ไม่ควรถูกตีความแยกจากสภาพแวดล้อม

รองเท้าที่ทำงานได้ตามเงื่อนไขการทดสอบ ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลเหมือนเดิมเมื่อต้องใช้งานใน

  • น้ำขัง
  • พื้นเปียก
  • โคลน
  • น้ำมัน
  • สารเคมี
  • พื้นรองเท้าที่สึกหรือแตก

OSHA อธิบายรองเท้า Electrical Hazard ในบริบทของการป้องกัน ภายใต้สภาวะแห้ง และระบุว่าเป็นเพียง secondary protection กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ดังนั้นถ้าพื้นที่ทำงานเปียกเป็นประจำ ต้องทำ Risk Assessment เพิ่ม ไม่ควรถือว่า EH อย่างเดียวเพียงพอ


4. เช็กพื้นรองเท้าและสภาพพื้นก่อนซื้อ

รองเท้า EH ต้องอาศัยโครงสร้างของรองเท้าทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงวัสดุชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

สิ่งที่ควรตรวจสอบ เช่น

  • Outsole
  • Midsole
  • Insole
  • การเชื่อมต่อระหว่างพื้นกับ Upper
  • รอยแตกร้าว
  • การสึกของพื้น
  • สิ่งแปลกปลอมที่ฝังอยู่

โดยเฉพาะตะปู เศษโลหะ หรือวัสดุนำไฟฟ้าที่แทงผ่านพื้นรองเท้า อาจทำให้สภาพการป้องกันต่างจากรองเท้าที่สมบูรณ์

ASTM ระบุด้วยว่า การเปลี่ยนส่วนประกอบเดิม เช่น footbed/insole หรือการทำพื้นรองเท้าใหม่ อาจทำให้รองเท้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเดิมของมาตรฐานได้ ASTM Store

ดังนั้นหากรองเท้าได้รับการรับรองมาแล้ว ไม่ควรดัดแปลงโดยไม่มีข้อมูลจากผู้ผลิต


5. เช็กหัวรองเท้าว่าต้องการ Steel Toe หรือ Composite Toe

หลายคนเข้าใจว่า

รองเท้า EH ต้องไม่มีโลหะ

จริง ๆ แล้วไม่ควรสรุปแบบนั้น

EH เป็นคุณสมบัติของรองเท้าทั้งระบบ และรองเท้านิรภัยที่ผ่านข้อกำหนด EH อาจมีโครงสร้างแตกต่างกันตามรุ่น

ถ้างานมีความเสี่ยงจาก

  • ของตก
  • ของหนัก
  • เครื่องมือ
  • พาเลท
  • ชิ้นงาน
  • วัสดุกลิ้งทับ

ควรพิจารณาหัวนิรภัยร่วมด้วย

หัวรองเท้าจุดเด่นทั่วไปควรพิจารณา
Steel Toeแข็งแรง นิยมในงานอุตสาหกรรมน้ำหนักและลักษณะงาน
Composite Toeไม่มีหัวเหล็ก น้ำหนักอาจเบากว่าต้องตรวจระดับการป้องกันของรุ่น
ไม่มี Safety Toeเบากว่าในบางรุ่นไม่เหมาะหากมีความเสี่ยงของตก

หัวรองเท้าที่เลือกควรผ่านมาตรฐานการป้องกันตามความเสี่ยงของงาน ไม่ควรตัดสินจากวัสดุอย่างเดียว


6. เช็กคุณสมบัติอื่นด้วย อย่าดู EH อย่างเดียว

คนที่ทำงานใกล้ระบบไฟฟ้าไม่ได้มีความเสี่ยงจากไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

อาจต้องเจอทั้ง

พื้นลื่น + ของตก + ของแหลม + น้ำมัน + การเดินหลายชั่วโมง

ดังนั้นก่อนซื้อควรดูคุณสมบัติอื่นควบคู่ไปด้วย

ความเสี่ยงคุณสมบัติที่ควรพิจารณา
ไฟฟ้าEH
ของตกกระแทกSafety Toe
ของแหลมแทงพื้นPuncture Resistance
พื้นลื่นSlip Resistance
น้ำมันOutsole ที่เหมาะกับสภาพงาน
เดินนานCushioning / น้ำหนัก / Fit
ของตกบริเวณหลังเท้าMetatarsal Protection ตามความเสี่ยง

ASTM F2413-24 ครอบคลุมคุณสมบัติหลายประเภท เช่น impact, compression, metatarsal, electrical, static dissipative และ puncture resistance ทำให้การเลือกรองเท้าควรมองตามอันตรายหลายด้าน ไม่ใช่ EH อย่างเดียว ASTM Store


จุดที่ต้องเช็กก่อนซื้อรองเท้ากันไฟฟ้า

7. เช็กความพอดีและสภาพรองเท้าก่อนใช้งานทุกครั้ง

รองเท้าที่มาตรฐานดีแค่ไหน แต่ใส่ไม่พอดี ก็อาจทำให้การทำงานลำบาก

ควรทดลองดู

หน้าเท้า

ไม่ควรถูกบีบจนเจ็บ โดยเฉพาะหากมี Safety Toe

ส้นเท้า

ไม่ควรหลุดขึ้นลงมากเกินไป

ปลายเท้า

ควรมีระยะขยับนิ้วได้อย่างเหมาะสม

น้ำหนักรองเท้า

หากต้องเดินทั้งวัน น้ำหนักส่งผลต่อความล้าอย่างชัดเจน

พื้นรองเท้า

ควรตรวจสภาพก่อนใช้งานเป็นประจำ หากพบรอยแตก การสึกมาก หรือความเสียหายผิดปกติ ควรหยุดใช้และประเมินรองเท้าคู่นั้นใหม่


สรุป 7 จุดก่อนซื้อรองเท้า EH

จุดที่ต้องเช็กคำถามที่ควรถาม
1. มาตรฐานรุ่นนี้ระบุ EH ตามมาตรฐานใด?
2. ประเภทงานความเสี่ยงทางไฟฟ้าในงานคืออะไร?
3. สภาพพื้นที่แห้ง เปียก มีน้ำมัน หรือสารเคมี?
4. พื้นรองเท้าโครงสร้างเหมาะสมและสมบูรณ์หรือไม่?
5. หัวนิรภัยต้องป้องกันของตกหรือไม่?
6. คุณสมบัติเสริมต้องกันลื่น กันทะลุ หรือป้องกันอื่นหรือไม่?
7. ความพอดีใส่เดินและยืนตลอดวันได้หรือไม่?

EH กับ ESD เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน และไม่ควรใช้แทนกัน

คุณสมบัติEHESD
ชื่อเต็มElectrical HazardElectrostatic Discharge
เป้าหมายหลักลดความเสี่ยงจากอันตรายทางไฟฟ้าภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดควบคุมการสะสมและระบายไฟฟ้าสถิต
งานที่พบงานไฟฟ้า / MaintenanceElectronics / Semiconductor / EPA
หลักการเพิ่มการต้านการไหลของกระแสผ่านรองเท้าทำให้ประจุไฟฟ้าสถิตสามารถระบายอย่างควบคุมได้
ใช้แทนกันได้หรือไม่ไม่ได้ไม่ได้

ASTM แยก EH และ Static Dissipative (SD) ออกจากกันเป็นคนละคุณสมบัติอย่างชัดเจน ASTM Store

ดังนั้นการเห็นคำว่า ESD, SD, Antistatic หรือ EH บนรองเท้า ไม่ควรตีความว่าเหมือนกัน


ค่าแรงดันทดสอบสูง แปลว่าใช้ทำงานกับแรงดันนั้นได้หรือไม่?

ไม่ควรตีความแบบนั้น

ค่าที่ใช้ในห้องปฏิบัติการเป็น เงื่อนไขสำหรับการทดสอบมาตรฐาน ไม่ใช่การรับรองว่าผู้สวมใส่สามารถสัมผัสวงจรที่มีแรงดันระดับเดียวกับค่าทดสอบได้อย่างปลอดภัย

ASTM เองระบุว่าการทดสอบแบบควบคุมในห้องปฏิบัติการไม่ควรถูกถือว่าเป็นการกำหนดระดับการป้องกันสำหรับทุกสถานการณ์จริง ASTM Store

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการซื้อรองเท้า EH จึงควรพิจารณาร่วมกับ

Risk Assessment + Electrical PPE + Safe Work Procedure + Isolation/LOTO


รองเท้า EH ใช้แทนรองเท้าฉนวนไฟฟ้าเฉพาะทางได้ไหม?

ไม่ควรเหมารวมว่าใช้แทนกันได้

รองเท้า Safety ที่มี EH และอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าแบบ Dielectric สำหรับงานเฉพาะอาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

หากเป็นงานที่มีความเสี่ยงทางไฟฟ้าสูง เช่น การทำงานกับระบบที่ยังมีพลังงาน ควรให้นายจ้างหรือผู้รับผิดชอบด้าน Electrical Safety กำหนด PPE จาก Hazard Assessment โดยตรง

รองเท้า EH ควรถูกมองเป็น หนึ่งชั้นของการป้องกัน ไม่ใช่เกราะหลักของผู้ปฏิบัติงาน


ใครบ้างที่ควรพิจารณารองเท้า EH?

รองเท้า EH อาจเหมาะกับผู้ปฏิบัติงานที่ Hazard Assessment ระบุว่ามีความเสี่ยงทางไฟฟ้า เช่น

  • ช่างไฟฟ้า
  • Maintenance Technician
  • วิศวกรหน้างาน
  • ช่างซ่อมเครื่องจักร
  • Facility Technician
  • พนักงานโรงงานที่ปฏิบัติงานใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า

แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนในตำแหน่งเหล่านี้ต้องใช้รองเท้าแบบเดียวกันทั้งหมด เพราะสภาพงานจริงต่างกัน


วิธีเลือกรองเท้ากันไฟฟ้า EH ให้เหมาะกับงาน

ขั้นตอนที่ 1: ทำ Hazard Assessment

ระบุความเสี่ยงจากไฟฟ้า ของตก ของแหลม พื้นลื่น และสภาพแวดล้อมก่อนเลือกรองเท้า

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบมาตรฐาน

ดู Label, Specification และเอกสารของผู้ผลิตว่ารองเท้ามีคุณสมบัติ EH ตามมาตรฐานที่องค์กรกำหนดหรือไม่

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบพื้นที่ใช้งาน

ดูว่าพื้นแห้ง เปียก มีน้ำมัน สารเคมี หรือสิ่งปนเปื้อนหรือไม่

ขั้นตอนที่ 4: เลือกคุณสมบัติป้องกันเพิ่มเติม

พิจารณาหัวนิรภัย กันทะลุ กันลื่น และคุณสมบัติอื่นตามความเสี่ยงจริง

ขั้นตอนที่ 5: ทดลองสวม

ตรวจความกระชับ หน้าเท้า ส้นเท้า น้ำหนัก และความสบายเมื่อต้องเดินหรือยืนต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่ 6: ตรวจเอกสารก่อนจัดซื้อจำนวนมาก

สำหรับองค์กรควรตรวจ Model, Standard, Test Report และ Specification ให้ตรงกับสินค้าจริงก่อนอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 7: ตรวจสภาพก่อนใช้งาน

ตรวจพื้นรองเท้า รอยแตก การสึก และความเสียหายเป็นประจำ พร้อมเปลี่ยนรองเท้าเมื่อสภาพไม่เหมาะกับการใช้งานต่อ


สรุป: ซื้อรองเท้า EH อย่าดูแค่คำว่า “กันไฟฟ้า”

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการซื้อ รองเท้ากันไฟฟ้า EH คือการเลือกรองเท้าจากความเสี่ยงจริงของงาน

เริ่มจากตรวจว่า มีมาตรฐาน EH จริงหรือไม่ จากนั้นดูสภาพพื้นที่ พื้นรองเท้า Safety Toe คุณสมบัติด้านอื่น และความพอดีในการใช้งาน

และต้องจำไว้ว่า EH เป็น การป้องกันเสริม ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้การทำงานกับไฟฟ้าที่มีพลังงานกลายเป็นงานที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ

สำหรับองค์กร การเลือกจาก Specification และ Hazard Assessment จะน่าเชื่อถือกว่าการเลือกจากคำโฆษณาหรือค่าแรงดันทดสอบเพียงตัวเลขเดียว


FAQ: รองเท้ากันไฟฟ้า EH

รองเท้า EH คืออะไร?

รองเท้า EH หรือ Electrical Hazard Footwear คือรองเท้าที่ออกแบบให้มีคุณสมบัติลดความเสี่ยงจากอันตรายทางไฟฟ้าภายใต้เงื่อนไขที่มาตรฐานกำหนด โดยควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัย ไม่ใช่การป้องกันเพียงอย่างเดียว

รองเท้า EH ป้องกันไฟดูดได้ 100% หรือไม่?

ไม่ได้ รองเท้า EH เป็นการป้องกันเสริมและประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับสภาพรองเท้า พื้น ความชื้น และสถานการณ์จริง ต้องใช้มาตรการ Electrical Safety อื่นร่วมด้วย

รองเท้า EH กับ ESD ต่างกันอย่างไร?

EH เน้นลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้า ส่วน ESD เน้นควบคุมการสะสมและระบายประจุไฟฟ้าสถิต ทั้งสองแบบมีวัตถุประสงค์ต่างกันและไม่ควรใช้แทนกัน

รองเท้า EH ใส่บนพื้นเปียกได้หรือไม่?

ไม่ควรสรุปว่า EH ให้การป้องกันเท่าเดิมบนพื้นเปียก เพราะความชื้นและสิ่งปนเปื้อนมีผลต่อสภาพการป้องกัน ควรประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ก่อนทำงาน

รองเท้า EH ต้องเป็นหัว Composite เท่านั้นหรือไม่?

ไม่จำเป็น ควรตรวจสอบการรับรองของรองเท้าทั้งรุ่นและเลือกชนิดหัวนิรภัยตามความเสี่ยงของงาน ไม่ควรตัดสินคุณสมบัติ EH จากวัสดุหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว

ค่าแรงดันทดสอบของรองเท้า EH คือแรงดันที่สามารถทำงานได้หรือไม่?

ไม่ควรนำค่าทดสอบในห้องปฏิบัติการไปตีความเป็นแรงดันใช้งานที่ปลอดภัยโดยตรง ต้องยึด Electrical Safety Program และ Hazard Assessment ของสถานที่ทำงาน

พื้นรองเท้า EH สึกแล้วยังใช้ได้ไหม?

หากพื้นสึกมาก แตก ถูกเจาะ หรือมีความเสียหาย ควรหยุดใช้และตรวจสอบตามคำแนะนำผู้ผลิต เพราะสภาพของรองเท้ามีผลต่อคุณสมบัติการป้องกัน

ซื้อรองเท้า EH สำหรับพนักงานจำนวนมากควรขอเอกสารอะไร?

ควรขอ Specification, Model, มาตรฐานที่อ้างอิง และเอกสารผลการทดสอบหรือ Certificate ที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจว่าข้อมูลตรงกับสินค้ารุ่นที่จะจัดซื้อจริง

👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้ากันไฟฟ้า ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้ากันไฟฟ้า #รองเท้าEH #รองเท้าเซฟตี้EH #รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าช่างไฟ #ElectricalHazard #EHShoes #SafetyShoes #รองเท้าSafety #อุปกรณ์เซฟตี้ #PPE #ความปลอดภัยในการทำงาน #จุดที่ต้องเช็กก่อนซื้อรองเท้ากันไฟฟ้า

แชร์:

บทความเพิ่มเติม