คำว่า รองเท้ากันไฟฟ้า กับ รองเท้ากันไฟฟ้าสถิต ฟังดูคล้ายกันจนหลายคนเข้าใจว่าเป็นรองเท้าประเภทเดียวกัน แต่ความจริงแล้วรองเท้าทั้งสองแบบมีหน้าที่เกือบตรงข้ามกัน
รองเท้าสำหรับอันตรายจากไฟฟ้าหรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้า เน้นลดโอกาสที่กระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายจะไหลผ่านร่างกายลงสู่พื้น ส่วนรองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตและรองเท้า ESD ถูกออกแบบให้ประจุไฟฟ้าที่สะสมอยู่บนร่างกายสามารถระบายลงสู่พื้นอย่างควบคุมได้
เพราะฉะนั้น รองเท้าที่เหมาะกับช่างไฟอาจไม่ใช่รองเท้าที่เหมาะกับโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรองเท้า ESD ก็ไม่ควรถูกนำไปใช้แทนรองเท้าสำหรับป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าแรงดันสายส่ง
รองเท้ากันไฟฟ้ากับรองเท้ากันไฟฟ้าสถิตต่างกันยังไง
รองเท้ากันไฟฟ้า หรือรองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า เน้นเพิ่มความต้านทานระหว่างร่างกายกับพื้น เพื่อลดการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านผู้สวมใส่เมื่อเกิดการสัมผัสแหล่งจ่ายไฟโดยไม่ตั้งใจ โดยต้องเลือกตามมาตรฐานและระดับแรงดันที่กำหนด
ส่วน รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตย์ และ รองเท้า ESD มีหน้าที่ควบคุมหรือระบายประจุไฟฟ้าสถิตออกจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดประกายไฟหรือป้องกันความเสียหายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อประจุไฟฟ้า มาตรฐาน IEC 61340-4-3 ระบุวิธีทดสอบความต้านทานไฟฟ้าของรองเท้าที่ใช้ควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิตบนร่างกาย และระบุชัดว่ารองเท้าฉนวนไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในขอบเขตเดียวกัน
กล่าวให้ง่ายที่สุดคือ
- รองเท้าป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า: พยายามขวางกระแสไฟจากภายนอก
- รองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตหรือ ESD: ช่วยระบายประจุที่สะสมบนตัวผู้สวมใส่
รองเท้าทั้งสองแบบจึงไม่สามารถใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ ต้องเลือกจากการประเมินความเสี่ยงและมาตรฐานที่หน้างานกำหนด

รองเท้ากันไฟฟ้าคืออะไร
คำว่า “รองเท้ากันไฟฟ้า” เป็นคำเรียกทั่วไปที่อาจหมายถึงรองเท้ามากกว่าหนึ่งประเภท จึงควรตรวจสอบรายละเอียดบนฉลากหรือเอกสารรับรอง ไม่ควรพิจารณาจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว
ในทางปฏิบัติ มักหมายถึงรองเท้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อไปนี้
1. รองเท้า Electrical Hazard หรือ EH
รองเท้า EH เป็นรองเท้าที่ออกแบบให้มีคุณสมบัติลดการนำกระแสไฟฟ้าผ่านพื้นรองเท้าภายใต้เงื่อนไขการทดสอบตามมาตรฐานที่กำหนด
รองเท้าประเภทนี้มักถูกใช้เป็นการป้องกันเสริมในงานที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสวงจรไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ แต่ไม่ควรถือว่าเป็นอุปกรณ์ป้องกันหลักเพียงอย่างเดียว
OSHA อธิบายว่ารองเท้าป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าหรือรองเท้าไดอิเล็กทริกเป็นการป้องกันเสริม ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานยืนบนพื้นและอาจสัมผัสความต่างศักย์ หรือเมื่ออุปกรณ์หลัก เช่น ถุงมือและแผ่นฉนวน ยังป้องกันได้ไม่ครบถ้วน
2. รองเท้าฉนวนไฟฟ้าหรือ Dielectric Footwear
รองเท้าฉนวนไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะทางสำหรับงานที่มีความเสี่ยงทางไฟฟ้า โดยมักเป็นรองเท้าบูทหรือรองเท้าครอบที่ผลิตจากวัสดุฉนวน
การใช้งานต้องดูระดับแรงดัน มาตรฐาน วิธีตรวจสอบ และข้อกำหนดของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด รองเท้าฉนวนไฟฟ้าจึงไม่ควรถูกเหมารวมกับรองเท้าเซฟตี้พื้นยางทั่วไป
3. รองเท้าเซฟตี้ที่ไม่มีส่วนโลหะ
รองเท้า Metal Free หรือรองเท้าที่ใช้หัวคอมโพสิตและแผ่นกันทะลุแบบไม่ใช้โลหะ อาจช่วยลดส่วนประกอบที่เป็นโลหะ แต่คำว่า “ไม่มีโลหะ” ไม่ได้ยืนยันว่ารองเท้าผ่านมาตรฐาน EH หรือเป็นฉนวนไฟฟ้า
OSHA ระบุว่าหัวเหล็กไม่ได้ทำให้รองเท้าเป็นอันตรายต่อช่างไฟโดยอัตโนมัติ ตราบใดที่ส่วนโลหะไม่ได้สัมผัสเท้าและไม่ได้เปิดออกสู่ด้านนอกของรองเท้า ดังนั้น การเลือกหัวคอมโพสิตเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ารองเท้าป้องกันไฟฟ้าได้
รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตย์คืออะไร
รองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตหรือ Antistatic Footwear ถูกออกแบบให้มีค่าความต้านทานทางไฟฟ้าในช่วงที่ช่วยลดการสะสมของประจุบนร่างกาย แต่ยังคงมีความต้านทานบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงจากการนำไฟฟ้ามากเกินไป
หลักการคือ เมื่อผู้สวมใส่เดิน เสียดสีกับพื้น หรือสัมผัสวัสดุต่างชนิดกัน ร่างกายอาจเกิดการสะสมประจุไฟฟ้า รองเท้าจะช่วยสร้างเส้นทางให้ประจุระบายลงสู่พื้นอย่างควบคุมได้
รองเท้าประเภทนี้มักพบใน
- โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป
- พื้นที่ที่ต้องลดการสะสมของประจุ
- โรงงานผลิตชิ้นส่วน
- งานประกอบอุปกรณ์
- พื้นที่ที่มีไอระเหยหรือฝุ่นบางประเภทตามการประเมินความเสี่ยง
- งานที่ต้องใช้งานร่วมกับพื้นป้องกันไฟฟ้าสถิต
อย่างไรก็ตาม รองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า เพราะยังต้องยอมให้ประจุไหลผ่านลงสู่พื้นได้ในระดับที่ควบคุมไว้
รองเท้า ESD คืออะไร
ESD ย่อมาจาก Electrostatic Discharge หรือการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิตอย่างรวดเร็ว
รองเท้า ESD ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมประจุบนตัวผู้ปฏิบัติงานให้อยู่ในระดับที่ไม่สร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อประจุ เช่น แผงวงจร เซมิคอนดักเตอร์ เซนเซอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก
มาตรฐาน IEC 61340-4-3 กำหนดวิธีวัดความต้านทานของรองเท้าที่ใช้ควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิตบนตัวบุคคล ทั้งสำหรับการทดสอบรองเท้าใหม่ การยอมรับผลิตภัณฑ์ และการตรวจสอบรองเท้าระหว่างใช้งาน
รองเท้า ESD ต้องทำงานร่วมกับองค์ประกอบอื่น เช่น
- พื้นหรือแผ่นปูพื้นที่รองรับระบบ ESD
- ถุงเท้าที่ไม่ขัดขวางเส้นทางการระบายประจุ
- เครื่องแต่งกาย ESD
- สายรัดข้อมือในงานที่กำหนด
- จุดกราวด์
- ระบบตรวจวัดบุคลากร
- แผนควบคุม ESD ของโรงงาน
การใส่รองเท้า ESD บนพื้นทั่วไปที่ไม่รองรับ ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมประจุได้ตามที่ต้องการเสมอไป เพราะประสิทธิภาพต้องพิจารณาทั้งระบบ “บุคคล–รองเท้า–พื้น”
ตารางเปรียบเทียบรองเท้ากันไฟฟ้า รองเท้า Antistatic และรองเท้า ESD
| หัวข้อ | รองเท้า EH/ฉนวนไฟฟ้า | รองเท้า Antistatic | รองเท้า ESD |
|---|---|---|---|
| จุดประสงค์หลัก | ลดโอกาสที่กระแสจากแหล่งจ่ายไฟจะไหลผ่านร่างกาย | ลดการสะสมของไฟฟ้าสถิตบนร่างกาย | ควบคุมและระบายประจุเพื่อป้องกันชิ้นส่วนไวต่อ ESD |
| หลักการทำงาน | เพิ่มความเป็นฉนวนระหว่างผู้สวมใส่กับพื้น | ระบายประจุในระดับควบคุม พร้อมรักษาความต้านทานบางส่วน | สร้างเส้นทางระบายประจุที่ควบคุมได้ในระบบ ESD |
| เหมาะกับงาน | งานไฟฟ้าตามผลประเมินความเสี่ยง | โรงงานทั่วไปและพื้นที่ควบคุมประจุ | อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ห้องประกอบ |
| ป้องกันไฟดูดจากสายไฟหรือไม่ | ช่วยลดความเสี่ยงตามขอบเขตและมาตรฐานของรุ่น | ไม่ควรใช้แทนรองเท้า EH | ไม่ควรใช้แทนรองเท้า EH |
| ต้องใช้กับพื้นเฉพาะหรือไม่ | ขึ้นอยู่กับระบบป้องกันของหน้างาน | ควรใช้กับพื้นที่เหมาะสม | ต้องพิจารณาร่วมกับพื้นและระบบ ESD |
| เน้นความต้านทานสูงหรือต่ำ | ค่อนข้างสูงเพื่อขัดขวางกระแส | อยู่ในช่วงควบคุม | อยู่ในช่วงที่ระบบ ESD กำหนด |
| ใช้แทนกันได้หรือไม่ | ไม่ควร | ไม่ควร | ไม่ควร |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | ระดับการป้องกัน มาตรฐาน สภาพพื้นรองเท้า | มาตรฐาน ค่าความต้านทาน พื้นที่ใช้งาน | ผลทดสอบระบบบุคคล–รองเท้า–พื้น |
รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตย์กับรองเท้า ESD เหมือนกันหรือไม่
รองเท้าทั้งสองกลุ่มมีเป้าหมายร่วมกันคือช่วยควบคุมประจุไฟฟ้าสถิต แต่ไม่ควรถือว่าเหมือนกันทุกกรณี
คำว่า Antistatic มักใช้กับคุณสมบัติทางไฟฟ้าของรองเท้าเซฟตี้ในภาพรวม เพื่อช่วยลดการสะสมของประจุและให้การระบายในระดับหนึ่ง
ส่วนคำว่า ESD มักเกี่ยวข้องกับระบบควบคุมไฟฟ้าสถิตที่เข้มงวดกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ผลิตหรือจัดการอุปกรณ์ที่ไวต่อประจุไฟฟ้า และต้องตรวจวัดการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สวมใส่ รองเท้า และพื้น
ดังนั้น รองเท้าที่ระบุ Antistatic ไม่ควรถูกสรุปว่าเหมาะกับเขต EPA หรือพื้นที่ควบคุม ESD โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบเอกสารรับรอง ช่วงค่าความต้านทาน และข้อกำหนดของโรงงานก่อน
ทำไมรองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตจึงไม่ควรใช้แทนรองเท้ากันไฟฟ้า
รองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตต้องเปิดทางให้ประจุระบายผ่านลงสู่พื้นได้ แต่รองเท้าป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าต้องลดการไหลของกระแสจากแหล่งจ่ายไฟผ่านร่างกาย
หากนำรองเท้าที่ระบายประจุได้ดีไปใช้ในพื้นที่ที่มีโอกาสสัมผัสแรงดันไฟฟ้าจากสายหรือวงจร อาจไม่ให้การป้องกันตามที่ผู้สวมใส่เข้าใจ
OSHA ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่ควรใช้รองเท้านำไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดไฟฟ้าช็อกจากแรงดันสายส่ง
นี่คือเหตุผลที่การดูเพียงว่าพื้นรองเท้าเป็นยางหรือไม่มีโลหะยังไม่เพียงพอ ต้องดูว่าผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบและทดสอบสำหรับความเสี่ยงประเภทใด
รองเท้า Conductive ต่างจากรองเท้า Antistatic อย่างไร
รองเท้า Conductive หรือรองเท้านำไฟฟ้ามีเป้าหมายเพื่อระบายประจุออกจากตัวผู้สวมใส่อย่างรวดเร็วกว่า จึงมักใช้เฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบควบคุมและได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม
รองเท้าประเภทนี้ไม่ควรใช้ในบริเวณที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสแรงดันไฟฟ้า เพราะคุณสมบัติการนำไฟฟ้าสามารถเพิ่มเส้นทางให้กระแสไหลผ่านได้
| ประเภทรองเท้า | แนวทางการไหลของประจุ | จุดประสงค์ |
| Electrical Insulating | ขัดขวางการไหลของกระแส | ลดความเสี่ยงจากแรงดันไฟฟ้า |
| Antistatic | ระบายประจุอย่างจำกัดและควบคุม | ลดการสะสมของประจุ |
| ESD | ควบคุมประจุในระบบที่กำหนด | ป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์ไวต่อ ESD |
| Conductive | ระบายประจุได้รวดเร็ว | ลดโอกาสเกิดประกายไฟในงานเฉพาะ |
การเลือกต้องยึดผลการประเมินความเสี่ยง ไม่ควรเลือกรองเท้าที่ระบายประจุได้มากที่สุดโดยคิดว่าจะปลอดภัยที่สุดในทุกสถานการณ์
รองเท้าพื้นยางป้องกันไฟฟ้าได้ทุกคู่หรือไม่
ไม่ได้ทุกคู่
พื้นยางเป็นวัสดุที่อาจมีความต้านทานทางไฟฟ้า แต่คุณสมบัติจริงของรองเท้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- สูตรวัสดุของพื้นรองเท้า
- ความหนาและโครงสร้างของพื้น
- ปริมาณความชื้น
- สิ่งสกปรกและเศษโลหะที่ติดอยู่
- การสึกหรอ
- รอยแตกหรือรอยเจาะ
- วัสดุส่วนบน
- กาวและชิ้นส่วนภายใน
- วิธีประกอบรองเท้า
- เงื่อนไขการทดสอบตามมาตรฐาน
รองเท้าพื้นยางทั่วไปจึงไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นรองเท้ากันไฟฟ้า เว้นแต่มีผลทดสอบและการรับรองที่ตรงกับงานจริง

รองเท้าเซฟตี้หัวคอมโพสิตป้องกันไฟฟ้าได้หรือไม่
หัวคอมโพสิตมีข้อดีคือไม่มีโลหะหรือมีโลหะน้อยกว่าหัวเหล็ก แต่หัวรองเท้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์
รองเท้าจะป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าได้หรือไม่ ต้องพิจารณาทั้งพื้นรองเท้า โครงสร้าง วัสดุ การประกอบ และผลทดสอบตามมาตรฐาน
ดังนั้น ข้อความว่า
“หัวคอมโพสิตจึงกันไฟฟ้าได้”
ถือเป็นการสรุปที่ไม่ครบถ้วน ควรตรวจสอบเครื่องหมาย EH หรือมาตรฐานฉนวนไฟฟ้าที่ผลิตภัณฑ์ได้รับจริง
รองเท้า ESD ป้องกันไฟดูดได้ไหม
รองเท้า ESD ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้แทนรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้า
หน้าที่ของรองเท้า ESD คือช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิตบนร่างกายผ่านระบบที่ควบคุมไว้ การระบายประจุนี้เป็นคนละวัตถุประสงค์กับการสร้างฉนวนเพื่อป้องกันกระแสจากวงจรไฟฟ้า
ผู้ที่ทำงานในพื้นที่ ESD แต่มีความเสี่ยงจากไฟฟ้าแรงดันสายส่ง ต้องให้ผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยประเมินมาตรการร่วมกัน ไม่ควรเลือกรองเท้าจากคุณสมบัติ ESD เพียงข้อเดียว
งานแบบไหนควรใช้รองเท้ากันไฟฟ้า
รองเท้าที่มีคุณสมบัติ EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าอาจเหมาะกับงาน เช่น
- งานติดตั้งระบบไฟฟ้า
- งานบำรุงรักษาเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า
- งานสถานีไฟฟ้า
- งานระบบส่งและจ่ายไฟ
- งานตรวจสอบตู้ควบคุม
- งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากความต่างศักย์ระหว่างจุดสัมผัส
- งานที่การประเมินความเสี่ยงระบุให้ใช้รองเท้าเฉพาะทาง
อย่างไรก็ตาม รองเท้าต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัย เช่น การตัดแยกพลังงาน การล็อกและติดป้าย การตรวจสอบว่าไม่มีแรงดัน ถุงมือฉนวน เครื่องมือฉนวน แผ่นยาง และระยะปลอดภัย
มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ทั่วไปอย่าง ISO 20345 ครอบคลุมความเสี่ยงหลายด้าน แต่ระบุว่ารองเท้าฉนวนไฟฟ้าเป็นความเสี่ยงเฉพาะที่ต้องใช้ข้อกำหนดหรือมาตรฐานเสริม ไม่ควรสรุปจากการผ่านมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ทั่วไปเพียงอย่างเดียว
งานแบบไหนควรใช้รองเท้า Antistatic หรือ ESD
รองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิต
เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องลดการสะสมประจุบนตัวพนักงาน เช่น
- โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป
- งานประกอบสินค้า
- พื้นที่ควบคุมประกายไฟตามผลประเมิน
- งานบรรจุภัณฑ์บางประเภท
- งานในพื้นที่ที่มีพื้นป้องกันไฟฟ้าสถิต
- งานที่ข้อกำหนด PPE ระบุคุณสมบัติ Antistatic
รองเท้า ESD
เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องปกป้องผลิตภัณฑ์หรือชิ้นส่วนจากการคายประจุ เช่น
- โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- สายการผลิตแผงวงจร
- โรงงานเซมิคอนดักเตอร์
- ห้องประกอบเซนเซอร์
- งานซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- ห้องปฏิบัติการอิเล็กทรอนิกส์
- เขต EPA หรือพื้นที่ป้องกัน ESD
- งานจัดการอุปกรณ์ ESDS
การตรวจสอบระบบ ESD ควรทำโดยบุคลากรที่มีความรู้ และอาจต้องทดสอบรองเท้าระหว่างใช้งาน ไม่ใช่ตรวจเฉพาะตอนซื้อใหม่ IEC มีมาตรฐานสำหรับการทดสอบรองเท้าและการตรวจสอบองค์ประกอบในโปรแกรมควบคุม ESD โดยเฉพาะ
ตารางเลือกประเภทรองเท้าตามลักษณะงาน
| ลักษณะงาน | รองเท้าที่ควรพิจารณา | ข้อควรตรวจสอบเพิ่มเติม |
| ช่างติดตั้งระบบไฟฟ้า | EH หรือรองเท้าฉนวนตามการประเมิน | แรงดัน มาตรฐาน สภาพพื้น และ PPE อื่น |
| ซ่อมตู้ควบคุม | EH ตามข้อกำหนดหน้างาน | ต้องตัดแยกพลังงานก่อนทำงาน |
| ผลิตแผงวงจร | รองเท้า ESD | ต้องใช้ร่วมกับพื้น ESD |
| ประกอบชิ้นส่วนทั่วไป | Antistatic หรือ ESD ตามข้อกำหนด | ตรวจความไวของผลิตภัณฑ์ |
| โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ | รองเท้า ESD | ทดสอบระบบบุคคล–รองเท้า–พื้น |
| พื้นที่มีฝุ่นหรือไอระเหยไวไฟ | Conductive หรือ Antistatic ตามผลประเมิน | ห้ามเลือกเอง ต้องอิงวิศวกรรมความปลอดภัย |
| คลังสินค้าทั่วไป | รองเท้าเซฟตี้ตามความเสี่ยง | พิจารณากันลื่น หัวนิรภัย และกันทะลุ |
| คลังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ | ESD หากมีชิ้นส่วนไวต่อประจุ | ตรวจระบบพื้นและขั้นตอนควบคุม |
| งานก่อสร้างใกล้ระบบไฟ | EH ตามข้อกำหนด | ตรวจความเสี่ยงจากของมีคมและพื้นเปียก |
| งานที่ไม่ทราบประเภทไฟฟ้า | หยุดและประเมินก่อนเลือก | ให้ จป.หรือผู้เชี่ยวชาญกำหนด PPE |
HowTo: วิธีเลือกรองเท้ากันไฟฟ้าหรือรองเท้า ESD ให้ถูกประเภท
ขั้นตอนที่ 1 ระบุอันตรายว่าเป็นไฟฟ้าแบบใด
แยกให้ออกว่าเป็นความเสี่ยงจากแรงดันไฟฟ้า การสะสมประจุบนคน ความเสียหายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือการเกิดประกายไฟในพื้นที่ไวไฟ เพราะแต่ละกรณีใช้รองเท้าคนละประเภท
ขั้นตอนที่ 2 ประเมินสภาพแวดล้อมของหน้างาน
ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้า สภาพพื้น ความเปียกชื้น น้ำมัน สารเคมี เศษโลหะ และความเสี่ยงจากของตกหรือของมีคม
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบมาตรฐานบนรองเท้า
ดูเครื่องหมาย รุ่น มาตรฐาน ปีของมาตรฐาน เอกสารรับรอง และขอบเขตการทดสอบ อย่าเลือกจากข้อความว่า “พื้นยาง” “ไม่มีโลหะ” หรือ “กันไฟฟ้า” เพียงอย่างเดียว
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบว่าต้องใช้ร่วมกับพื้นชนิดใด
รองเท้า ESD และรองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตต้องทำงานร่วมกับพื้นอย่างเหมาะสม หากพื้นมีฝุ่น ขี้ผึ้ง หรือวัสดุที่มีความต้านทานสูง ประสิทธิภาพการระบายประจุอาจเปลี่ยนไปได้
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบความเสี่ยงทางกายภาพอื่น
รองเท้าควรป้องกันอันตรายด้านอื่นที่มีในหน้างานด้วย เช่น หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ พื้นกันลื่น ความทนน้ำมัน หรือการป้องกันสารเคมี
ขั้นตอนที่ 6 ทดลองขนาดและความกระชับ
รองเท้าต้องไม่บีบหน้าเท้า ไม่หลวมจนส้นหลุด และไม่ทำให้เกิดจุดกด เพราะพนักงานอาจหลีกเลี่ยงการสวม PPE หากรองเท้าใส่ไม่สบาย
ขั้นตอนที่ 7 กำหนดวิธีตรวจสอบก่อนใช้งาน
ตรวจหารอยแตก รอยเจาะ พื้นแยก เศษโลหะ ความชื้น และการสึกหรอทุกวัน สำหรับระบบ ESD ควรมีแผนทดสอบตามระยะเวลาที่องค์กรกำหนด
ขั้นตอนที่ 8 อบรมผู้ใช้งานเรื่องข้อจำกัด
ผู้สวมใส่ต้องเข้าใจว่ารองเท้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบป้องกัน และไม่สามารถทำให้การสัมผัสวงจรไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปลอดภัยได้
เช็กลิสต์ก่อนซื้อรองเท้าป้องกันไฟฟ้า
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | ผ่านหรือไม่ |
| ระบุประเภทความเสี่ยงแล้ว | ☐ |
| ทราบว่าต้องการ EH, ฉนวนไฟฟ้า, Antistatic หรือ ESD | ☐ |
| มีมาตรฐานและเอกสารรับรองที่ตรวจสอบได้ | ☐ |
| มาตรฐานตรงกับข้อกำหนดของหน้างาน | ☐ |
| ตรวจสอบขอบเขตและเงื่อนไขการทดสอบแล้ว | ☐ |
| ใช้งานร่วมกับพื้นประเภทที่เหมาะสม | ☐ |
| มีคุณสมบัติกันลื่นตามสภาพพื้น | ☐ |
| มีหัวนิรภัยหรือแผ่นกันทะลุตามความเสี่ยง | ☐ |
| ขนาดพอดีและใส่ทำงานได้นาน | ☐ |
| มีขั้นตอนตรวจสอบและเปลี่ยนรองเท้า | ☐ |
วิธีดูแลรองเท้าเพื่อรักษาคุณสมบัติทางไฟฟ้า
รองเท้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางไฟฟ้าควรดูแลตามคำแนะนำของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด เพราะความเสียหายเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนคุณสมบัติทางไฟฟ้าได้
ควรปฏิบัติดังนี้
- ตรวจสอบรอยแตก รอยเจาะ และพื้นแยกก่อนใช้
- นำเศษโลหะ ตะปู หรือลวดที่ติดพื้นออก
- ไม่เจาะหรือตัดแต่งพื้นรองเท้า
- ไม่เปลี่ยนแผ่นรองโดยไม่ได้ตรวจสอบความเข้ากันได้
- หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำลายวัสดุพื้น
- ผึ่งรองเท้าให้แห้งตามธรรมชาติ
- ไม่ตากแดดจัดหรือเป่าด้วยความร้อนสูง
- ไม่ใช้รองเท้าที่เปียก หากข้อกำหนดห้ามใช้
- ทดสอบรองเท้า ESD ตามแผนของโรงงาน
- เปลี่ยนรองเท้าเมื่อสภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์
การเพิ่มแผ่นรองเท้า ถุงเท้าบางชนิด หรือการเปลี่ยนพื้นภายในอาจส่งผลต่อความต้านทานของระบบ ESD จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่องค์กรอนุมัติ
ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับรองเท้ากันไฟฟ้า
“พื้นยางเท่ากับกันไฟฟ้า”
ไม่จริงเสมอไป เพราะพื้นยางแต่ละสูตรมีคุณสมบัติต่างกัน และสภาพเปียก รอยแตก หรือสิ่งสกปรกสามารถเปลี่ยนประสิทธิภาพได้
“หัวคอมโพสิตเท่ากับรองเท้า EH”
ไม่จริง หัวคอมโพสิตเป็นเพียงส่วนหัวนิรภัย ต้องดูโครงสร้างและผลทดสอบทั้งคู่
“รองเท้า ESD ป้องกันไฟดูดได้”
ไม่ควรเข้าใจเช่นนั้น รองเท้า ESD ถูกออกแบบเพื่อระบายประจุ ไม่ใช่สร้างฉนวนจากวงจรไฟฟ้า
“รองเท้า Antistatic กับ ESD เหมือนกันทุกคู่”
ไม่จริง ต้องตรวจสอบมาตรฐาน ช่วงค่าความต้านทาน และระบบพื้นที่ใช้ร่วมกัน
“มีรองเท้ากันไฟฟ้าแล้วสัมผัสสายไฟได้”
ไม่จริง รองเท้าเป็นเพียงการป้องกันเสริม ต้องควบคุมพลังงานและปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยก่อนเริ่มงานเสมอ
สรุป รองเท้ากันไฟฟ้ากับรองเท้ากันไฟฟ้าสถิตย์ต่างกันไหม
ต่างกันอย่างชัดเจน และไม่ควรใช้แทนกัน
รองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้าออกแบบมาเพื่อลดโอกาสที่กระแสจากแหล่งจ่ายไฟจะไหลผ่านร่างกาย ส่วนรองเท้าป้องกันไฟฟ้าสถิตและรองเท้า ESD ออกแบบให้ประจุที่สะสมอยู่บนตัวผู้สวมใส่ระบายลงสู่พื้นอย่างควบคุมได้
หากเป็นงานช่างไฟ งานระบบส่งกำลัง หรืองานที่เสี่ยงสัมผัสแรงดันไฟฟ้า ควรเลือกรองเท้าตามมาตรฐาน EH หรือมาตรฐานฉนวนไฟฟ้าที่หน้างานกำหนด
หากเป็นงานผลิตแผงวงจร เซมิคอนดักเตอร์ หรือชิ้นส่วนที่ไวต่อไฟฟ้าสถิต ควรใช้รองเท้า ESD ร่วมกับพื้นและระบบควบคุมที่ได้รับการออกแบบอย่างถูกต้อง
อย่าเลือกจากคำว่า “พื้นยาง” “ไม่มีโลหะ” หรือ “กันไฟฟ้า” เพียงอย่างเดียว เพราะคำเหล่านี้ไม่ได้บอกระดับการป้องกันครบถ้วน สิ่งที่ต้องตรวจสอบจริงคือประเภทความเสี่ยง มาตรฐาน ผลการทดสอบ และเงื่อนไขการใช้งาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้ากันไฟฟ้าและรองเท้า ESD
รองเท้ากันไฟฟ้ากับรองเท้ากันไฟฟ้าสถิตย์เหมือนกันไหม
ไม่เหมือนกัน รองเท้ากันไฟฟ้าหรือรองเท้า EH เน้นลดการไหลของกระแสจากแหล่งจ่ายผ่านร่างกาย ส่วนรองเท้ากันไฟฟ้าสถิตช่วยระบายประจุที่สะสมบนร่างกายลงสู่พื้น
รองเท้า ESD ป้องกันไฟดูดได้หรือไม่
ไม่ควรใช้รองเท้า ESD แทนรองเท้า EH เพราะรองเท้า ESD ถูกออกแบบให้ระบายประจุไฟฟ้าสถิต ไม่ได้ออกแบบเป็นฉนวนป้องกันกระแสจากวงจรไฟฟ้า
รองเท้าพื้นยางทุกคู่กันไฟฟ้าได้ไหม
ไม่ได้ คุณสมบัติขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ โครงสร้าง ความหนา สภาพรองเท้า และมาตรฐานการทดสอบ รองเท้าพื้นยางทั่วไปจึงไม่ถือว่าเป็นรองเท้ากันไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
รองเท้าเซฟตี้หัวคอมโพสิตถือว่าเป็นรองเท้ากันไฟฟ้าหรือไม่
ไม่เสมอไป หัวคอมโพสิตเพียงช่วยลดส่วนประกอบโลหะ แต่ต้องตรวจสอบว่ารองเท้าทั้งคู่ผ่านมาตรฐาน EH หรือมาตรฐานฉนวนไฟฟ้าที่ต้องการหรือไม่
รองเท้า Antistatic กับรองเท้า ESD ต่างกันอย่างไร
ทั้งสองแบบช่วยควบคุมประจุไฟฟ้าสถิต แต่รองเท้า ESD มักใช้ในระบบควบคุมที่เข้มงวดกว่า เพื่อปกป้องชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และต้องพิจารณาร่วมกับพื้นและอุปกรณ์อื่น
รองเท้า ESD ต้องใช้กับพื้น ESD หรือไม่
ควรใช้ร่วมกับพื้นที่ออกแบบสำหรับระบบ ESD เพราะประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับเส้นทางการระบายประจุจากบุคคล ผ่านรองเท้า ไปยังพื้นและกราวด์
ช่างไฟควรใช้รองเท้า ESD หรือรองเท้า EH
งานที่มีความเสี่ยงจากแรงดันไฟฟ้าควรพิจารณารองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนตามผลประเมินความเสี่ยง ไม่ควรเลือกรองเท้า ESD เพียงเพราะมีคำว่าเกี่ยวกับไฟฟ้า
รองเท้ากันไฟฟ้าใช้แทนถุงมือฉนวนได้ไหม
ไม่ได้ รองเท้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ PPE และมักเป็นการป้องกันเสริม ไม่สามารถใช้แทนถุงมือฉนวน การตัดแยกพลังงาน หรือขั้นตอนความปลอดภัยอื่นได้
รองเท้า ESD เสื่อมประสิทธิภาพได้หรือไม่
ได้ ความสกปรก ความชื้น การสึกของพื้น การเปลี่ยนแผ่นรอง และสภาพพื้นสามารถส่งผลต่อค่าความต้านทาน จึงควรตรวจสอบตามแผนควบคุม ESD
ควรเปลี่ยนรองเท้าป้องกันไฟฟ้าเมื่อใด
ควรหยุดใช้เมื่อพบพื้นแตก ถูกเจาะ พื้นแยก วัสดุเสื่อม มีเศษโลหะฝัง หรือผลทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์ของหน้างาน แม้ภายนอกยังดูใช้งานได้ก็ตาม
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที



