รองเท้า ESD เหมาะกับงานประเภทไหนบ้าง? เลือกอย่างไรให้ควบคุมไฟฟ้าสถิตได้จริง

รองเท้า ESD เหมาะกับงานที่มีการผลิต ประกอบ ตรวจสอบ ซ่อม หรือขนย้ายชิ้นส่วนที่ไวต่อการคายประจุไฟฟ้าสถิต เช่น โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ สายการผลิตแผงวงจร โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ ห้องประกอบเซนเซอร์ งานผลิตอุปกรณ์สื่อสาร งานซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และคลังสินค้าที่เก็บชิ้นส่วนไวต่อ ESD

ไฟฟ้าสถิตอาจดูเป็นเรื่องเล็ก เพราะบางครั้งผู้ปฏิบัติงานรู้สึกเพียงเหมือนถูกไฟช็อตเบา ๆ เมื่อแตะโลหะ แต่สำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท การคายประจุที่มนุษย์แทบไม่รู้สึกอาจสร้างความเสียหายต่อวงจร ทำให้ผลิตภัณฑ์ทำงานผิดปกติ หรือเกิดปัญหาที่ตรวจพบภายหลังได้

รองเท้า ESD จึงถูกนำมาใช้ในโรงงานและพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิต เพื่อสร้างเส้นทางระบายประจุจากร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน ผ่านรองเท้าและพื้น ลงสู่ระบบกราวด์อย่างควบคุมได้

อย่างไรก็ตาม การใส่รองเท้าที่มีคำว่า ESD ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมไฟฟ้าสถิตได้ในทุกพื้นที่ เพราะประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับทั้งตัวบุคคล รองเท้า ถุงเท้า พื้น สภาพแวดล้อม และระบบตรวจสอบขององค์กร


รองเท้า ESD เหมาะกับงานประเภทไหน

รองเท้า ESD เหมาะกับงานที่มีการผลิต ประกอบ ตรวจสอบ ซ่อม หรือขนย้ายชิ้นส่วนที่ไวต่อการคายประจุไฟฟ้าสถิต เช่น โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ สายการผลิตแผงวงจร โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ ห้องประกอบเซนเซอร์ งานผลิตอุปกรณ์สื่อสาร งานซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และคลังสินค้าที่เก็บชิ้นส่วนไวต่อ ESD

รองเท้าประเภทนี้ช่วยควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิตบนตัวผู้สวมใส่ โดยต้องใช้งานร่วมกับพื้นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและระบบกราวด์ ไม่ควรพิจารณารองเท้าแยกออกจากระบบบุคคล–รองเท้า–พื้น

IEC 61340-4-3 ระบุวิธีทดสอบความต้านทานทางไฟฟ้าของรองเท้าที่ใช้ควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิตบนตัวบุคคล และครอบคลุมทั้งการทดสอบรองเท้าใหม่และการตรวจสอบรองเท้าระหว่างใช้งาน ส่วน IEC 61340-5-1 เป็นมาตรฐานหลักสำหรับการปกป้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิต

รองเท้า ESD ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า และไม่ควรใช้แทนรองเท้าที่ออกแบบสำหรับลดความเสี่ยงจากไฟดูดหรือการสัมผัสวงจรที่มีกระแสไฟฟ้า

รองเท้า ESD เหมาะกับงานประเภทไหน

รองเท้า ESD คืออะไร

ESD ย่อมาจาก Electrostatic Discharge หมายถึงการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิตระหว่างวัตถุที่มีศักย์ไฟฟ้าต่างกัน

ระหว่างการเดิน การลุกจากเก้าอี้ การเสียดสีของเสื้อผ้า หรือการสัมผัสวัสดุบางชนิด ร่างกายสามารถสะสมประจุไฟฟ้าสถิตได้ เมื่อผู้ปฏิบัติงานแตะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ประจุอาจคายออกอย่างรวดเร็วผ่านชิ้นส่วนนั้น

รองเท้า ESD ถูกออกแบบให้มีค่าความต้านทานทางไฟฟ้าในช่วงที่ควบคุมไว้ เพื่อช่วยระบายประจุจากร่างกายลงสู่พื้นที่เชื่อมต่อกับระบบกราวด์ โดยไม่ปล่อยให้ประจุสะสมอยู่บนตัวผู้ปฏิบัติงานมากเกินไป

IEC 61340-4-3 ครอบคลุมวิธีวัดความต้านทานของรองเท้า รองเท้าแตะ และรองเท้าคลุมที่ใช้ควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิตบนบุคคล โดยระบุว่ารองเท้าฉนวนไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในขอบเขตเดียวกัน


รองเท้า ESD ทำงานอย่างไร

ระบบควบคุม ESD โดยใช้รองเท้าสามารถอธิบายเป็นเส้นทางง่าย ๆ ดังนี้

ร่างกายผู้สวมใส่ → ถุงเท้าและแผ่นรอง → รองเท้า ESD → พื้น ESD → จุดกราวด์

หากส่วนใดส่วนหนึ่งของเส้นทางมีความต้านทานสูงผิดปกติ ประจุอาจระบายได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น

  • ใส่รองเท้า ESD บนพื้นทั่วไปที่เป็นฉนวน
  • มีแผ่นรองเสริมที่ไม่รองรับระบบ ESD
  • พื้นถูกเคลือบด้วยน้ำยาที่เปลี่ยนคุณสมบัติ
  • พื้นมีคราบสกปรกหรือฝุ่นสะสม
  • รองเท้าเสื่อมสภาพหรือพื้นรองเท้าสึก
  • ใส่ถุงเท้าที่ขัดขวางเส้นทางการระบายประจุ
  • ระบบกราวด์ของพื้นไม่สมบูรณ์

มาตรฐานสำหรับการตรวจสอบระบบ ESD จึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะรองเท้า แต่รวมถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ในโปรแกรมควบคุมด้วย โดย IEC TS 61340-5-4 กล่าวถึงการทดสอบเพื่อยืนยันความสอดคล้องของรายการทางเทคนิคภายในโปรแกรม ESD และเปิดให้องค์กรกำหนดความถี่ตรวจสอบตามแผนควบคุมของตนเอง


รองเท้า ESD เหมาะกับงานประเภทไหนบ้าง

1. โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

โรงงานอิเล็กทรอนิกส์เป็นพื้นที่ที่พบการใช้รองเท้า ESD มากที่สุด เนื่องจากพนักงานต้องสัมผัสชิ้นส่วนที่อาจไวต่อการคายประจุ เช่น

  • ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุ
  • ไดโอด
  • ทรานซิสเตอร์
  • วงจรรวม
  • ไมโครคอนโทรลเลอร์
  • เซนเซอร์
  • โมดูลสื่อสาร
  • แผงวงจรพิมพ์

ในสายการผลิตดังกล่าว รองเท้ามักใช้ร่วมกับพื้น ESD ชุดปฏิบัติงาน ESD สายรัดข้อมือ โต๊ะปฏิบัติงาน และอุปกรณ์ตรวจสอบบุคลากร


2. สายการผลิตและประกอบแผงวงจร PCB

กระบวนการประกอบแผงวงจรมีหลายขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติงานอาจสัมผัสวงจรโดยตรง เช่น

  • การวางชิ้นส่วนบนแผงวงจร
  • การบัดกรี
  • การตรวจสอบด้วยสายตา
  • การทดสอบการทำงาน
  • การแก้ไขงาน
  • การประกอบบอร์ดเข้ากับผลิตภัณฑ์
  • การบรรจุแผงวงจร

รองเท้า ESD ช่วยลดการสะสมประจุระหว่างที่พนักงานเดินหรือยืนทำงาน โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งไม่สะดวกต่อการต่อสายรัดข้อมือตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม งานที่นั่งประจำโต๊ะและสัมผัสอุปกรณ์ไวต่อประจุโดยตรงอาจยังต้องใช้สายรัดข้อมือหรืออุปกรณ์กราวด์อื่นร่วมด้วย ไม่ควรถือว่ารองเท้า ESD เพียงอย่างเดียวแทนอุปกรณ์ทุกประเภทได้


3. โรงงานเซมิคอนดักเตอร์

กระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตอย่างเข้มงวด เพราะชิ้นส่วนมีขนาดเล็กและอาจไวต่อความเสียหายจากประจุไฟฟ้า

งานที่อาจต้องใช้รองเท้า ESD ได้แก่

  • การผลิตเวเฟอร์
  • การตัดและแยกชิป
  • การประกอบแพ็กเกจ
  • การเชื่อมต่อขั้ว
  • การทดสอบชิป
  • การตรวจสอบคุณภาพ
  • การขนย้ายถาดหรือภาชนะบรรจุชิ้นส่วน
  • การทำงานภายในพื้นที่ควบคุม

รองเท้าอาจอยู่ในรูปแบบรองเท้า ESD ทั่วไป รองเท้าสำหรับห้องสะอาด หรือรองเท้าคลุม ESD ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดเรื่องฝุ่น ความสะอาด และการปนเปื้อนของพื้นที่

IEC TS 61340-5-6:2025 กล่าวถึงการประเมินกระบวนการที่มีการจัดการอุปกรณ์ไวต่อ ESD โดยพิจารณาความเสี่ยงจากบุคลากรที่มีประจุ ตัวนำที่ไม่ต่อกราวด์ ฉนวนที่มีประจุ และสนามไฟฟ้าสถิต


4. ห้อง Cleanroom ที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ห้อง Cleanroom ไม่ได้ต้องใช้รองเท้า ESD ทุกแห่ง แต่พื้นที่ที่ควบคุมทั้งฝุ่นและไฟฟ้าสถิตอาจกำหนดให้ใช้รองเท้าหรือรองเท้าบูทแบบ Cleanroom ESD

ตัวอย่างงาน ได้แก่

  • การผลิตเซมิคอนดักเตอร์
  • การประกอบอุปกรณ์ออปติคัล
  • การผลิตเซนเซอร์ความแม่นยำสูง
  • การผลิตฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
  • การประกอบอุปกรณ์วัด
  • การผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมอวกาศ
  • การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์

รองเท้าต้องตอบโจทย์ทั้งการควบคุมประจุและการควบคุมอนุภาค จึงไม่ควรนำรองเท้า ESD ทั่วไปเข้าห้อง Cleanroom โดยไม่ได้รับอนุมัติ


5. งานผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสาร

งานประกอบและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ต่อไปนี้อาจต้องควบคุม ESD

  • คอมพิวเตอร์
  • เมนบอร์ด
  • หน่วยความจำ
  • การ์ดประมวลผล
  • อุปกรณ์เครือข่าย
  • เราเตอร์
  • อุปกรณ์สื่อสารไร้สาย
  • โทรศัพท์มือถือ
  • แท็บเล็ต
  • อุปกรณ์ IoT
  • กล้องวงจรปิด
  • ระบบควบคุมอัตโนมัติ

แม้ผลิตภัณฑ์จะถูกประกอบอยู่ในตัวเครื่องแล้ว แต่บางขั้นตอน เช่น การเปิดเครื่อง การตรวจสอบบอร์ด หรือการเปลี่ยนชิ้นส่วนภายใน อาจยังมีความเสี่ยงต่อ ESD


6. งานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์

รถยนต์สมัยใหม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เช่น

  • กล่องควบคุมเครื่องยนต์
  • ระบบเบรกอิเล็กทรอนิกส์
  • เซนเซอร์
  • กล้องและระบบช่วยขับ
  • ระบบควบคุมถุงลมนิรภัย
  • ระบบอินโฟเทนเมนต์
  • โมดูลควบคุมแบตเตอรี่
  • อุปกรณ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

การประกอบหรือทดสอบโมดูลเหล่านี้อาจกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานใช้รองเท้า ESD โดยเฉพาะก่อนที่ชิ้นส่วนจะถูกติดตั้งและปิดผนึกอยู่ภายในรถ


7. งานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์

อุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภทมีแผงวงจร เซนเซอร์ หรือชิ้นส่วนที่ต้องป้องกันความเสียหายจากไฟฟ้าสถิต เช่น

  • เครื่องติดตามสัญญาณชีพ
  • อุปกรณ์วินิจฉัย
  • เครื่องวัดและบันทึกข้อมูล
  • อุปกรณ์ควบคุมการจ่ายยา
  • แผงควบคุมเครื่องมือแพทย์
  • เซนเซอร์ทางการแพทย์
  • อุปกรณ์ติดตามผู้ป่วย
  • เครื่องมือห้องปฏิบัติการ

รองเท้า ESD ในพื้นที่เหล่านี้อาจต้องตอบข้อกำหนดด้านความสะอาด การปนเปื้อน และวัสดุเพิ่มเติม จึงควรเลือกตามมาตรฐานของสถานประกอบการ ไม่ใช่จากเครื่องหมาย ESD เพียงอย่างเดียว


8. งานผลิตอุปกรณ์อากาศยานและอวกาศ

ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบินและอวกาศมักต้องการความน่าเชื่อถือสูง กระบวนการประกอบ ตรวจสอบ หรือซ่อมบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์จึงอาจอยู่ภายใต้โปรแกรมควบคุม ESD

ตัวอย่างงาน ได้แก่

  • ชุดควบคุมการบิน
  • ระบบนำทาง
  • อุปกรณ์สื่อสาร
  • ระบบตรวจวัด
  • เซนเซอร์
  • กล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์
  • ระบบจ่ายพลังงาน
  • ชุดอิเล็กทรอนิกส์ดาวเทียม

รองเท้าเป็นหนึ่งในหลายองค์ประกอบของระบบ และต้องผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนภายในองค์กร


9. งานซ่อมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ศูนย์ซ่อมที่เปิดเครื่องและสัมผัสแผงวงจรโดยตรงอาจได้รับประโยชน์จากรองเท้า ESD เช่น

  • ศูนย์ซ่อมคอมพิวเตอร์
  • งานเปลี่ยนเมนบอร์ด
  • งานซ่อมโทรศัพท์
  • งานซ่อมอุปกรณ์สื่อสาร
  • งานซ่อมแผงควบคุมเครื่องจักร
  • งานซ่อมอุปกรณ์อัตโนมัติ
  • งานซ่อมเครื่องมือวัด
  • ห้องซ่อมอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงาน

หากเป็นโต๊ะซ่อมขนาดเล็ก สายรัดข้อมือและแผ่นรองโต๊ะ ESD อาจเป็นอุปกรณ์สำคัญ ส่วนรองเท้า ESD จะช่วยควบคุมประจุขณะเดินหรือทำงานภายในพื้นที่ที่ติดตั้งพื้น ESD


10. งานตรวจสอบคุณภาพชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

พนักงานตรวจสอบคุณภาพอาจต้องหยิบจับ เคลื่อนย้าย หรือเชื่อมต่อชิ้นส่วนกับอุปกรณ์ทดสอบเป็นประจำ

งานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • การตรวจด้วยกล้อง
  • การตรวจสอบรอยบัดกรี
  • การทดสอบฟังก์ชัน
  • การตรวจสอบทางไฟฟ้า
  • การวิเคราะห์ของเสีย
  • การคัดแยกชิ้นส่วน
  • การตรวจสอบก่อนบรรจุ
  • การวิเคราะห์ความผิดปกติของผลิตภัณฑ์

แม้ไม่ได้เป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนโดยตรง แต่หากยังสัมผัสอุปกรณ์ที่ไวต่อประจุ ก็อาจต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนด ESD เช่นเดียวกับฝ่ายผลิต


11. คลังสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

คลังสินค้าทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใช้รองเท้า ESD แต่คลังที่มีการเปิดบรรจุภัณฑ์ คัดแยก ตรวจนับ หรือหยิบจับชิ้นส่วนที่ไวต่อประจุ อาจต้องกำหนดเขตควบคุม ESD

ตัวอย่างงาน ได้แก่

  • คลังเก็บแผงวงจร
  • คลังชิปและเซมิคอนดักเตอร์
  • จุดแบ่งบรรจุชิ้นส่วน
  • จุดตรวจรับสินค้า
  • จุดคัดแยกและติดฉลาก
  • พื้นที่เตรียมวัตถุดิบเข้าสายการผลิต
  • พื้นที่จัดชุดอุปกรณ์
  • จุดบรรจุสินค้าที่เปิดถุงป้องกัน ESD

หากชิ้นส่วนยังอยู่ในบรรจุภัณฑ์ป้องกัน ESD ที่สมบูรณ์และไม่มีการเปิดสัมผัส ข้อกำหนดอาจแตกต่างออกไป จึงควรอ้างอิงแผนควบคุมของโรงงาน


12. ห้องทดลองและงานวิจัยด้านอิเล็กทรอนิกส์

ห้องปฏิบัติการที่พัฒนา ทดสอบ หรือวิเคราะห์วงจรอิเล็กทรอนิกส์อาจใช้รองเท้า ESD เพื่อช่วยควบคุมประจุระหว่างทำงาน เช่น

  • ห้องพัฒนาวงจร
  • ห้องทดสอบเซนเซอร์
  • ห้องวิจัยเซมิคอนดักเตอร์
  • ห้องวิเคราะห์ความเสียหาย
  • ห้องทดสอบอุปกรณ์สื่อสาร
  • ห้องสร้างต้นแบบ
  • ห้องสอบเทียบเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์
  • ห้องปฏิบัติการระบบควบคุม

รองเท้าควรใช้ร่วมกับโต๊ะ พื้น ภาชนะ และเครื่องมือที่รองรับระบบ ESD ตามแผนของห้องปฏิบัติการ


13. งานผลิตแบตเตอรี่และระบบควบคุมแบตเตอรี่

งานแบตเตอรี่ไม่ได้ต้องใช้รองเท้า ESD ทุกพื้นที่ แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผงวงจรควบคุม เซนเซอร์ และโมดูลอิเล็กทรอนิกส์อาจต้องควบคุมประจุ เช่น

  • การประกอบ Battery Management System
  • การติดตั้งเซนเซอร์
  • การเชื่อมต่อบอร์ดควบคุม
  • การทดสอบโมดูลอิเล็กทรอนิกส์
  • การตรวจสอบวงจร
  • การซ่อมโมดูลควบคุม

พื้นที่แบตเตอรี่ยังอาจมีความเสี่ยงอื่น เช่น สารเคมี พลังงานไฟฟ้า และการลัดวงจร จึงต้องเลือกรองเท้าจากการประเมินความเสี่ยงทั้งหมด ไม่ใช่คุณสมบัติ ESD เพียงอย่างเดียว


14. พื้นที่ที่มีวัสดุไวไฟหรือฝุ่นติดไฟ

ในบางกระบวนการ ประจุไฟฟ้าสถิตอาจเป็นแหล่งจุดติดไฟได้ จึงอาจมีการใช้รองเท้าแบบนำไฟฟ้าหรือระบายประจุร่วมกับพื้นเฉพาะ

OSHA เคยระบุกรณีที่สถานประกอบการซึ่งถ่ายเทของเหลวไวไฟควรมีวิธีป้องกันการสะสมและคายประจุจากผู้ปฏิบัติงาน เช่น พื้นและรองเท้าแบบนำไฟฟ้าหรือแบบกระจายประจุ รวมถึงอุปกรณ์ต่อกราวด์บุคลากร

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ไวไฟไม่ควรเลือกรองเท้า ESD ทั่วไปเอง เพราะอาจต้องใช้รองเท้า Conductive หรือระบบเฉพาะที่แตกต่างจากพื้นที่ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ต้องให้วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญประเมินอันตราย การจัดประเภทพื้นที่ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน


ตารางสรุปงานที่เหมาะกับรองเท้า ESD

ประเภทงานความเหมาะสมเหตุผลหลัก
ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เหมาะมากลดการสะสมประจุบนผู้ปฏิบัติงาน
ประกอบแผงวงจร PCBเหมาะมากชิ้นส่วนบนแผงวงจรอาจไวต่อ ESD
โรงงานเซมิคอนดักเตอร์เหมาะมากต้องควบคุมประจุอย่างเข้มงวด
ห้อง Cleanroom อิเล็กทรอนิกส์เหมาะตามข้อกำหนดต้องควบคุมทั้งประจุและอนุภาค
ผลิตคอมพิวเตอร์และมือถือเหมาะมีการจับและติดตั้งแผงวงจร
ผลิตอุปกรณ์ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์เหมาะโมดูลควบคุมและเซนเซอร์ไวต่อประจุ
ผลิตอุปกรณ์การแพทย์อิเล็กทรอนิกส์เหมาะตามกระบวนการต้องควบคุมคุณภาพและความน่าเชื่อถือ
ซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหมาะมีการเปิดเครื่องและสัมผัสวงจร
ตรวจสอบคุณภาพแผงวงจรเหมาะต้องหยิบจับและทดสอบชิ้นส่วน
คลังชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เหมาะบางพื้นที่จำเป็นเมื่อเปิดหรือสัมผัสบรรจุภัณฑ์
ห้องทดลองอิเล็กทรอนิกส์เหมาะมีการทดลองและจับวงจรต้นแบบ
คลังสินค้าทั่วไปอาจไม่จำเป็นไม่มีชิ้นส่วนไวต่อ ESD
งานก่อสร้างโดยทั่วไปไม่ใช่จุดประสงค์หลักควรเน้นการป้องกันทางกายภาพตามหน้างาน
งานช่างไฟแรงดันไม่ใช้แทนรองเท้าฉนวนรองเท้า ESD ระบายประจุ ไม่ได้เป็นฉนวน
พื้นที่ไวไฟต้องประเมินเฉพาะทางอาจต้องใช้ระบบ Conductive หรือ Static Dissipative

รองเท้า ESD ไม่เหมาะกับงานประเภทไหน

งานที่ต้องการฉนวนป้องกันไฟฟ้า

รองเท้า ESD ไม่ควรใช้แทนรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้า เพราะหน้าที่ของรองเท้า ESD คือเปิดเส้นทางให้ประจุระบายลงสู่พื้น ไม่ใช่ขัดขวางกระแสจากวงจรไฟฟ้า

มาตรฐาน IEC 61340-4-3 ระบุชัดว่ารองเท้าฉนวนไฟฟ้าไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรฐานทดสอบรองเท้าสำหรับควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิต

งานต่อไปนี้จึงต้องประเมินรองเท้าป้องกันไฟฟ้าเฉพาะทาง

  • งานระบบไฟฟ้าที่มีแรงดัน
  • งานสถานีไฟฟ้า
  • งานระบบส่งกำลัง
  • งานใกล้ส่วนที่มีกระแสไฟ
  • งานซ่อมบำรุงที่เสี่ยงสัมผัสตัวนำ
  • งานที่กำหนดให้ใช้อุปกรณ์ฉนวน

งานที่ไม่มีพื้นรองรับระบบ ESD

รองเท้า ESD อาจไม่ทำงานตามที่คาดหวังหากใช้บน

  • พื้นยางฉนวน
  • พรมทั่วไป
  • พื้นไม้
  • พื้นที่ปูวัสดุไม่ต่อกราวด์
  • พื้นเคลือบสารที่เพิ่มความต้านทาน
  • พื้นสกปรกหรือมีคราบหนา

รองเท้าและพื้นต้องได้รับการประเมินร่วมกัน เพราะมาตรฐาน IEC มีวิธีทดสอบทั้งรองเท้าและพื้นสำหรับการตรวจสอบระบบควบคุมไฟฟ้าสถิต

งานหนักที่รองเท้าไม่มีการป้องกันเพียงพอ

รองเท้า ESD บางรุ่นเน้นน้ำหนักเบาและการควบคุมประจุ แต่อาจไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะกับงาน เช่น

  • หัวรองเท้านิรภัย
  • แผ่นกันทะลุ
  • การป้องกันข้อเท้า
  • ความทนต่อสารเคมี
  • ความทนน้ำมัน
  • ความทนความร้อน
  • การป้องกันสะเก็ดไฟ
  • การกันน้ำ

จึงควรเลือกแบบที่มีทั้งคุณสมบัติ ESD และการป้องกันทางกายภาพตรงกับหน้างาน


รองเท้า ESD กับรองเท้า Antistatic เหมือนกันไหม

รองเท้าทั้งสองประเภทมีหลักการช่วยลดการสะสมของประจุ แต่ไม่ควรถือว่าเป็นคำเดียวกันทุกกรณี

รองเท้า Antistatic มักหมายถึงรองเท้าที่มีค่าความต้านทานในช่วงซึ่งช่วยระบายประจุ แต่ยังรักษาความต้านทานบางส่วนไว้

รองเท้า ESD มักใช้ในโปรแกรมควบคุมที่กำหนดค่าประสิทธิภาพของระบบบุคคล–รองเท้า–พื้น เพื่อปกป้องอุปกรณ์ที่ไวต่อการคายประจุ

รองเท้าที่ระบุ Antistatic จึงไม่ได้หมายความว่าจะผ่านข้อกำหนดของพื้นที่ ESD ทุกแห่ง ควรตรวจสอบ

  • มาตรฐานที่รองเท้ารองรับ
  • ผลการทดสอบ
  • ค่าความต้านทาน
  • ข้อกำหนดของพื้นที่
  • พื้นที่ใช้ร่วมกัน
  • แผนตรวจสอบขององค์กร

รองเท้า ESD กับรองเท้า Conductive ต่างกันอย่างไร

รองเท้า Conductive ถูกออกแบบให้ระบายประจุได้รวดเร็วกว่า และมักใช้ในงานเฉพาะที่ต้องลดโอกาสเกิดประกายไฟจากการสะสมประจุ

รองเท้า ESD เน้นการควบคุมประจุให้อยู่ในช่วงที่เหมาะกับการปกป้องชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

หัวข้อรองเท้า ESDรองเท้า Conductive
จุดประสงค์ปกป้องอุปกรณ์ไวต่อ ESDระบายประจุจากคนอย่างรวดเร็ว
งานหลักอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์พื้นที่เฉพาะที่เสี่ยงเกิดประกายไฟ
ระบบพื้นพื้น ESD ตามข้อกำหนดพื้นนำไฟฟ้าที่ออกแบบเฉพาะ
ใช้แทนกันได้หรือไม่ไม่ควรไม่ควร
ความเสี่ยงจากไฟฟ้าแรงดันไม่ใช่ฉนวนไฟฟ้าไม่ควรใช้ในพื้นที่เสี่ยงไฟดูด

รองเท้า ESD เหมาะกับงานประเภทไหน

ทำไมรองเท้า ESD ต้องใช้กับพื้น ESD

รองเท้า ESD ไม่สามารถระบายประจุลงสู่อากาศได้เอง แต่ต้องอาศัยเส้นทางทางไฟฟ้าต่อเนื่องไปยังพื้นและกราวด์

หากพื้นมีความต้านทานสูงเกินไป ประจุอาจยังคงสะสมอยู่บนร่างกาย หากพื้นนำไฟฟ้ามากเกินไปโดยไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม ก็อาจเกิดความเสี่ยงด้านอื่นได้

IEC 61340-4-1 ระบุวิธีทดสอบความต้านทานของวัสดุปูพื้นและพื้นที่ติดตั้งแล้ว เพื่อใช้ตรวจสอบการติดตั้งหรือเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันระบบอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การควบคุมที่เหมาะสมควรพิจารณาอย่างน้อย 4 ส่วน

  1. ผู้สวมใส่
  2. รองเท้า
  3. พื้น
  4. ระบบกราวด์

ใส่รองเท้า ESD แล้วไม่ต้องใช้สายรัดข้อมือได้ไหม

ไม่เสมอไป

ในงานที่ต้องเดินหรือยืนบนพื้น ESD ระบบรองเท้า–พื้นอาจเป็นวิธีกราวด์บุคลากรที่เหมาะสม แต่ในงานนั่งโต๊ะที่ต้องสัมผัสชิ้นส่วนโดยตรง องค์กรอาจยังกำหนดให้ใช้สายรัดข้อมือ

การตัดสินใจขึ้นอยู่กับ

  • ความไวของชิ้นส่วน
  • ลักษณะการทำงาน
  • ท่านั่งหรือยืน
  • ประเภทพื้น
  • การสัมผัสชิ้นส่วน
  • ผลการประเมินความเสี่ยง
  • โปรแกรมควบคุม ESD ขององค์กร

ไม่ควรถอดสายรัดข้อมือเพียงเพราะใส่รองเท้า ESD เว้นแต่ขั้นตอนปฏิบัติงานของพื้นที่ระบุไว้อย่างชัดเจน


ใส่รองเท้า ESD บนพื้นทั่วไปได้ไหม

ใส่ได้ในแง่การสวมรองเท้าทั่วไป แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะควบคุมประจุได้ตามค่าที่ออกแบบไว้

พื้นทั่วไปบางชนิดอาจเป็นฉนวน ทำให้ไม่มีเส้นทางระบายประจุอย่างต่อเนื่อง รองเท้าจึงอาจเหลือเพียงคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น หัวนิรภัยหรือพื้นกันลื่น แต่ระบบ ESD ไม่สมบูรณ์

หากองค์กรต้องการควบคุมไฟฟ้าสถิตจริง ควรทดสอบระบบในสภาพการใช้งานจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะใบรับรองของรองเท้า


วิธีเลือกรองเท้า ESD ให้เหมาะกับงาน

1. ตรวจสอบว่าชิ้นงานไวต่อ ESD หรือไม่

เริ่มจากระบุว่ามีการผลิต จัดเก็บ หรือสัมผัสอุปกรณ์ ESDS หรือไม่ และชิ้นส่วนมีระดับความไวต่อประจุมากน้อยเพียงใด

2. ตรวจสอบข้อกำหนดของพื้นที่

ดูว่าพื้นที่เป็นเขตควบคุม ESD หรือ EPA หรือไม่ รวมถึงข้อกำหนดเรื่องรองเท้า พื้น เสื้อผ้า สายรัดข้อมือ และการทดสอบก่อนเข้าพื้นที่

3. เลือกรองเท้าที่มีผลทดสอบชัดเจน

ควรมีข้อมูลอย่างน้อยดังนี้

  • มาตรฐานที่อ้างอิง
  • วิธีทดสอบ
  • ค่าความต้านทาน
  • เงื่อนไขอุณหภูมิและความชื้น
  • ข้อจำกัดการใช้งาน
  • คำแนะนำในการดูแล
  • ระยะเวลาหรือวิธีตรวจสอบระหว่างใช้งาน

4. เลือกคุณสมบัติด้านความปลอดภัยอื่นร่วมด้วย

งานในโรงงานอาจต้องการคุณสมบัติเพิ่ม เช่น

  • หัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิต
  • แผ่นกันทะลุ
  • พื้นกันลื่น
  • พื้นทนน้ำมัน
  • ความทนสารเคมี
  • น้ำหนักเบา
  • หน้าเท้ากว้าง
  • พื้นรองรับแรงกระแทก

5. ตรวจสอบความเข้ากันได้กับพื้น

รองเท้าที่ผ่านการทดสอบเพียงลำพังอาจให้ผลแตกต่างเมื่อใช้กับพื้นจริง ควรทดสอบระบบบุคคล–รองเท้า–พื้นตามแผนขององค์กร

6. ทดลองสวมให้พอดี

รองเท้าต้องไม่บีบหน้าเท้า ไม่กดนิ้ว และไม่หลวมจนส้นยก เพราะพนักงานที่ใส่ไม่สบายอาจเหยียบส้น ถอดรองเท้า หรือดัดแปลงแผ่นรอง ซึ่งส่งผลต่อทั้งความปลอดภัยและระบบ ESD


ตารางเลือกคุณสมบัติรองเท้า ESD ตามงาน

ลักษณะงานคุณสมบัติที่ควรพิจารณา
ยืนประกอบชิ้นส่วนทั้งวันพื้นรองรับแรงกระแทก หน้าเท้ากว้าง น้ำหนักเบา
เดินในสายการผลิตบ่อยพื้นกันลื่น น้ำหนักเบา และล็อกส้นดี
งาน PCBคุณสมบัติ ESD และพื้นรองรับระบบ
งาน Cleanroomวัสดุปล่อยอนุภาคต่ำและทำความสะอาดได้
คลังชิ้นส่วนหัวนิรภัย พื้นกันลื่น และ ESD ตามพื้นที่
ซ่อมอุปกรณ์ESD ร่วมกับสายรัดข้อมือหรือโต๊ะ ESD
โรงงานยานยนต์หัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ ทนน้ำมัน และ ESD
ห้องทดลองน้ำหนักเบา พื้นไม่ทำรอย และผ่านระบบตรวจสอบ
พื้นที่เปียกพื้นยึดเกาะดีและวัสดุเหมาะกับความชื้น
พื้นที่มีสารเคมีต้องตรวจสอบความทนต่อสารเฉพาะชนิด

HowTo: วิธีเลือกรองเท้า ESD ให้เหมาะกับประเภทงาน

ขั้นตอนที่ 1 ระบุชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องปกป้อง

ตรวจสอบว่าพื้นที่มีการผลิต ประกอบ ซ่อม ทดสอบ หรือขนย้ายอุปกรณ์ที่ไวต่อไฟฟ้าสถิตหรือไม่

ขั้นตอนที่ 2 ประเมินลักษณะการทำงานของผู้สวมใส่

พิจารณาว่าพนักงานต้องนั่ง ยืน เดิน หรือเปลี่ยนจุดทำงานบ่อยเพียงใด รวมถึงต้องสัมผัสชิ้นส่วนโดยตรงหรือไม่

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบระบบพื้นและกราวด์

ตรวจสอบว่าพื้นเป็นพื้น ESD มีการต่อกราวด์ และได้รับการตรวจวัดตามแผนหรือไม่ เพราะรองเท้าไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อไม่มีเส้นทางระบายประจุ

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบมาตรฐานและผลการทดสอบรองเท้า

ดูข้อมูลรุ่น มาตรฐาน ผลทดสอบค่าความต้านทาน และเงื่อนไขการใช้งาน ไม่ควรเลือกจากคำว่า ESD บนกล่องเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนที่ 5 เลือกการป้องกันทางกายภาพให้ครบ

พิจารณาหัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ พื้นกันลื่น ความทนน้ำมัน และคุณสมบัติเฉพาะอื่นตามอันตรายในหน้างาน

ขั้นตอนที่ 6 ทดลองขนาดพร้อมถุงเท้าที่ใช้จริง

ตรวจสอบว่าหน้าเท้าไม่บีบ ส้นไม่หลวม และไม่มีจุดกด รวมถึงไม่ควรเพิ่มแผ่นรองโดยไม่ได้รับการอนุมัติ

ขั้นตอนที่ 7 ทดสอบก่อนเข้าพื้นที่

หากสถานประกอบการมีเครื่องทดสอบบุคลากร ควรทดสอบระบบผู้สวมใส่และรองเท้าก่อนเข้าเขตควบคุมตามขั้นตอนที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 8 ตรวจสอบและบันทึกผลเป็นระยะ

กำหนดวิธีตรวจรองเท้า พื้น และระบบบุคคล–รองเท้า–พื้น พร้อมเก็บบันทึกผลตามโปรแกรมควบคุม ESD


เช็กลิสต์ก่อนเลือกรองเท้า ESD

รายการตรวจสอบผ่านหรือไม่
พื้นที่มีชิ้นส่วนไวต่อ ESD
มีโปรแกรมควบคุม ESD
พื้นรองรับระบบ ESD และต่อกราวด์
รองเท้ามีมาตรฐานและผลทดสอบ
ผลิตภัณฑ์ตรงกับข้อกำหนดของพื้นที่
มีหัวนิรภัยตามความเสี่ยง
มีแผ่นกันทะลุหากจำเป็น
พื้นกันลื่นเหมาะกับหน้างาน
ขนาดรองเท้าพอดีกับผู้สวมใส่
มีขั้นตอนทดสอบก่อนเข้าพื้นที่
มีแผนตรวจสอบรองเท้าระหว่างใช้งาน
ผู้ใช้งานเข้าใจว่า ESD ไม่ใช่ฉนวนไฟฟ้า

วิธีดูแลรองเท้า ESD

คุณสมบัติทางไฟฟ้าของรองเท้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการสึกหรอ สิ่งสกปรก ความชื้น หรือการดัดแปลง จึงควรดูแลดังนี้

  • ทำความสะอาดพื้นรองเท้าเป็นประจำ
  • นำเศษโลหะและสิ่งสกปรกออกจากดอกยาง
  • หลีกเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่ไม่ได้รับอนุมัติ
  • ไม่เปลี่ยนแผ่นรองเท้าเอง
  • ไม่เพิ่มแผ่นเสริมส้นหรือแผ่นรองทั่วไป
  • ไม่เจาะหรือซ่อมพื้นด้วยวัสดุที่ไม่เหมาะสม
  • ผึ่งรองเท้าให้แห้งในที่อากาศถ่ายเท
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูง
  • ตรวจหารอยแตกและพื้นแยก
  • ทดสอบตามรอบที่องค์กรกำหนด
  • หยุดใช้เมื่อผลทดสอบไม่ผ่าน

IEC 61340-4-3 รองรับการทดสอบรองเท้าใหม่ รวมถึงการตรวจสอบรองเท้าที่กำลังใช้งานเป็นระยะ จึงไม่ควรพึ่งผลการทดสอบจากโรงงานผลิตเพียงครั้งเดียวตลอดอายุรองเท้า


ควรเปลี่ยนรองเท้า ESD เมื่อใด

ควรพิจารณาหยุดใช้หรือเปลี่ยนรองเท้าเมื่อพบว่า

  • ผลทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์
  • พื้นรองเท้าแตกหรือถูกเจาะ
  • พื้นแยกออกจากตัวรองเท้า
  • ดอกยางสึกมาก
  • มีเศษโลหะฝังอยู่ในพื้น
  • แผ่นรองภายในถูกเปลี่ยนโดยไม่ได้รับอนุมัติ
  • รองเท้าเปียกหรือปนเปื้อนสารที่มีผลต่อค่าความต้านทาน
  • ตัวรองเท้าเสียรูป
  • พื้นกันลื่นเสื่อมประสิทธิภาพ
  • สวมแล้วเริ่มปวดหรือไม่กระชับ
  • หมดอายุการใช้งานตามข้อกำหนดภายใน

ไม่ควรรอจนรองเท้าขาดอย่างชัดเจน เพราะคุณสมบัติทางไฟฟ้าอาจเปลี่ยนก่อนที่ความเสียหายภายนอกจะเห็นได้ง่าย


ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับรองเท้า ESD

รองเท้า ESD ป้องกันไฟดูดได้

ไม่ถูกต้อง รองเท้า ESD ช่วยระบายไฟฟ้าสถิต ไม่ได้ออกแบบเป็นฉนวนป้องกันกระแสจากวงจรไฟฟ้า

รองเท้า ESD ใช้บนพื้นอะไรก็ได้

ไม่ถูกต้อง ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกับพื้นและระบบกราวด์

มีรองเท้า ESD แล้วไม่ต้องใช้สายรัดข้อมือ

ไม่เสมอไป งานนั่งโต๊ะหรือการสัมผัสอุปกรณ์โดยตรงอาจยังต้องใช้สายรัดข้อมือตามโปรแกรมขององค์กร

รองเท้า Antistatic ทุกคู่ใช้ในเขต ESD ได้

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น ต้องตรวจสอบช่วงค่าความต้านทานและข้อกำหนดของพื้นที่ก่อน

รองเท้ามีหัวคอมโพสิตจึงเป็น ESD

ไม่เกี่ยวกันโดยตรง หัวคอมโพสิตเป็นส่วนป้องกันแรงกระแทก ส่วนคุณสมบัติ ESD ต้องพิจารณาโครงสร้างทางไฟฟ้าของรองเท้าทั้งคู่

ซื้อรองเท้า ESD แล้วไม่ต้องทดสอบอีก

ไม่ถูกต้อง การสึกหรอ สภาพพื้น ความชื้น และการเปลี่ยนแผ่นรองสามารถทำให้ผลการใช้งานเปลี่ยนไปได้


สรุป รองเท้า ESD เหมาะกับงานประเภทไหนบ้าง

รองเท้า ESD เหมาะกับงานที่ต้องปกป้องชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากการคายประจุไฟฟ้าสถิต เช่น โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ สายการผลิต PCB โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ งานผลิตอุปกรณ์สื่อสาร งานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ งานซ่อมอุปกรณ์ ห้องทดลอง และคลังชิ้นส่วนที่มีการเปิดสัมผัสผลิตภัณฑ์

หัวใจของการใช้งานไม่ใช่เพียงการเลือกรองเท้าที่มีคำว่า ESD แต่ต้องสร้างระบบระบายประจุที่ต่อเนื่องตั้งแต่ผู้สวมใส่ ผ่านรองเท้า พื้น และกราวด์ พร้อมมีการตรวจสอบตามระยะเวลา

หากหน้างานมีความเสี่ยงอื่น เช่น ของหนัก ของมีคม น้ำมัน สารเคมี หรือพื้นลื่น ต้องเลือกรองเท้าที่ให้การป้องกันเหล่านั้นร่วมด้วย

สิ่งสำคัญอีกประการคือรองเท้า ESD ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า จึงไม่ควรใช้แทนรองเท้าสำหรับงานที่เสี่ยงสัมผัสแรงดันไฟฟ้า การเลือกที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการประเมินอันตรายและข้อกำหนดของพื้นที่จริงเสมอ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้า ESD

รองเท้า ESD เหมาะกับงานอะไร

เหมาะกับงานผลิต ประกอบ ตรวจสอบ ซ่อม และขนย้ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อไฟฟ้าสถิต เช่น แผงวงจร เซมิคอนดักเตอร์ เซนเซอร์ และโมดูลควบคุม

คลังสินค้าต้องใส่รองเท้า ESD หรือไม่

คลังทั่วไปอาจไม่จำเป็น แต่คลังชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเปิดถุง แบ่งบรรจุ ตรวจนับ หรือสัมผัสชิ้นส่วนไวต่อประจุอาจต้องกำหนดพื้นที่ ESD

รองเท้า ESD ใช้กับงานช่างไฟได้ไหม

ไม่ควรใช้แทนรองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนไฟฟ้า รองเท้า ESD ออกแบบมาเพื่อระบายประจุไฟฟ้าสถิต ไม่ได้ออกแบบเพื่อป้องกันกระแสไฟจากวงจร

รองเท้า ESD ต้องใช้กับพื้น ESD ไหม

ควรใช้ร่วมกับพื้นและระบบกราวด์ที่รองรับ เพราะการระบายประจุต้องมีเส้นทางต่อเนื่องจากร่างกาย ผ่านรองเท้า ไปยังพื้นและกราวด์

รองเท้า ESD กับ Antistatic เหมือนกันไหม

มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมประจุเหมือนกัน แต่ไม่ได้หมายความว่ารองเท้า Antistatic ทุกคู่จะผ่านข้อกำหนดของพื้นที่ ESD ต้องตรวจสอบมาตรฐานและผลการทดสอบ

ใส่รองเท้า ESD แล้วไม่ต้องใส่สายรัดข้อมือได้ไหม

ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและโปรแกรมควบคุม ESD งานนั่งโต๊ะที่สัมผัสแผงวงจรโดยตรงอาจยังต้องใช้สายรัดข้อมือ แม้จะใส่รองเท้า ESD แล้ว

รองเท้าหัวคอมโพสิตเป็นรองเท้า ESD หรือไม่

ไม่เสมอไป หัวคอมโพสิตเป็นคุณสมบัติด้านการป้องกันแรงกระแทก ส่วนคุณสมบัติ ESD ต้องผ่านการออกแบบและทดสอบทางไฟฟ้าของรองเท้าทั้งคู่

สามารถเปลี่ยนแผ่นรองในรองเท้า ESD ได้หรือไม่

ไม่ควรเปลี่ยนเป็นแผ่นรองทั่วไปโดยไม่ตรวจสอบ เพราะวัสดุของแผ่นรองสามารถเปลี่ยนค่าความต้านทานของระบบได้ ควรใช้รุ่นที่ผู้ผลิตหรือองค์กรอนุมัติ

รองเท้า ESD ต้องตรวจสอบบ่อยแค่ไหน

ความถี่ขึ้นอยู่กับโปรแกรมควบคุมขององค์กร ความถี่ใช้งาน สภาพแวดล้อม และระดับความเสี่ยง ควรมีการทดสอบก่อนเข้าเขตหรือเป็นระยะตามแผนที่กำหนด

รองเท้า ESD ใช้ในห้อง Cleanroom ได้ทุกคู่ไหม

ไม่ได้ทุกคู่ ห้อง Cleanroom ต้องคำนึงถึงการปล่อยอนุภาค วัสดุ รูปแบบการทำความสะอาด และการปนเปื้อนร่วมด้วย ควรใช้รองเท้าที่ได้รับอนุมัติสำหรับพื้นที่นั้น

พื้นรองเท้า ESD สึกแล้วยังใช้งานได้ไหม

หากพื้นสึกมาก คุณสมบัติทางไฟฟ้าและการกันลื่นอาจเปลี่ยนไป ควรทดสอบและเปลี่ยนเมื่อไม่ผ่านเกณฑ์หรือพบความเสียหาย

รองเท้า ESD กันไฟฟ้าสถิตได้ตลอดอายุการใช้งานไหม

ไม่รับประกันตลอดอายุการใช้งาน เพราะความชื้น สิ่งสกปรก การสึก และการเปลี่ยนแผ่นรองมีผลต่อค่าความต้านทาน จึงต้องตรวจสอบเป็นระยะ


👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้า ESD ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้าESD #รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้ากันไฟฟ้าสถิต #รองเท้านิรภัย #รองเท้า ESD เหมาะกับงานประเภทไหน #โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ #โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ #ห้องCleanroom #แผงวงจร #ระบบESD #ไฟฟ้าสถิต #SafetyShoes #ESDFootwear #ElectrostaticDischarge

แชร์:

บทความเพิ่มเติม