รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง ต้องดูอะไรบ้าง?

รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุงควรเลือกจากการประเมินความเสี่ยงของงานก่อน โดยตรวจสอบว่าต้องการรองเท้าแบบ Electrical Hazard หรือ EH สำหรับช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสทางไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ รองเท้าฉนวนไฟฟ้าสำหรับงานเฉพาะ หรือรองเท้า ESD สำหรับควบคุมประจุไฟฟ้าสถิต นอกจากคุณสมบัติทางไฟฟ้าแล้ว ควรตรวจสอบมาตรฐานรองเท้านิรภัย หัวป้องกันนิ้วเท้า พื้นกันทะลุ การยึดเกาะพื้น ความทนทานต่อน้ำมัน วัสดุส่วนบน ความกระชับ และสภาพแวดล้อมที่ใช้งานจริง

งานซ่อมบำรุงในโรงงานไม่ได้มีความเสี่ยงเพียงเรื่องไฟฟ้าเท่านั้น ช่างอาจต้องเดินผ่านพื้นที่เปียกน้ำมัน ยกหรือเคลื่อนย้ายเครื่องมือ ทำงานใกล้ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนัก เดินบนตะแกรงเหล็ก รวมถึงเข้าไปตรวจสอบตู้ควบคุม มอเตอร์ เครื่องจักร และระบบไฟฟ้าในพื้นที่จำกัด

ดังนั้น การเลือก รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง จึงไม่ควรดูเฉพาะคำว่า “กันไฟฟ้า” บนกล่อง แต่ต้องพิจารณาว่ารองเท้าถูกออกแบบให้ป้องกันอันตรายชนิดใด ผ่านมาตรฐานอะไร และเหมาะกับสภาพงานจริงหรือไม่

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ รองเท้าคุณสมบัติ Electrical Hazard หรือ EH เป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันเสริม ไม่สามารถนำมาใช้แทนการตัดแหล่งพลังงาน การทำ Lockout/Tagout อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า หรือขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัยได้ OSHA ระบุว่ารองเท้าป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าควรใช้กับความเสี่ยงที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากดำเนินมาตรการป้องกันที่จำเป็นแล้ว

รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง

เลือกรองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุงอย่างไร?

รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุงควรเลือกจากการประเมินความเสี่ยงของงานก่อน โดยตรวจสอบว่าต้องการรองเท้าแบบ Electrical Hazard หรือ EH สำหรับช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสทางไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ รองเท้าฉนวนไฟฟ้าสำหรับงานเฉพาะ หรือรองเท้า ESD สำหรับควบคุมประจุไฟฟ้าสถิต

นอกจากคุณสมบัติทางไฟฟ้าแล้ว ควรตรวจสอบมาตรฐานรองเท้านิรภัย หัวป้องกันนิ้วเท้า พื้นกันทะลุ การยึดเกาะพื้น ความทนทานต่อน้ำมัน วัสดุส่วนบน ความกระชับ และสภาพแวดล้อมที่ใช้งานจริง

สำหรับช่างซ่อมบำรุงทั่วไป รองเท้าที่เหมาะสมมักต้องมีคุณสมบัติหลายด้านร่วมกัน เช่น

  • มีเครื่องหมายหรือเอกสารรับรองคุณสมบัติ Electrical Hazard ตามมาตรฐานที่อ้างอิง
  • มีหัวนิรภัยป้องกันของตกหรือเครื่องมือหล่น
  • มีพื้นกันทะลุหากทำงานในพื้นที่ที่มีเศษโลหะ ตะปู หรือน็อต
  • พื้นรองเท้ายึดเกาะได้ดีบนพื้นเปียกหรือน้ำมัน
  • ไม่มีโลหะเปิดสัมผัสด้านนอก
  • สวมกระชับและรองรับการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
  • ผ่านการตรวจสภาพก่อนใช้งาน และหยุดใช้เมื่อพื้นเปียก แตก สึก หรือมีโลหะฝังอยู่

รองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนต้องถือเป็นการป้องกันเสริมเท่านั้น งานซ่อมบำรุงควรตัดพลังงาน ล็อกแหล่งพลังงาน ติดป้ายเตือน และตรวจยืนยันว่าอุปกรณ์ไม่มีพลังงานก่อนเริ่มงานตามขั้นตอนของสถานประกอบการ


รองเท้ากันไฟฟ้าคืออะไร?

คำว่า “รองเท้ากันไฟฟ้า” เป็นคำเรียกที่ค่อนข้างกว้าง และมักถูกนำไปใช้กับรองเท้าหลายประเภทที่มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ตั้งแต่รองเท้า EH ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ ไปจนถึงรองเท้าฉนวนไฟฟ้าที่ออกแบบสำหรับความเสี่ยงเฉพาะทาง

ด้วยเหตุนี้ ผู้ซื้อไม่ควรตัดสินจากชื่อสินค้าหรือข้อความโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ควรอ่านเครื่องหมายมาตรฐาน ฉลาก เอกสารรับรอง และข้อจำกัดของรองเท้าแต่ละรุ่น

มาตรฐาน ASTM F2413-24 เป็นมาตรฐานด้านข้อกำหนดสมรรถนะของรองเท้านิรภัยหัวป้องกัน ส่วน ASTM F2412-24 ครอบคลุมวิธีทดสอบคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น การป้องกันแรงกระแทก แรงกดทับ อันตรายทางไฟฟ้า การคายประจุไฟฟ้าสถิต และการป้องกันการทะลุ

สำหรับมาตรฐานสากล ISO 20345:2021 ครอบคลุมข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเสริมของรองเท้านิรภัยทั่วไป เช่น ความเสี่ยงทางกล การยึดเกาะ ความร้อน และการใช้งานตามหลักสรีรศาสตร์ แต่ความเสี่ยงเฉพาะอย่างรองเท้าฉนวนไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้มาตรฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ในประเทศไทยยังมีมาตรฐาน มอก. 523-2564 สำหรับรองเท้าหนังนิรภัย ผู้ซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดขอบข่ายของมาตรฐานและคุณสมบัติย่อยของรองเท้าแต่ละรุ่น ไม่ควรเข้าใจว่าการมีมาตรฐานรองเท้านิรภัยทั่วไปหมายถึงมีคุณสมบัติป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ


EH, ESD และรองเท้าฉนวนไฟฟ้าต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นจุดที่ผู้ซื้อรองเท้าสำหรับช่างซ่อมบำรุงมักสับสนมากที่สุด เพราะรองเท้าทั้งสามประเภทเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าเหมือนกัน แต่มีหลักการทำงานตรงกันข้ามในบางกรณี

ประเภทรองเท้าหน้าที่หลักเหมาะกับงานลักษณะใดข้อควรระวัง
Electrical Hazard หรือ EHช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสวงจรไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดช่างซ่อมบำรุง ช่างเครื่องจักร หรือผู้ทำงานในพื้นที่ที่ยังมีความเสี่ยงทางไฟฟ้าหลงเหลือเป็นการป้องกันเสริม ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อเปียก พื้นสึก หรือมีโลหะฝัง
ESD หรือ Static Dissipativeช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกายอย่างควบคุมได้โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ห้องคลีนรูม งานประกอบแผงวงจรไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า และไม่ควรใช้แทนรองเท้าป้องกันไฟฟ้าดูด
รองเท้านำไฟฟ้าลดการสะสมประจุเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดประกายไฟฟ้าสถิตพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากวัตถุไวไฟหรือการระเบิดตามการประเมินเฉพาะไม่เหมาะสำหรับพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสไฟฟ้าที่มีกระแส
รองเท้าฉนวนไฟฟ้าเพิ่มการแยกทางไฟฟ้าระหว่างผู้สวมใส่กับพื้นภายใต้เงื่อนไขการทดสอบงานไฟฟ้าหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเฉพาะตามแผนความปลอดภัยต้องเลือกตามมาตรฐานและระดับความเสี่ยง ไม่ควรใช้แทนอุปกรณ์ป้องกันหลัก
รองเท้าเซฟตี้ทั่วไปป้องกันแรงกระแทก แรงกดทับ หรือของมีคมงานซ่อมเครื่องจักร งานโรงงานและคลังสินค้าไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณสมบัติป้องกันไฟฟ้า

OSHA แยกระหว่างรองเท้านำไฟฟ้าที่ใช้ลดการสะสมไฟฟ้าสถิต กับรองเท้า Electrical Hazard หรือรองเท้าฉนวนที่ใช้เป็นการป้องกันเสริมจากความต่างศักย์ระหว่างเท้าหรือระหว่างมือกับเท้า จึงไม่ควรนำรองเท้าแต่ละประเภทมาใช้แทนกัน


ช่างซ่อมบำรุงควรเลือกรองเท้าแบบไหน?

ไม่มีรองเท้ารุ่นเดียวที่เหมาะกับงานซ่อมบำรุงทุกประเภท เพราะช่างแต่ละคนอาจทำงานกับเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า ระบบลม ระบบไฮดรอลิก ห้องควบคุม หรือพื้นที่ผลิตที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน

ก่อนเลือกรองเท้า ควรตอบคำถามให้ได้ว่า

  1. งานมีโอกาสสัมผัสตัวนำหรือวงจรที่ยังมีพลังงานหรือไม่
  2. สามารถตัดไฟและทำ Lockout/Tagout ก่อนทำงานได้หรือไม่
  3. พื้นที่ทำงานแห้ง เปียก หรือมีคราบน้ำมัน
  4. มีความเสี่ยงจากเครื่องมือหรือชิ้นส่วนตกใส่เท้าหรือไม่
  5. มีเศษโลหะ ตะปู หรือของแหลมบนพื้นหรือไม่
  6. ต้องทำงานในพื้นที่ ESD Protected Area หรือไม่
  7. ต้องปีนบันได เดินบนตะแกรง หรือนั่งยองเป็นเวลานานหรือไม่
  8. มีความเสี่ยงจากความร้อน สารเคมี หรือสะเก็ดไฟร่วมด้วยหรือไม่

การประเมินอันตรายควรพิจารณาทั้งชนิดของความเสี่ยง ระยะเวลา ความถี่ และแรงทางกายภาพที่จะเกิดกับอุปกรณ์ป้องกัน ไม่ควรเลือก PPE จากตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว


10 จุดสำคัญที่ต้องดูก่อนซื้อรองเท้ากันไฟฟ้า

1. ดูประเภทการป้องกันทางไฟฟ้าให้ถูกต้อง

อย่าดูเพียงคำว่า “Electrical”, “Anti-static” หรือ “กันไฟฟ้า” ควรตรวจให้ชัดว่ารองเท้าเป็นประเภทใด เช่น

  • Electrical Hazard หรือ EH
  • Static Dissipative หรือ SD
  • ESD
  • Conductive
  • Dielectric หรือ Electrical Insulating

คำเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน รองเท้าที่ช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิตอาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องการฉนวนจากกระแสไฟฟ้า ในทางกลับกัน รองเท้าที่มีความเป็นฉนวนสูงอาจไม่เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องควบคุมประจุไฟฟ้าสถิต


2. ตรวจมาตรฐานและเอกสารรับรอง

รองเท้าที่อ้างคุณสมบัติทางไฟฟ้าควรมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น

  • ชื่อมาตรฐานและปีที่ประกาศ
  • เครื่องหมายบนรองเท้าหรือฉลาก
  • รายงานผลทดสอบหรือใบรับรอง
  • ชื่อรุ่นที่ตรงกับสินค้า
  • คุณสมบัติที่ผ่านการทดสอบ
  • เงื่อนไขและข้อจำกัดในการใช้งาน
  • ข้อมูลจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายที่สามารถติดตามได้

ASTM ระบุว่าการทดสอบในห้องปฏิบัติการไม่สามารถใช้ยืนยันระดับการป้องกันสำหรับทุกสถานการณ์ที่ผู้ใช้งานอาจเผชิญได้ ผู้ใช้จึงต้องพิจารณาสภาพงานจริงร่วมกับผลทดสอบด้วย


3. เลือกหัวนิรภัยตามความเสี่ยง

ช่างซ่อมบำรุงมักต้องถือเครื่องมือ ถอดมอเตอร์ เคลื่อนอะไหล่ หรือทำงานใกล้ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนัก จึงควรพิจารณารองเท้าที่มีหัวป้องกันนิ้วเท้าด้วย

หัวนิรภัยที่พบได้บ่อย ได้แก่

ประเภทหัวรองเท้าจุดเด่นสิ่งที่ต้องพิจารณา
หัวเหล็กแข็งแรงและใช้แพร่หลายในงานอุตสาหกรรมน้ำหนักมากกว่าบางวัสดุ และต้องไม่มีโลหะเปิดสัมผัส
หัวคอมโพสิตไม่ใช่โลหะ น้ำหนักค่อนข้างเบาต้องตรวจสอบผลทดสอบ ไม่ควรดูจากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว
หัวอะลูมิเนียมน้ำหนักเบากว่าหัวเหล็กบางรูปแบบยังเป็นโลหะ ต้องตรวจสอบโครงสร้างรองเท้าทั้งคู่
ไม่มีหัวนิรภัยเบาและยืดหยุ่นไม่เหมาะหากมีความเสี่ยงจากของตกหรือแรงกดทับ

รองเท้าหัวเหล็กไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับช่างไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หากชิ้นส่วนโลหะไม่สัมผัสเท้าและไม่เปิดออกด้านนอก อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาการรับรองของรองเท้าทั้งคู่ ไม่ควรสรุปจากชนิดของหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว


4. ตรวจว่าพื้นรองเท้าไม่มีโลหะเปิดสัมผัส

แม้รองเท้าจะมีคุณสมบัติ EH แต่หากมีตะปู หมุด แผ่นโลหะ หรือชิ้นส่วนตัวนำเปิดสัมผัสจากด้านนอก อาจกระทบต่อการป้องกันได้

ควรตรวจสอบบริเวณ

  • พื้นรองเท้าด้านล่าง
  • ขอบพื้นและส้นรองเท้า
  • หัวรองเท้า
  • ตาไก่ร้อยเชือก
  • ตะขอเกี่ยวเชือก
  • ซิปและชิ้นส่วนตกแต่ง
  • จุดซ่อมหรือปะพื้นเดิม

หากผู้ใช้งานต้องการรองเท้า Metal Free ควรตรวจให้ครบทั้งหัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ ตาไก่ ซิป และส่วนประกอบอื่น ไม่ควรพิจารณาเฉพาะหัวรองเท้า


5. เลือกพื้นกันลื่นให้เหมาะกับพื้นโรงงาน

พื้นโรงงานของทีมซ่อมบำรุงอาจมีทั้งน้ำ น้ำมัน จาระบี ฝุ่นโลหะ หรือน้ำยาทำความสะอาด รองเท้าจึงควรมีสมรรถนะการยึดเกาะที่เหมาะกับพื้นและสารปนเปื้อนจริง

ไม่ควรเชื่อคำว่า “กันลื่น” โดยไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม ควรถามว่า

  • ทดสอบบนพื้นประเภทใด
  • ใช้สารปนเปื้อนชนิดใดในการทดสอบ
  • รุ่นดังกล่าวมีผลทดสอบหรือเครื่องหมายอะไร
  • เหมาะกับพื้นกระเบื้อง เหล็ก คอนกรีต หรือพื้นอีพ็อกซีหรือไม่
  • ดอกยางสามารถระบายของเหลวได้ดีเพียงใด

ISO 20345:2021 และมาตรฐานรองเท้านิรภัยที่เกี่ยวข้องครอบคลุมคุณสมบัติด้านความเสี่ยงทางกล การยึดเกาะ และพฤติกรรมการใช้งาน แต่ผู้ใช้ยังต้องเลือกให้ตรงกับพื้นที่จริง


6. พิจารณาพื้นกันทะลุ

พื้นที่ซ่อมบำรุงมักมีเศษลวด น็อต สกรู เศษแผ่นโลหะ หรือตะปูจากงานติดตั้ง หากมีความเสี่ยงลักษณะนี้ ควรเลือกรองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันการทะลุ

แผ่นกันทะลุมีทั้งแบบโลหะและวัสดุไม่ใช่โลหะ แต่การเลือกไม่ควรดูจากวัสดุเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาผลทดสอบตามมาตรฐานและความเหมาะสมกับงาน

OSHA แนะนำให้ใช้รองเท้าที่มีการป้องกันการทะลุในบริเวณที่ผู้ปฏิบัติงานอาจเหยียบตะปู ลวด สกรู ลวดเย็บ หรือเศษโลหะ


7. ตรวจความทนทานต่อน้ำมันและสารเคมี

พื้นรองเท้าที่สัมผัสน้ำมันหรือสารเคมีเป็นประจำอาจบวม แข็ง แตก หรือลดการยึดเกาะเร็วกว่าปกติ ควรตรวจสอบว่าพื้นรองเท้าเหมาะกับสารที่พบในพื้นที่หรือไม่

คำว่า “Oil Resistant” ไม่ได้หมายความว่าทนสารเคมีทุกชนิด หากพื้นที่มีกรด ด่าง ตัวทำละลาย น้ำมันไฮดรอลิก หรือน้ำยาชนิดพิเศษ ควรขอข้อมูลความเข้ากันได้ของวัสดุจากผู้ผลิต

รองเท้าที่มีรอยบวม นิ่มผิดปกติ แข็งกรอบ หรือผิวละลาย ไม่ควรนำกลับไปใช้จนกว่าจะได้รับการประเมิน เพราะการเปลี่ยนแปลงของวัสดุอาจกระทบทั้งการยึดเกาะและคุณสมบัติทางไฟฟ้า


8. เลือกทรงรองเท้าให้เหมาะกับลักษณะงาน

รองเท้าหุ้มข้อและรองเท้าทรงเตี้ยมีข้อดีแตกต่างกัน

ลักษณะรองเท้าเหมาะกับจุดพิจารณา
ทรงเตี้ยงานที่ต้องเดินเร็ว นั่งยอง หรือเคลื่อนไหวบ่อยคล่องตัว แต่ป้องกันข้อเท้าและเศษวัสดุเข้าได้น้อยกว่า
หุ้มข้อพื้นที่มีเศษวัสดุ งานกลางแจ้ง หรือต้องการพยุงข้อเท้าหนักและระบายอากาศน้อยกว่าบางรุ่น
บูทสูงพื้นที่เปียก โคลน หรือมีของเหลวต้องตรวจคุณสมบัติทางไฟฟ้าและการกันลื่นของรุ่นนั้น
แบบไม่มีเชือกถอดใส่ง่าย ลดปัญหาเชือกหลุดต้องกระชับและไม่หลุดขณะปีนหรือเดิน
แบบเชือกหรือซิปล็อกปรับความกระชับได้ดีต้องผูกหรือปิดให้ครบก่อนเริ่มงาน

หากมีความเสี่ยงจากสะเก็ดไฟหรือโลหะร้อน ควรเลือกรูปทรงและการสวมใส่ที่ลดโอกาสที่วัสดุร้อนจะตกเข้าไปภายในรองเท้า


9. เลือกขนาดให้กระชับ ไม่หลวมหรือแน่นเกินไป

ช่างซ่อมบำรุงอาจต้องยืน เดิน ปีนบันได หรือนั่งยองหลายชั่วโมง รองเท้าที่หลวมทำให้เท้าเลื่อนและเสี่ยงสะดุด ส่วนรองเท้าที่คับเกินไปอาจทำให้ปวด ชา และควบคุมการเคลื่อนไหวได้ไม่ดี

ขณะลองรองเท้าควร

  • สวมถุงเท้าแบบเดียวกับที่ใช้ทำงานจริง
  • ทดลองเดินขึ้นลงพื้นต่างระดับ
  • งอปลายเท้าและนั่งยอง
  • ตรวจว่าส้นไม่ยกมากเกินไป
  • ตรวจว่านิ้วเท้าไม่ชนหัวรองเท้า
  • ทดลองในช่วงบ่ายหรือหลังเดินมาระยะหนึ่ง หากเท้ามักบวมระหว่างวัน

ไม่ควรเพิ่มแผ่นรองทั่วไปเข้าไปในรองเท้านิรภัยโดยไม่ตรวจสอบ เพราะการเปลี่ยนชิ้นส่วนเดิมอาจกระทบความกระชับและทำให้คุณสมบัติตามฉลากมาตรฐานเปลี่ยนไป ASTM เคยระบุว่าการเปลี่ยนหรือเพิ่มแผ่นรองที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบเดิมอาจทำให้รองเท้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่รับรองไว้


10. ตรวจเงื่อนไขการใช้งานและอายุรองเท้า

รองเท้ากันไฟฟ้าไม่ได้รักษาคุณสมบัติได้ตลอดไป ประสิทธิภาพอาจลดลงเมื่อ

  • รองเท้าเปียกหรือชื้น
  • ดอกยางและพื้นชั้นนอกสึก
  • พื้นมีรอยแตกร้าว
  • มีตะปูหรือเศษโลหะฝังอยู่
  • พื้นแยกออกจากตัวรองเท้า
  • รองเท้าถูกสารเคมีกัดกร่อน
  • มีการปะพื้นหรือเสริมส้น
  • มีการดัดแปลงส่วนประกอบเดิม
  • รองเท้าเสียรูปจากความร้อน
  • ไม่สามารถอ่านฉลากหรือระบุรุ่นได้

OSHA เตือนว่าความสามารถในการเป็นฉนวนของรองเท้า Electrical Hazard อาจลดลงเมื่อรองเท้าเปียก พื้นสึกทะลุ หรือมีอนุภาคโลหะฝังอยู่ในพื้นหรือส้นรองเท้า


รองเท้า EH ป้องกันไฟฟ้าดูดได้ทั้งหมดหรือไม่?

ไม่ได้ รองเท้า EH ไม่ใช่เกราะป้องกันไฟฟ้าที่ทำให้สามารถทำงานกับวงจรที่ยังมีพลังงานได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่น

รองเท้าประเภทนี้เป็นเพียงการป้องกันเสริมในสภาวะและข้อจำกัดที่กำหนด ประสิทธิภาพอาจเปลี่ยนไปตามความชื้น การสึกของพื้น สารปนเปื้อน การสัมผัสตัวนำอื่น และสภาพแวดล้อมจริง

ก่อนซ่อมบำรุง ควรดำเนินการตามระบบควบคุมพลังงานของสถานประกอบการ เช่น

  1. ระบุแหล่งพลังงานทั้งหมด
  2. ปิดหรือหยุดเครื่องตามขั้นตอน
  3. แยกแหล่งพลังงาน
  4. ล็อกและติดป้าย
  5. ระบายหรือควบคุมพลังงานสะสม
  6. ตรวจยืนยันว่าแหล่งพลังงานถูกตัดแล้ว
  7. เริ่มงานเฉพาะเมื่อพื้นที่อยู่ในสภาพปลอดภัย

ข้อกำหนด OSHA สำหรับงานควบคุมพลังงานระบุให้แยกแหล่งพลังงาน ติดอุปกรณ์ Lockout/Tagout ควบคุมพลังงานสะสม และตรวจยืนยันว่าเครื่องจักรถูกตัดพลังงานก่อนเริ่มงาน


รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง

หัวเหล็กกับหัวคอมโพสิต แบบไหนเหมาะกับช่างไฟ?

คำตอบคือเลือกจากการรับรองของรองเท้าทั้งคู่ ไม่ใช่เลือกจากวัสดุหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว

หัวคอมโพสิตได้รับความนิยมในงานที่ต้องการลดส่วนประกอบโลหะและน้ำหนักรองเท้า แต่คำว่า “คอมโพสิต” ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทั้งคู่ไม่มีโลหะหรือมีคุณสมบัติ EH เสมอไป

ส่วนหัวเหล็กไม่ได้ทำให้รองเท้าเป็นอันตรายทางไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หากหัวเหล็กถูกหุ้มอยู่ภายใน ไม่สัมผัสเท้า และไม่เปิดออกภายนอก อย่างไรก็ตาม รองเท้ารุ่นนั้นยังต้องผ่านข้อกำหนดด้านไฟฟ้าที่ต้องการ

ควรดูข้อมูลต่อไปนี้ร่วมกัน

  • เครื่องหมาย EH หรือคุณสมบัติที่ต้องการ
  • มาตรฐานของรองเท้าทั้งคู่
  • หัวนิรภัยผ่านการทดสอบแรงกระแทกและแรงกดทับ
  • ไม่มีโลหะเปิดสัมผัส
  • แผ่นกันทะลุเป็นชนิดใด
  • ตาไก่ ซิป และอุปกรณ์ประกอบมีโลหะหรือไม่
  • ข้อกำหนด Metal Free ของสถานประกอบการ

ตัวอย่างการเลือกรองเท้าตามลักษณะงานซ่อมบำรุง

ลักษณะงานคุณสมบัติที่ควรพิจารณา
ตรวจและซ่อมตู้ควบคุมคุณสมบัติทางไฟฟ้าตามการประเมินความเสี่ยง พื้นแห้ง ไม่มีโลหะเปิดสัมผัส และสวมร่วมกับ PPE ที่กำหนด
ซ่อมมอเตอร์และเครื่องจักรหัวนิรภัย พื้นกันทะลุ พื้นกันลื่น และทนน้ำมัน
งานระบบไฮดรอลิกพื้นทนน้ำมัน การยึดเกาะดี และตัวรองเท้าทำความสะอาดง่าย
งานบนบันไดส้นมั่นคง พื้นไม่หนาเกินไป น้ำหนักเหมาะสม และรองเท้ากระชับ
งานในห้องไฟฟ้าตรวจประเภท EH หรือรองเท้าฉนวนตามแผนความปลอดภัย ไม่ใช้ ESD แทนโดยอัตโนมัติ
งานในสายการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อาจต้องใช้ ESD หรือ SD ตาม ESD Control Program ไม่ใช่รองเท้าฉนวนทั่วไป
งานกลางแจ้งพิจารณาการกันน้ำ การยึดเกาะ และข้อจำกัดของคุณสมบัติทางไฟฟ้าเมื่อเปียก
งานเชื่อมหรือมีสะเก็ดไฟหนังหรือวัสดุที่เหมาะกับความร้อน รูปทรงช่วยลดสะเก็ดเข้า และข้อกำหนดด้าน Arc Flash ตามการประเมิน
งานพื้นที่มีเศษเหล็กหัวนิรภัยและพื้นกันทะลุตามมาตรฐาน
งานสารเคมีตรวจความเข้ากันได้ของวัสดุกับสารเคมีเฉพาะ ไม่ใช้คำว่า Oil Resistant แทน Chemical Resistant

วิธีตรวจรองเท้ากันไฟฟ้าก่อนเริ่มงาน

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจเครื่องหมายและรุ่นรองเท้า

ตรวจว่ารองเท้าเป็นรุ่นที่องค์กรอนุมัติ เครื่องหมายมาตรฐานยังอ่านได้ และคุณสมบัติที่ระบุตรงกับงานที่จะทำ

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสภาพพื้นรองเท้า

พลิกรองเท้าและตรวจหารอยสึก รอยแตก รู ตะปู เศษลวด หรือโลหะที่ฝังอยู่ หากพบความเสียหายไม่ควรดึงเศษโลหะออกแล้วใช้งานต่อทันที แต่ควรแยกรองเท้าเพื่อตรวจสอบ

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจความแห้ง

ตรวจทั้งพื้นด้านนอกและภายในรองเท้า หากรองเท้าเปียกหรือชื้น ไม่ควรเชื่อว่ายังมีประสิทธิภาพทางไฟฟ้าเท่าเดิม ควรใช้รองเท้าสำรองที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจตัวรองเท้าและรอยต่อ

ดูว่าพื้นแยกออกจากตัวรองเท้าหรือไม่ รวมถึงตรวจรอยฉีก ตะเข็บหลุด หัวรองเท้าเสียรูป และชิ้นส่วนโลหะที่โผล่ออกมา

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจส่วนประกอบภายใน

ตรวจว่าใช้แผ่นรองเดิมหรือรุ่นที่ผู้ผลิตอนุญาต ไม่มีการใส่แผ่นเสริมทั่วไปหรือดัดแปลงรองเท้าโดยไม่ได้รับการประเมิน

ขั้นตอนที่ 6: สวมให้ถูกวิธี

สวมถุงเท้าที่เหมาะสม ผูกเชือก ปิดซิป หรือรัดสายให้ครบ รองเท้าที่หลวมอาจทำให้สะดุดหรือหลุดขณะปีนบันได

ขั้นตอนที่ 7: ตรวจพื้นที่และงานที่จะทำ

ตรวจว่าพื้นแห้งหรือเปียก มีน้ำมัน โลหะ หรือสารเคมีหรือไม่ และยืนยันว่ารองเท้ารุ่นนั้นเหมาะกับสภาพดังกล่าว

ขั้นตอนที่ 8: ยืนยันการควบคุมพลังงาน

ก่อนเริ่มซ่อม ต้องตรวจว่าเครื่องจักรผ่านขั้นตอนการตัดและควบคุมพลังงานตามระบบ Lockout/Tagout แล้ว รองเท้ากันไฟฟ้าไม่ใช่เหตุผลที่อนุญาตให้ข้ามขั้นตอนนี้ได้


สัญญาณที่ควรหยุดใช้รองเท้าทันที

ควรแยกรองเท้าออกจากการใช้งานเมื่อพบว่า

  • พื้นรองเท้าเปียกหรือมีความชื้นสะสม
  • พื้นสึกจนบางหรือดอกยางหาย
  • มีรอยแตก รู หรือรอยทะลุ
  • มีตะปูหรือเศษโลหะฝังอยู่
  • พื้นรองเท้าแยกออกจากตัวรองเท้า
  • หัวนิรภัยบุบหรือได้รับแรงกระแทกรุนแรง
  • มีโลหะเปิดสัมผัสด้านนอก
  • ตัวรองเท้าถูกสารเคมีจนบวม นิ่ม หรือแข็งกรอบ
  • รองเท้าเคยผ่านการปะพื้นหรือเสริมส้นโดยวัสดุที่ไม่ทราบคุณสมบัติ
  • ไม่สามารถตรวจสอบรุ่นหรือมาตรฐานได้
  • รองเท้าหลวมหรือเสียรูปจนเดินไม่มั่นคง

การตรวจด้วยสายตาไม่สามารถยืนยันคุณสมบัติทางไฟฟ้าทั้งหมดได้ หากองค์กรมีข้อกำหนดการทดสอบหรือการเปลี่ยนตามรอบ ควรปฏิบัติตามแผนดังกล่าว


Checklist เลือกรองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง

รายการตรวจผ่านไม่ผ่าน
มีการประเมินความเสี่ยงของงานก่อนเลือก
ระบุได้ว่าต้องใช้ EH, ESD หรือรองเท้าฉนวน
มีมาตรฐานและเอกสารรับรองตรวจสอบได้
รุ่นในเอกสารตรงกับรองเท้าจริง
มีหัวนิรภัยตามความเสี่ยง
มีพื้นกันทะลุเมื่อพื้นที่มีของแหลม
พื้นยึดเกาะได้เหมาะกับน้ำหรือน้ำมัน
วัสดุทนสารที่พบในพื้นที่
ไม่มีโลหะเปิดสัมผัส
ขนาดพอดีและเดินได้มั่นคง
ไม่มีการดัดแปลงหรือเปลี่ยนแผ่นรองเอง
มีรองเท้าสำรองเมื่อคู่หลักเปียกหรือชำรุด
มีขั้นตอนตรวจสภาพก่อนใช้งาน
ใช้ร่วมกับ Lockout/Tagout และ PPE อื่น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกรองเท้าช่างไฟ

เห็นคำว่า Anti-static แล้วคิดว่าป้องกันไฟฟ้าดูด

รองเท้า Anti-static หรือ ESD ถูกออกแบบให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านอย่างควบคุมได้ จึงไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า

เลือกหัวคอมโพสิตแล้วคิดว่ารองเท้าทั้งคู่ไม่มีโลหะ

แม้หัวรองเท้าจะไม่ใช่โลหะ แต่ตาไก่ ซิป แผ่นกันทะลุ หรือส่วนประกอบอื่นอาจยังเป็นโลหะ

ซื้อจากคำโฆษณาโดยไม่ขอใบรับรอง

ควรตรวจชื่อมาตรฐาน รุ่น ปีของมาตรฐาน และคุณสมบัติที่ผ่านการทดสอบ ไม่ควรใช้เพียงรูปเครื่องหมายในหน้าขายสินค้า

ใช้รองเท้า EH ในพื้นที่เปียกโดยคิดว่ายังป้องกันเท่าเดิม

ความชื้นและน้ำอาจลดความสามารถด้านฉนวน จึงต้องพิจารณาข้อจำกัดของรองเท้าและสภาพพื้นที่ทุกครั้ง

ซ่อมพื้นแล้วนำกลับมาใช้ทันที

กาว แผ่นยาง หรือตะปูที่ใช้ซ่อมอาจเปลี่ยนคุณสมบัติทางไฟฟ้าและการยึดเกาะของรองเท้า

ใช้รองเท้าแทนขั้นตอน Lockout/Tagout

รองเท้าเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการป้องกัน ไม่สามารถทดแทนการแยกและตรวจยืนยันแหล่งพลังงานได้


สรุป: รองเท้ากันไฟฟ้าที่ดี ต้องตรงกับความเสี่ยงจริง

การเลือก รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง ต้องเริ่มจากการแยกให้ออกก่อนว่า งานต้องการรองเท้า EH รองเท้าฉนวนไฟฟ้า หรือรองเท้า ESDรองเท้า ESD เพราะรองเท้าเหล่านี้มีวัตถุประสงค์และหลักการทำงานแตกต่างกัน

หลังจากเลือกคุณสมบัติทางไฟฟ้าแล้ว จึงพิจารณาความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น ของตกใส่เท้า ของแหลม พื้นลื่น น้ำมัน สารเคมี ความร้อน และลักษณะการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน

สิ่งที่ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่

  • มาตรฐานและเอกสารรับรอง
  • ประเภทการป้องกันทางไฟฟ้า
  • หัวนิรภัยและแผ่นกันทะลุ
  • การยึดเกาะพื้น
  • ความทนทานต่อน้ำมันหรือสารเคมี
  • ส่วนประกอบโลหะ
  • ความกระชับและความสบาย
  • ข้อจำกัดเมื่อรองเท้าเปียกหรือชำรุด

ที่สำคัญ รองเท้ากันไฟฟ้าเป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันเสริม งานซ่อมบำรุงยังต้องตัดแหล่งพลังงาน ใช้ Lockout/Tagout ตรวจยืนยันว่าไม่มีพลังงาน และใช้อุปกรณ์ป้องกันอื่นตามผลการประเมินความเสี่ยงเสมอ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง

1. รองเท้ากันไฟฟ้าสามารถป้องกันไฟฟ้าดูดได้ทั้งหมดหรือไม่?

ไม่ได้ รองเท้ากันไฟฟ้าหรือรองเท้า EH เป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันเสริมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ไม่สามารถใช้แทนการตัดไฟ Lockout/Tagout ถุงมือฉนวน แผ่นฉนวน และขั้นตอนการทำงานที่ปลอดภัยได้

2. รองเท้า EH กับรองเท้า ESD เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน รองเท้า EH ช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ ส่วนรองเท้า ESD ช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกายอย่างควบคุมได้ จึงไม่ควรใช้แทนกันโดยไม่ประเมินความเสี่ยง

3. ช่างไฟฟ้าสามารถใส่รองเท้าหัวเหล็กได้ไหม?

สามารถใส่ได้หากหัวเหล็กไม่สัมผัสเท้า ไม่เปิดออกภายนอก และรองเท้าทั้งคู่ผ่านมาตรฐานหรือคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่งานกำหนด ไม่ควรตัดสินจากวัสดุหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว

4. หัวคอมโพสิตปลอดภัยกว่าหัวเหล็กสำหรับงานไฟฟ้าหรือไม่?

หัวคอมโพสิตไม่มีโลหะและมักมีน้ำหนักเบา แต่ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทั้งคู่จะผ่านคุณสมบัติ EH หรือไม่มีโลหะทุกส่วน ต้องตรวจสอบมาตรฐานและส่วนประกอบทั้งหมดของรองเท้า

5. รองเท้ากันไฟฟ้าใช้ตอนพื้นเปียกได้ไหม?

ไม่ควรสรุปว่าใช้ได้ เพราะความชื้นอาจลดความสามารถในการเป็นฉนวนของรองเท้า ควรตรวจข้อจำกัดของผู้ผลิต ประเมินสภาพพื้นที่ และใช้มาตรการป้องกันอื่นตามแผนความปลอดภัย

6. รองเท้ากันไฟฟ้าต้องมีพื้นกันลื่นหรือไม่?

ควรมีหากทำงานในโรงงานหรือพื้นที่ซ่อมบำรุงที่มีน้ำ น้ำมัน หรือจาระบี แต่ต้องตรวจสอบว่าการยึดเกาะเหมาะกับพื้นและสารปนเปื้อนจริง ไม่ควรดูเพียงคำว่า “กันลื่น”

7. รองเท้าสำหรับช่างซ่อมบำรุงควรมีพื้นกันทะลุหรือไม่?

ควรมีหากพื้นที่มีเศษโลหะ ตะปู สกรู หรือลวดบนพื้น โดยต้องตรวจว่าคุณสมบัติป้องกันการทะลุผ่านมาตรฐานและไม่กระทบข้อกำหนดทางไฟฟ้าของงาน

8. รองเท้า Metal Free หมายถึงอะไร?

หมายถึงรองเท้าที่ไม่มีส่วนประกอบโลหะตามขอบเขตที่ผู้ผลิตระบุ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจทั้งหัวนิรภัย แผ่นกันทะลุ ตาไก่ ซิป และอุปกรณ์ประกอบ ไม่ควรดูเฉพาะหัวรองเท้า

9. รองเท้ากันไฟฟ้าควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?

ควรหยุดใช้เมื่อพื้นสึก แตก มีรู เปียกชื้น มีเศษโลหะฝัง พื้นแยก ตัวรองเท้าเสียรูป หรือได้รับสารเคมีจนวัสดุเปลี่ยนสภาพ รวมถึงเมื่อไม่สามารถยืนยันมาตรฐานหรือคุณสมบัติของรองเท้าได้

10. สามารถเปลี่ยนแผ่นรองด้านในเองได้หรือไม่?

ควรใช้เฉพาะแผ่นรองที่ผู้ผลิตอนุญาต เพราะการเพิ่มหรือเปลี่ยนแผ่นรองอาจกระทบความกระชับ โครงสร้าง และคุณสมบัติที่รองเท้าได้รับการรับรอง

11. รองเท้าฉนวนไฟฟ้ากับรองเท้าเซฟตี้ทั่วไปต่างกันอย่างไร?

รองเท้าเซฟตี้ทั่วไปเน้นป้องกันอันตรายทางกล เช่น ของตกและแรงกดทับ ส่วนรองเท้าฉนวนไฟฟ้าออกแบบและทดสอบสำหรับความเสี่ยงทางไฟฟ้าเฉพาะตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รองเท้าหนึ่งคู่อาจมีหลายคุณสมบัติ แต่ต้องตรวจสอบจากเอกสารรับรอง

12. มีรองเท้ากันไฟฟ้าแล้ว ยังต้องทำ Lockout/Tagout หรือไม่?

ยังต้องทำ รองเท้ากันไฟฟ้าไม่สามารถแทนการตัดและแยกพลังงานได้ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนควบคุมพลังงานของสถานประกอบการก่อนเริ่มซ่อมบำรุงทุกครั้ง

👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้ากันไฟฟ้า ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

รองเท้ากันไฟฟ้า #รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้กันไฟฟ้า #รองเท้าช่างไฟ #รองเท้ากันไฟฟ้าสำหรับช่างซ่อมบำรุง #รองเท้าช่างซ่อมบำรุง #ElectricalHazard #รองเท้าEH #รองเท้าฉนวนไฟฟ้า #SafetyShoes #ช่างซ่อมบำรุง #ช่างไฟฟ้า #อุปกรณ์เซฟตี้ #ความปลอดภัยในการทำงาน #LockoutTagout #PPE

แชร์:

บทความเพิ่มเติม