การทำงานใกล้เครื่องจักรทำให้หลายคนคิดว่า รองเท้าเซฟตี้ต้องเป็นรองเท้ากันไฟฟ้า EH ทุกครั้ง เพราะเครื่องจักรส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติ คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า “เครื่องจักร” เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องดูจริง ๆ คือ ผู้ปฏิบัติงานมีความเสี่ยงสัมผัสอันตรายจากไฟฟ้าหรือไม่
หากเป็นพนักงานที่ทำงานข้างเครื่องจักรซึ่งระบบไฟฟ้าปิดมิดชิด ไม่มีส่วนที่มีไฟเปิดเผย และไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับระบบไฟโดยตรง ความจำเป็นของ EH อาจไม่เท่ากับช่างซ่อมบำรุง ช่างไฟ หรือผู้ที่ต้องเปิดตู้ Control และทำงานใกล้วงจรไฟฟ้า
OSHA ระบุว่าควรใช้ Protective Footwear เมื่อรองเท้าสามารถช่วยป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าที่ยังคงเหลืออยู่ หลังจากมีมาตรการป้องกันอื่นที่จำเป็นแล้ว ซึ่งสะท้อนชัดว่า รองเท้ากันไฟฟ้าเป็น PPE เสริม ไม่ใช่มาตรการหลักในการควบคุมพลังงานไฟฟ้า
ทำงานใกล้เครื่องจักร รองเท้ากันไฟฟ้า EH จำเป็นไหม?
ไม่จำเป็นทุกกรณี
รองเท้า EH หรือ Electrical Hazard Footwear เหมาะกับงานที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสวงจรไฟฟ้าหรือสายไฟที่มีไฟโดยไม่ตั้งใจ โดย ASTM F2412-24 ระบุการทดสอบ EH สำหรับรองเท้าที่ช่วยป้องกันผู้สวมใส่เมื่อเกิดการเหยียบสายไฟที่มีไฟโดยบังเอิญ
ดังนั้น หากทำงานใกล้เครื่องจักร ควรพิจารณาจาก Risk Assessment เช่น
- มีการเปิดตู้ไฟหรือไม่
- มีสายไฟหรือจุดต่อไฟที่อาจสัมผัสได้หรือไม่
- ทำงานซ่อมบำรุงระบบไฟหรือไม่
- มีโอกาสเกิดไฟรั่วที่โครงเครื่องหรือไม่
- สภาพพื้นที่มีความชื้นหรือไม่
- มีมาตรการตัดแหล่งพลังงานและ Lockout/Tagout แล้วหรือยัง
หากมีความเสี่ยงด้านไฟฟ้า รองเท้าเซฟตี้ EH เป็นคุณสมบัติที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการตัดไฟ การแยกแหล่งพลังงาน หรือขั้นตอน Lockout/Tagout เพราะ NIOSH ระบุว่า PPE ด้านไฟฟ้าเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ Electrical Safety และยังต้องใช้การ De-energize, Isolation และ Lockout ร่วมด้วย

EH ย่อมาจากอะไร?
EH ย่อมาจาก Electrical Hazard
ในบริบทของรองเท้านิรภัย EH เป็นคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าที่อาจไหลผ่านผู้สวมใส่ไปยังพื้นในกรณีสัมผัสแหล่งไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ
ASTM F2412-24 แยกคุณสมบัติ EH ออกจากคุณสมบัติด้านไฟฟ้าประเภทอื่นอย่างชัดเจน โดยระบุ EH ว่าเป็นการป้องกันผู้สวมใส่กรณีเหยียบสายไฟที่มีไฟโดยบังเอิญ ขณะที่คุณสมบัติอย่าง Conductive และ Static Dissipative มีวัตถุประสงค์ต่างกัน
ดังนั้นคำว่า
ไม่ควรตีความว่าเป็นรองเท้าที่ทำให้สามารถเข้าใกล้ไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยทุกสถานการณ์
ทำงานใกล้เครื่องจักร มีความเสี่ยงไฟฟ้าตรงไหนบ้าง?
เครื่องจักรอุตสาหกรรมหนึ่งเครื่องอาจประกอบด้วย
- Motor
- Control Panel
- Inverter
- Sensor
- Power Supply
- Cable
- Terminal
- Switch
- Circuit Breaker
- ระบบควบคุมอัตโนมัติ
แต่การมีอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าพนักงานทุกคนมี Exposure ทางไฟฟ้าเท่ากัน
ตัวอย่างเช่น
Operator
ทำหน้าที่ป้อนชิ้นงาน กด Start/Stop และตรวจงาน โดยไม่ได้เปิดตู้ไฟ
Maintenance
เปิดฝาครอบ ตรวจ Motor เปลี่ยน Sensor ตรวจสายไฟ หรือแก้ปัญหาเครื่องจักร
Electrician
ตรวจวงจร ตู้ไฟ อุปกรณ์ควบคุม และระบบจ่ายไฟ
ทั้ง 3 ตำแหน่งทำงานกับเครื่องจักรเดียวกัน แต่ Electrical Risk แตกต่างกัน
นี่คือเหตุผลที่ควรเลือกรองเท้าเซฟตี้ตาม “ลักษณะงาน” มากกว่าเลือกจากคำว่า “ทำงานในโรงงาน”
ตาราง: งานใกล้เครื่องจักรแบบไหนควรพิจารณา EH?
| ลักษณะงาน | ความจำเป็นในการพิจารณา EH |
|---|---|
| Operator ควบคุมเครื่องจักรปกติ | ดูจาก Risk Assessment |
| Packing ข้างเครื่องจักร | อาจไม่จำเป็นหากไม่มี Electrical Exposure |
| QC รอบเครื่องจักร | ดูจากพื้นที่และความเสี่ยงจริง |
| ช่างซ่อมบำรุง | ควรพิจารณาสูง |
| ช่างไฟ | ควรพิจารณาสูง |
| เปิด Control Panel | ควรประเมิน EH และ PPE ด้านไฟฟ้าอื่นร่วมกัน |
| ตรวจ Motor / Wiring | ควรพิจารณาสูง |
| เปลี่ยน Sensor หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า | ควรประเมินความเสี่ยง |
| ทำงานใกล้สายไฟชำรุด | ไม่ควรทำงานจนกว่าจะควบคุมอันตราย |
| เครื่องจักรปิดระบบไฟสมบูรณ์ | ความต้องการ EH อาจลดลง |
| ทำงานในพื้นที่เปียกใกล้ระบบไฟ | ต้องประเมิน Electrical Hazard อย่างจริงจัง |
OSHA กำหนดหลักว่าการเลือก Protective Footwear ควรสัมพันธ์กับอันตรายที่พนักงานสัมผัสจริง รวมถึง Electrical Hazard ที่ยังเหลือหลังมีมาตรการป้องกันอื่นแล้ว
ทำไม “อยู่ใกล้เครื่องจักร” อย่างเดียว ยังตอบไม่ได้ว่าต้องใช้ EH?
ลองเปรียบเทียบสองสถานการณ์
กรณีที่ 1
พนักงานยืน Packing อยู่ห่างจากเครื่องจักร มี Guard ครบ ระบบไฟอยู่ภายในตู้ปิด และไม่มีหน้าที่เปิดหรือซ่อมระบบไฟ
กรณีนี้ความเสี่ยงหลักอาจเป็น
- ของตก
- พื้นลื่น
- การชน
- การยืนทำงานนาน
มากกว่าความเสี่ยง Electrical Shock
กรณีที่ 2
ช่าง Maintenance เปิดตู้ Control เพื่อค้นหาสาเหตุเครื่องหยุด และทำงานใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า
กรณีนี้มี Exposure ที่แตกต่างออกไป และต้องประเมิน Electrical Safety โดยเฉพาะ
ดังนั้นการซื้อ รองเท้านิรภัย EH ให้ทุกคนเพียงเพราะโรงงานมีเครื่องจักร อาจไม่ใช่วิธีเลือก PPE ที่แม่นที่สุด
ควรเริ่มจาก Hazard Assessment ก่อน
รองเท้า EH ป้องกันไฟฟ้าได้ 100% หรือไม่?
ไม่ได้
นี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของรองเท้ากันไฟฟ้า
รองเท้า EH เป็น Supplementary Protection หรือการป้องกันเพิ่มเติม ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลให้ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสวงจรที่ยังมีไฟ
NIOSH ระบุว่า PPE ที่มีคุณสมบัติต้านทานไฟฟ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Electrical Safety โดยยังต้องมีการฝึกอบรม การตรวจสอบ การตัดไฟ การแยกแหล่งพลังงาน และ Lockout ตามลักษณะงาน
หลักคิดจึงควรเป็น
กำจัด/ควบคุม Electrical Hazard ก่อน
↓
ใช้ Safe Work Procedure
↓
ใช้ PPE ที่เหมาะสม
ไม่ใช่
ใส่รองเท้า EH แล้วทำงานกับไฟได้
EH ไม่เหมือน ESD
อีกเรื่องที่สับสนกันบ่อยคือ
รองเท้า EH กับรองเท้า ESD เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน
ASTM F2412-24 แยก Electrical Hazard (EH) ออกจาก Static Dissipative (SD) และ Conductive footwear เป็นคนละคุณสมบัติในการทดสอบ
EH
เน้นลดความเสี่ยงจาก Electric Shock ในกรณีสัมผัสอันตรายทางไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ
ESD / Static Dissipative
เน้นควบคุมหรือระบายประจุไฟฟ้าสถิต
มักเกี่ยวข้องกับงาน เช่น
- อิเล็กทรอนิกส์
- ชิ้นส่วน Semiconductor
- Assembly
- พื้นที่ควบคุม Static
ดังนั้น
EH ≠ ESD
และไม่ควรเลือกแทนกันเพียงเพราะทั้งคู่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ไฟฟ้า”

ตารางเปรียบเทียบ EH กับ ESD แบบเข้าใจง่าย
| หัวข้อ | EH | ESD / Static Dissipative |
| ชื่อเต็ม | Electrical Hazard | Electrostatic Discharge |
| เน้นปัญหา | Electric Shock | ไฟฟ้าสถิต |
| เป้าหมาย | เพิ่มการแยกผู้สวมใส่ออกจากทางผ่านกระแส | ช่วยควบคุมการสะสมของประจุ |
| เหมาะกับ | งานที่มี Electrical Hazard | Electronics / ESD Control Area |
| ใช้แทนกันได้ไหม | ไม่ควร | ไม่ควร |
| เลือกจากอะไร | Electrical Risk Assessment | ESD Control Requirement |
ASTM ระบุ EH, Conductive และ Static Dissipative เป็นคนละคุณสมบัติ เนื่องจากมีจุดประสงค์ด้านการป้องกันต่างกัน
ถ้าเครื่องจักรมีไฟรั่ว รองเท้า EH ช่วยได้ไหม?
คำถามนี้ต้องระวังวิธีคิด
หากเครื่องจักรมีไฟรั่ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดและควบคุมอันตรายจากเครื่องจักร
ไม่ควรแก้ด้วยการบอกว่า
“ใส่รองเท้า EH แล้วทำงานต่อได้”
OSHA ระบุว่ารองเท้าป้องกันไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทเมื่อยังมี Electrical Hazard เหลืออยู่หลังจากดำเนินมาตรการป้องกันที่จำเป็นแล้ว
ดังนั้นหากสงสัยว่าโครงเครื่องมีไฟรั่ว ควร
- หยุดใช้งานตามขั้นตอน
- จำกัดการเข้าถึงพื้นที่
- แจ้งผู้รับผิดชอบ
- ตัดและควบคุมพลังงานตาม Procedure
- ตรวจหาสาเหตุ
- แก้ไขระบบให้ปลอดภัย
รองเท้าเซฟตี้ไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับทำให้เครื่องจักรที่ผิดปกติสามารถใช้งานต่อได้
ช่างซ่อมบำรุงควรใช้ EH ไหม?
สำหรับงาน Maintenance ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะงานซ่อมบำรุงสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใกล้ส่วนประกอบที่ Operator ปกติไม่สัมผัส เช่น
- Control Cabinet
- Motor
- Wiring
- Terminal
- Sensor
- Breaker
- Power Supply
หาก Risk Assessment พบว่ามี Electrical Shock Hazard การเลือกรองเท้าเซฟตี้ที่มีคุณสมบัติ EH สามารถเป็นหนึ่งในมาตรการ PPE ที่เหมาะสม
แต่ต้องใช้ร่วมกับ Electrical Safety Procedure และ Energy Control ไม่ใช่แทนกัน เพราะ NIOSH ย้ำถึงความสำคัญของการ De-energize, Isolate และ Lockout แหล่งพลังงาน
รองเท้าหัวเหล็กใช้กับ EH ได้ไหม?
คำว่า “หัวเหล็ก” กับ “EH” เป็นคนละคุณสมบัติ
หัวนิรภัยเกี่ยวข้องกับการป้องกันแรงกระแทกและแรงบีบที่เท้า ขณะที่ EH เกี่ยวข้องกับ Electrical Hazard
ดังนั้นรองเท้าจะมีหัวนิรภัยประเภทใด ไม่ควรใช้เป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียวว่ารองเท้านั้นมีคุณสมบัติ EH หรือไม่
ควรดู Marking และ Specification ของรองเท้ารุ่นนั้นโดยตรง
ASTM F2412-24 แยกการทดสอบ Impact, Compression และ Electrical Hazard ออกจากกันเป็นคุณสมบัติแต่ละประเภท
พื้นรองเท้าเป็นยาง แปลว่าเป็น EH ไหม?
ไม่ควรสรุปว่าใช่
การมองว่าพื้นยาง = กันไฟฟ้า เป็นการประเมินที่ง่ายเกินไป
รองเท้า EH ต้องอ้างอิงคุณสมบัติและการทดสอบของรองเท้าทั้งระบบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ดูจากวัสดุพื้นเพียงอย่างเดียว
ASTM F2412 กำหนดวิธีทดสอบ Electrical Hazard เป็นคุณสมบัติของ Footwear ไม่ได้กำหนดจากการที่ผู้ใช้เห็นว่าพื้นเป็นยางหรือวัสดุใดวัสดุหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้นก่อนซื้อให้มองหา Specification หรือ Marking ที่ระบุ EH อย่างชัดเจน
รองเท้า EH ถ้าพื้นแตก ยังป้องกันได้เหมือนเดิมไหม?
ไม่ควรสันนิษฐานว่ายังคงสมรรถนะเดิม
NIOSH ระบุว่ารอยฉีก รู หรือรอยแตกร้าวของรองเท้าสามารถลด Electrical Resistance ได้ และยังแนะนำให้ตรวจสภาพรองเท้าเพื่อหาความเสียหายเป็นประจำ
ดังนั้นรองเท้า EH ที่พบ
- พื้นแตก
- Upper ฉีก
- มีรู
- พื้นแยก
- โครงสร้างเสียหาย
ควรถูกนำออกจากการใช้งานเพื่อประเมิน ไม่ควรใช้ต่อเพียงเพราะคำว่า EH ยังพิมพ์อยู่บนฉลาก
ความชื้นและสภาพรองเท้ามีผลหรือไม่?
ในงานไฟฟ้า ไม่ควรประเมินรองเท้าโดยมองเพียงมาตรฐานที่ระบุเมื่อตอนซื้อ
สภาพของ PPE ขณะใช้งานก็สำคัญ
NIOSH ระบุว่าความเสียหาย เช่น รอยฉีก รู และรอยแตกร้าวสามารถลดความต้านทานทางไฟฟ้าของรองเท้าได้ และความเสียหายที่ทำให้ความชื้นเข้าสู่รองเท้าก็เป็นประเด็นด้านความปลอดภัย
ดังนั้นควรตรวจรองเท้าก่อนใช้งาน โดยเฉพาะงานที่มี Electrical Hazard
นอกจาก EH งานใกล้เครื่องจักรควรดูอะไรอีก?
การเลือก รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานเครื่องจักร ไม่ควรดู EH เพียงอย่างเดียว
เพราะอันตรายบริเวณเครื่องจักรอาจประกอบด้วยหลายด้าน
| ความเสี่ยง | คุณสมบัติที่ควรพิจารณา |
| ชิ้นงานตก | Protective Toe |
| ของหนักกลิ้ง | Protective Toe |
| เศษโลหะบนพื้น | Puncture Protection ตามความเสี่ยง |
| พื้นน้ำมัน | Slip Resistance + พื้นที่เหมาะกับสภาพงาน |
| ทำงานใกล้ระบบไฟ | EH ตาม Risk Assessment |
| ไฟฟ้าสถิต | ESD / Static Dissipative ตามระบบควบคุม |
| เดินทั้งวัน | น้ำหนักและ Ergonomic |
| พื้นเปียก | Slip Resistance |
| งาน Maintenance | Protection หลายด้านร่วมกัน |
OSHA กำหนดให้ Protective Footwear ถูกเลือกเมื่อมีอันตรายจากของตก ของกลิ้ง การเจาะทะลุ หรือ Electrical Hazard ตามสภาพงานจริง
วิธีตัดสินใจว่าทำงานใกล้เครื่องจักรควรใช้รองเท้า EH หรือไม่
Step 1: ระบุหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงาน
เริ่มจากถามก่อนว่า
- เป็น Operator
- Maintenance
- Electrician
- Engineer
- QC
- Technician
เพราะตำแหน่งเดียวกันอาจมี Exposure ต่างกัน
Step 2: ตรวจว่ามีโอกาสสัมผัสส่วนที่มีไฟหรือไม่
ดูว่าผู้ปฏิบัติงานต้อง
- เปิดตู้ไฟ
- ตรวจสายไฟ
- ตรวจ Motor
- เปลี่ยน Sensor
- ทำงานใกล้วงจร
- เข้าไปในพื้นที่ Electrical Equipment
หรือไม่
หากมี ต้องประเมิน Electrical Hazard อย่างละเอียด
Step 3: ตรวจมาตรการควบคุมที่มีอยู่
ถามว่า
- เครื่องจักรสามารถตัดไฟได้หรือไม่
- มี Isolation Point หรือไม่
- มี Lockout/Tagout หรือไม่
- มี Guard หรือ Enclosure หรือไม่
- มี Grounding หรือระบบป้องกันที่เหมาะสมหรือไม่
PPE ไม่ควรถูกใช้เพื่อชดเชยการไม่มีมาตรการควบคุมพื้นฐาน NIOSH ระบุว่าการตัดไฟ แยกพลังงาน และ Lockout เป็นส่วนสำคัญของ Electrical Safety
Step 4: ประเมิน Electrical Exposure ที่เหลือ
หลังควบคุมอันตรายแล้ว หากยังมีความเสี่ยงที่รองเท้าสามารถช่วยลดได้ จึงพิจารณา EH
หลักนี้สอดคล้องกับข้อกำหนด OSHA ที่กล่าวถึง Electrical Hazard ที่ยังคงเหลือหลังมาตรการป้องกันอื่น
Step 5: แยก EH ออกจาก ESD
หากปัญหาคือ Electric Shock → ประเมิน EH
หากปัญหาคือ Static Control → ประเมิน ESD / Static Dissipative
อย่าเลือกสลับกันเพียงเพราะมีคำว่า Electrical เหมือนกัน ASTM แยกคุณสมบัติทั้งสองออกจากกันในการทดสอบ Foot Protection
Step 6: ตรวจ Marking และ Specification ของรองเท้า
ไม่ควรดูจาก
- พื้นยาง
- หัว Composite
- หัวเหล็ก
- รูปลักษณ์รองเท้า
แล้วสรุปเองว่ากันไฟฟ้าได้
ให้ตรวจ Specification ของรุ่นนั้นว่ามี EH ตามมาตรฐานที่องค์กรกำหนดหรือไม่
Step 7: ตรวจสภาพก่อนใช้งาน
ตรวจ
- รอยแตก
- รู
- พื้นแยก
- Upper ฉีก
- พื้นเสียรูป
เพราะ NIOSH ระบุว่าความเสียหายบางประเภทสามารถลด Electrical Resistance ของรองเท้าได้
สรุป: ทำงานใกล้เครื่องจักร ควรซื้อรองเท้า EH ไหม?
คำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่
“มีเครื่องจักร = ต้อง EH ทุกคน”
แต่ควรเป็น
“มี Electrical Hazard หรือไม่ และหลังควบคุมความเสี่ยงแล้ว EH มีบทบาทช่วยลด Exposure หรือไม่”
ถ้าเป็น Operator ที่ใช้งานเครื่องจักรปกติ ระบบไฟปิดมิดชิด และไม่มี Electrical Exposure โดยตรง คุณสมบัติอื่นอย่างกันลื่น หัวนิรภัย น้ำหนัก หรือความสบายอาจสำคัญกว่า
แต่หากเป็น ช่างไฟ ช่างซ่อมบำรุง Technician หรือผู้ที่ต้องทำงานใกล้ส่วนประกอบทางไฟฟ้า รองเท้าเซฟตี้ EH เป็นคุณสมบัติที่ควรนำมาพิจารณาในการทำ Hazard Assessment
สิ่งที่ต้องจำคือ รองเท้ากันไฟฟ้า EH ไม่ได้ทำให้การทำงานกับไฟฟ้าปลอดภัยโดยตัวมันเอง แต่เป็น PPE เสริมที่ต้องทำงานร่วมกับระบบควบคุม Electrical Hazard การตัดไฟ และขั้นตอนความปลอดภัยอื่น ๆ
FAQ รองเท้ากันไฟฟ้า EH
รองเท้ากันไฟฟ้า EH คืออะไร?
EH ย่อมาจาก Electrical Hazard เป็นคุณสมบัติของรองเท้าที่เกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงจาก Electric Shock ในสถานการณ์สัมผัสอันตรายทางไฟฟ้าโดยไม่ตั้งใจ ASTM F2412-24 มีการทดสอบ Electrical Hazard แยกเป็นคุณสมบัติเฉพาะของ Footwear
ทำงานใกล้เครื่องจักรต้องใช้รองเท้า EH ทุกคนไหม?
ไม่จำเป็น ต้องดู Electrical Hazard ของงานจริง Operator ที่ไม่ได้สัมผัสระบบไฟอาจมีความเสี่ยงต่างจาก Maintenance หรือ Electrician จึงควรเลือกตาม Hazard Assessment
รองเท้า EH ป้องกันไฟดูดได้ 100% ไหม?
ไม่ได้ รองเท้า EH เป็นการป้องกันเพิ่มเติม ไม่สามารถใช้แทนการ De-energize, Isolation, Lockout/Tagout หรือมาตรการ Electrical Safety อื่นได้
EH กับ ESD เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือน EH เกี่ยวข้องกับ Electrical Shock ส่วน ESD หรือ Static Dissipative เกี่ยวข้องกับการควบคุมไฟฟ้าสถิต ASTM แยกการทดสอบ EH และ Static Dissipative ออกจากกัน
รองเท้าหัวเหล็กเป็น EH ได้ไหม?
ไม่ควรตัดสินจากหัวนิรภัยเพียงอย่างเดียว ต้องตรวจ Specification และ Marking ของรองเท้ารุ่นนั้น เพราะ Impact Protection และ Electrical Hazard เป็นคุณสมบัติคนละด้าน
รองเท้าพื้นยางถือว่าเป็น EH หรือไม่?
ไม่สามารถสรุปได้จากวัสดุพื้นอย่างเดียว ต้องดูว่ารองเท้าทั้งระบบผ่านข้อกำหนดหรือการทดสอบ EH ตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องหรือไม่
รองเท้า EH พื้นแตกยังใช้ได้ไหม?
ไม่ควรใช้งานต่อโดยไม่ประเมิน NIOSH ระบุว่ารอยฉีก รู และรอยแตกร้าวสามารถลด Electrical Resistance ของรองเท้าได้
ช่างซ่อมบำรุงควรเลือกรองเท้า EH หรือ ESD?
ขึ้นอยู่กับ Hazard หากความเสี่ยงคือ Electric Shock ให้ประเมิน EH หากเป็นการควบคุม Static ในพื้นที่อิเล็กทรอนิกส์ ให้ประเมิน ESD/Static Dissipative และบางสถานที่อาจมีข้อกำหนดหลายด้านพร้อมกัน
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที
#รองเท้ากันไฟฟ้า #รองเท้าEH #รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้านิรภัย #SafetyShoes #ElectricalHazard #EH #ESD #ช่างซ่อมบำรุง #ช่างไฟ #ความปลอดภัยในโรงงาน #PPE



