รองเท้าเซฟตี้กันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุในที่ทำงานได้จริงไหม?

ช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่นและล้มได้จริง หากเลือกรองเท้าที่มี Slip Resistance เหมาะกับพื้นและสารปนเปื้อนในพื้นที่ทำงาน แต่รองเท้ากันลื่นไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ 100% และไม่ควรถูกใช้แทนการจัดการพื้นเปียก คราบน้ำมัน การทำความสะอาด หรือการปรับปรุงทางเดิน

รองเท้าเซฟตี้กันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงไหม?

ช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่นและล้มได้จริง หากเลือกรองเท้าที่มี Slip Resistance เหมาะกับพื้นและสารปนเปื้อนในพื้นที่ทำงาน แต่รองเท้ากันลื่นไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ 100% และไม่ควรถูกใช้แทนการจัดการพื้นเปียก คราบน้ำมัน การทำความสะอาด หรือการปรับปรุงทางเดิน

งานวิจัยของ NIOSH ที่ติดตามพนักงานบริการอาหารประมาณ 17,000 คนใน 226 เขตการศึกษาของสหรัฐฯ พบว่า กลุ่มที่ได้รับรองเท้ากันลื่นที่ผ่านการประเมินในระดับสูงมีการเคลมอุบัติเหตุจากการลื่นลดลง ประมาณ 67% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับรองเท้าในโครงการ อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวมาจากสภาพแวดล้อมงานบริการอาหารที่มีพื้นเปียกหรือมีไขมัน จึงไม่ควรนำตัวเลข 67% ไปใช้เป็นค่ารับประกันสำหรับทุกโรงงานหรือทุกพื้นที่ทำงาน.

HSE ก็ระบุว่า Footwear มีส่วนสำคัญในการป้องกันการลื่น แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับ พื้นผิวและสารปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจริงในสถานที่ทำงาน ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะสินค้าระบุว่าเป็น “Safety Footwear

สรุปสั้น ๆ: รองเท้ากันลื่นช่วยได้จริง แต่ต้องใช้สูตรนี้

รองเท้าถูกประเภท + พื้นสะอาด + จัดการของเหลว + ตรวจสภาพรองเท้า = ลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด

รองเท้าเซฟตี้กันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุ

ทำไมการลื่นในที่ทำงานถึงเกิดขึ้นง่ายกว่าที่คิด?

อุบัติเหตุจากการลื่นไม่ได้เกิดเฉพาะเวลามีน้ำขังจนมองเห็นชัด

หลายครั้งพื้นดูเหมือนปกติ แต่มีฟิล์มบาง ๆ ของ

  • น้ำ
  • น้ำมัน
  • จาระบี
  • น้ำยาทำความสะอาด
  • เศษอาหาร
  • ฝุ่นละเอียด
  • ผงแป้ง
  • สารเคมี

อยู่ระหว่างพื้นกับรองเท้า

เมื่อแรงเสียดทานระหว่างพื้นรองเท้ากับพื้นลดลง เท้าอาจไถลขณะลงน้ำหนัก โดยเฉพาะตอนเดินเร็ว เลี้ยว เปลี่ยนทิศ หรือก้าวขึ้น-ลง

OSHA จึงให้ความสำคัญกับการดูแล Walking-Working Surfaces ให้สะอาดและแห้งเท่าที่สามารถทำได้ รวมถึงจัดการน้ำรั่ว ของเหลวหก และอันตรายบนพื้น ไม่ได้พึ่งรองเท้าเพียงมาตรการเดียว


รองเท้าเซฟตี้กันลื่นทำงานอย่างไร?

หลักสำคัญอยู่ที่การสร้าง แรงเสียดทานหรือ Traction ระหว่าง Outsole กับพื้น

รองเท้าที่ออกแบบมาสำหรับการยึดเกาะมักใช้หลายองค์ประกอบร่วมกัน เช่น

วัสดุพื้นรองเท้า

สูตร Rubber, PU, TPU หรือวัสดุผสมแต่ละชนิดให้คุณสมบัติการยึดเกาะต่างกัน

รูปแบบดอกพื้น

ลายดอกช่วยสร้างพื้นที่สัมผัสและช่วยจัดการของเหลวที่อยู่ระหว่างรองเท้ากับพื้น

ร่องระบายน้ำ

ถ้าพื้นเปียก ร่องของ Outsole สามารถช่วยให้ของเหลวเคลื่อนออกจากบริเวณสัมผัสแทนที่จะกลายเป็นชั้นบาง ๆ ระหว่างรองเท้ากับพื้น

NIOSH ระบุว่ารูปแบบของ Tread มีส่วนสำคัญต่อแรงเสียดทาน และลายดอกบางแบบสามารถสร้าง Traction ได้ดีกว่าแบบอื่น โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหรือของเหลวอยู่บนพื้น


มีหลักฐานไหมว่ารองเท้ากันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุจริง?

มี

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือการศึกษาที่ NIOSH สนับสนุนเกี่ยวกับพนักงาน Food Service

การศึกษาครอบคลุมพนักงานประมาณ 17,000 คน จาก 226 School Districts และเปรียบเทียบการเกิด Slip Injury ระหว่างกลุ่มที่ได้รับรองเท้ากันลื่นที่ได้รับ Rating สูงกับกลุ่มควบคุม

ผลที่ NIOSH สรุประบุว่า กลุ่มที่ได้รับรองเท้ากันลื่นมี Workers’ Compensation Claims จากอุบัติเหตุลื่นลดลง 67%.

แต่ต้องอ่านตัวเลขนี้ให้ถูก

ไม่ได้หมายความว่า

“ซื้อรองเท้ากันลื่นแล้วอุบัติเหตุทุกโรงงานจะลด 67%”

เพราะผลขึ้นอยู่กับ

  • ประเภทงาน
  • พื้น
  • สารปนเปื้อน
  • รุ่นรองเท้า
  • การใช้งาน
  • การทำความสะอาดพื้นที่
  • ระบบความปลอดภัยอื่น

สิ่งที่งานวิจัยนี้ช่วยยืนยันได้คือ การเลือกรองเท้าเซฟตี้กันลื่นที่มีประสิทธิภาพอย่างเหมาะสมสามารถเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยลด Slip Injury ได้จริง ในสภาพแวดล้อมที่ศึกษา


แต่ “รองเท้าเซฟตี้” ไม่ได้แปลว่า “รองเท้ากันลื่น” ทุกคู่

จุดนี้สำคัญมาก

คำว่า Safety Footwear หมายความว่ารองเท้าได้รับการออกแบบเพื่อป้องกันความเสี่ยงบางประเภทตามมาตรฐานหรือ Specification ที่กำหนด

แต่ไม่ได้แปลว่ารองเท้าทุกคู่จะให้ Slip Resistance เหมาะกับทุกสภาพพื้น

HSE เตือนอย่างชัดเจนว่า Safety Footwear ไม่จำเป็นต้องหมายถึง Non-slip Footwear จึงต้องพิจารณาคุณสมบัติของรุ่นและหน้างานจริงเพิ่มเติม

ดังนั้นอย่าเลือกเพียงเพราะรองเท้ามี

  • หัวเหล็ก
  • หัว Composite
  • Midsole กันแทง
  • ESD
  • กันน้ำ

แล้วคิดว่าจะกันลื่นได้ดีโดยอัตโนมัติ


ตารางเปรียบเทียบ: รองเท้าเซฟตี้ทั่วไป vs รองเท้าเน้นกันลื่น

หัวข้อรองเท้าเซฟตี้ทั่วไปรองเท้าเซฟตี้เน้นกันลื่น
ป้องกันของตกแล้วแต่ Classificationแล้วแต่ Classification
ป้องกันการแทงทะลุแล้วแต่รุ่นแล้วแต่รุ่น
Slip Resistanceต้องตรวจ Specificationให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ลาย Outsoleแตกต่างตามรุ่นมักออกแบบเพื่อเพิ่ม Traction
พื้นเปียกต้องเช็กเป็นรุ่นควรเลือกให้ตรงสภาพพื้น
น้ำมัน/ไขมันไม่ได้เหมาะทุกคู่ต้องเช็กสารปนเปื้อนจริง
เหมาะกับครัวไม่จำเป็นรุ่นที่เหมาะกับพื้นครัวจะดีกว่า
ใช้ได้ทุกพื้นหรือไม่ไม่ได้ก็ไม่ได้เช่นกัน

รองเท้าเซฟตี้กันลื่นเหมาะกับงานประเภทไหน?

โรงงานอาหารและเครื่องดื่ม

พื้นที่ผลิตอาหารมีโอกาสพบ

  • น้ำ
  • น้ำมัน
  • ไขมัน
  • เศษอาหาร
  • น้ำยาทำความสะอาด

จึงเป็นพื้นที่ที่ควรให้ Slip Resistance เป็นปัจจัยหลักในการเลือก Footwear

NIOSH เลือกศึกษากลุ่มพนักงานบริการอาหารโดยเฉพาะ เนื่องจากพนักงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจากพื้นเปียกและมัน และพบประโยชน์จากโปรแกรมรองเท้ากันลื่นอย่างมีนัยสำคัญ


งานครัวและร้านอาหาร

พื้นครัวที่มีน้ำหรือไขมันสามารถลื่นได้มาก แม้จะทำความสะอาดเป็นประจำ

ดังนั้นรองเท้าที่มีดอกพื้นเหมาะกับของเหลวและสามารถรักษา Traction บนพื้นประเภทที่ใช้งานจริง จึงมีความสำคัญ

HSE ระบุถึงพื้นที่อย่างครัวหรือ Wet Rooms ว่าเป็นตัวอย่างพื้นที่ซึ่งอาจจำเป็นต้องจัดหา Slip-resistant Footwear ให้พนักงาน เมื่อการประเมินความเสี่ยงพบว่ารองเท้าเป็นหนึ่งในมาตรการควบคุมที่เหมาะสม


โรงงานผลิตและงานอุตสาหกรรม

งานอุตสาหกรรมอาจพบ

  • น้ำมันเครื่อง
  • Cutting Fluid
  • น้ำมันหล่อลื่น
  • น้ำ
  • พื้น Epoxy
  • พื้นคอนกรีตเรียบ
  • พื้นเหล็ก

จึงไม่ควรซื้อรองเท้าด้วยคำว่า “กันลื่น” อย่างเดียว

ต้องถามว่า

กันลื่นบนพื้นอะไร และเมื่อมีอะไรอยู่บนพื้น?


คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า

พื้นคลังมักดูแห้งและสะอาด แต่บริเวณ

  • Loading Dock
  • ทางเข้าคลัง
  • ห้องเย็น
  • จุดรับสินค้า
  • พื้นที่ใกล้ประตู

อาจมีน้ำ ฝน หรือ Condensation

งาน Logistics จึงควรพิจารณาทั้งพื้นและ Footwear โดย HSE แนะนำให้ทดลองรองเท้าหลายรูปแบบเพื่อหาชนิดที่ให้ Slip Resistance เหมาะกับสภาพแวดล้อมจริง


โรงพยาบาลและงานบริการสุขภาพ

พื้นที่บางส่วนอาจมีน้ำหรือของเหลวจากการทำงาน เช่น

  • ห้องซักล้าง
  • ห้องน้ำ
  • ห้องครัว
  • พื้นที่ทำความสะอาด

OSHA แนะนำทั้งการรักษาพื้นให้สะอาดและแห้ง การใช้พื้นผิวลดการลื่น และการเลือก Footgear ที่เหมาะสม เพื่อควบคุม Slip/Fall Hazard


รองเท้ากันลื่นช่วยได้ แต่ทำไมยังเกิดอุบัติเหตุได้?

เพราะรองเท้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ

ลองนึกภาพว่าใส่รองเท้ากันลื่นอย่างดี แต่พื้นมีน้ำมันหนาจนดอกพื้นเต็มไปด้วยน้ำมัน

รองเท้าก็ไม่สามารถสร้าง Grip ได้เหมือนในสภาพปกติ

ปัจจัยสำคัญมีดังนี้

สารปนเปื้อนมากเกินไป

น้ำมัน จาระบี และของเหลวบางชนิดสามารถลด Friction ได้มาก

เลือกรองเท้าไม่ตรงกับพื้น

รองเท้าที่ทำงานดีบนกระเบื้องเปียก อาจไม่ได้ให้ผลแบบเดียวกันบนพื้นเหล็กที่มีน้ำมัน

พื้นรองเท้าสึก

เมื่อดอกพื้นสึก รูปแบบที่เคยช่วยสร้างแรงยึดเกาะจะเปลี่ยนไป

NIOSH ระบุว่ารองเท้าที่สึกเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจาก Slip-and-Fall และมีการศึกษาผลของ Wear ต่อสมรรถนะการกันลื่นของรองเท้า

เดินเร็วหรือเปลี่ยนทิศกะทันหัน

แรงที่กระทำระหว่างรองเท้ากับพื้นเปลี่ยนตาม Movement

พื้นชำรุด

กระเบื้องแตก พื้นต่างระดับ หรือสิ่งกีดขวางอาจเปลี่ยนอุบัติเหตุจาก “Slip” เป็น “Trip” ได้


รองเท้าเซฟตี้กันลื่นอย่างเดียวเพียงพอไหม?

ไม่เพียงพอ

วิธีลด Slip, Trip and Fall ที่มีประสิทธิภาพควรใช้หลายมาตรการพร้อมกัน

OSHA ระบุถึงการรักษาพื้นให้สะอาดและแห้ง การจัดการ Spill รวมถึงดูแล Walking-Working Surface ให้อยู่ในสภาพเหมาะสม

HSE ก็ให้ความสำคัญกับการควบคุม

Flooring + Contamination + Cleaning + Footwear + Behaviour

ร่วมกัน มากกว่าการแก้ปัญหาที่รองเท้าเพียงจุดเดียว

สูตรลดความเสี่ยงที่ควรใช้

มาตรการตัวอย่าง
ป้องกัน Spillถาดรอง จุดปิดวาล์ว ระบบ Drain
ทำความสะอาดเช็ดทันทีเมื่อพบของเหลว
ปรับพื้นพื้นที่มี Slip Resistance เหมาะสม
รองเท้าเลือก Outsole ตามพื้นจริง
Housekeepingไม่วางของกีดขวางทางเดิน
Inspectionตรวจพื้นและรองเท้า
Trainingสอนพนักงานรายงานจุดเสี่ยง

รองเท้าเซฟตี้กันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุ

เลือกรองเท้ากันลื่นอย่างไรให้ช่วยลดอุบัติเหตุได้จริง?

อย่าเริ่มจากคำถามว่า

“รุ่นไหนกันลื่นที่สุด?”

แต่ให้เริ่มจาก

“หน้างานของเราลื่นเพราะอะไร?”

เพราะนี่จะนำไปสู่รองเท้าที่เหมาะสมกว่า


1. เช็กพื้นหน้างานก่อน

พื้นแต่ละชนิดมี Characteristic ต่างกัน

เช่น

  • กระเบื้อง
  • Epoxy
  • คอนกรีตขัดมัน
  • เหล็ก
  • ตะแกรง
  • พื้นห้องเย็น
  • พื้น Outdoor

HSE แนะนำให้ผู้จัดซื้อระบุพื้นผิวหลักและสารปนเปื้อนที่สร้างความเสี่ยงจากการลื่นก่อนเลือก Footwear


2. เช็กว่าสิ่งที่ทำให้พื้นลื่นคืออะไร

คำว่า “พื้นเปียก” ยังไม่ละเอียดพอ

ต้องรู้ว่าเปียกจาก

น้ำ

หรือ

น้ำมัน

หรือ

ไขมัน

หรือ

สารเคมี

เพราะของเหลวแต่ละชนิดสร้างสภาพ Friction ต่างกัน

รองเท้าที่เหมาะกับน้ำจึงไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับน้ำมันทุกชนิด


3. ตรวจมาตรฐาน Slip Resistance

รองเท้า Safety ตาม ISO 20345 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ Safety Footwear รวมถึงเรื่อง Slip Resistance โดยมาตรฐานรุ่นปัจจุบันคือ ISO 20345:2021 ซึ่งปรับปรุงข้อกำหนดเรื่องการกันลื่นจากมาตรฐานรุ่นก่อน

หากเจอรองเท้ารุ่นเก่าที่ระบุ SRC และรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบการระบุ SR จึงควรดู ปีของมาตรฐาน ประกอบ ไม่ควรเปรียบเทียบจากตัวอักษรอย่างเดียว


4. ดูลาย Outsole จริง

ลองพลิกรองเท้าดูพื้นก่อนซื้อ

สังเกต

  • ความลึกของร่อง
  • ช่องทางระบายของเหลว
  • พื้นที่สัมผัส
  • ทิศทางของดอกพื้น
  • ส่วน Heel
  • ส่วน Forefoot

ดอกพื้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง Design แต่มีส่วนต่อ Traction โดย NIOSH ระบุว่า Tread Pattern เป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการสร้าง Friction โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินผ่านน้ำหรือของเหลว


5. เลือก Fit ให้เหมาะกับผู้ใส่

รองเท้าหลวมเกินไปทำให้การควบคุมเท้าลดลง

รองเท้าคับเกินไปทำให้เดินผิดธรรมชาติหรือเกิดความไม่สบายจนพนักงานไม่อยากใส่

HSE ชี้ให้เห็นว่าความสบายและความเหมาะสมของ Footwear มีความสำคัญ เพราะสุดท้ายรองเท้าจะช่วยได้ก็ต่อเมื่อพนักงานใส่จริงอย่างสม่ำเสมอ


6. ตรวจรองเท้าหลังเริ่มใช้งาน

รองเท้ากันลื่นไม่ได้มีประสิทธิภาพคงเดิมตลอดชีวิต

ควรตรวจ

  • ดอกยาง
  • พื้นแตก
  • พื้นแข็ง
  • ร่องอุดตัน
  • พื้นลอก
  • การสึกบริเวณส้น
  • การสึกบริเวณหน้าเท้า

ถ้าพื้นสึกจนลายดอกแทบหาย ไม่ควรรอให้รองเท้าขาดก่อนค่อยเปลี่ยน


ตาราง: สภาพหน้างานกับสิ่งที่ควรดูในรองเท้า

สภาพหน้างานความเสี่ยงสิ่งที่ควรพิจารณา
กระเบื้องเปียกลื่นจากน้ำSlip Resistance + ร่องระบายน้ำ
ครัวน้ำ + ไขมันGrip + ดอกพื้นที่ทำความสะอาดง่าย
โรงงานน้ำมันน้ำมัน/จาระบีOutsole + Slip Performance
พื้น Epoxyลื่นเมื่อมีของเหลวผลทดสอบ + ทดลองหน้างาน
พื้นเหล็กพื้นเรียบ/น้ำมันOutsole และ Pattern
กลางแจ้งน้ำ/ดิน/โคลนดอกลึก + การระบายน้ำ
ห้องเย็นน้ำ/CondensationGrip + วัสดุเหมาะกับอุณหภูมิ
คลังสินค้าฝุ่น/น้ำบริเวณ LoadingGrip + Comfort สำหรับเดินนาน

วิธีเลือกรองเท้าเซฟตี้กันลื่นเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ

ขั้นตอนที่ 1 สำรวจจุดที่เคยเกิดการลื่น

ดูว่าพนักงานลื่นบริเวณไหน เวลาใด และเกิดจากอะไร

ขั้นตอนที่ 2 ระบุพื้นผิว

บันทึกว่าเป็นกระเบื้อง Epoxy เหล็ก คอนกรีต หรือตะแกรง

ขั้นตอนที่ 3 ระบุสารปนเปื้อน

ตรวจว่าสิ่งที่อยู่บนพื้นคือ น้ำ น้ำมัน จาระบี สารเคมี ฝุ่น หรือเศษอาหาร

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจมาตรฐานรองเท้า

ตรวจ EN/ISO Standard และข้อมูล Slip Resistance ของรุ่นที่กำลังพิจารณา ไม่เลือกจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนที่ 5 ดู Outsole

เลือก Tread Pattern และวัสดุพื้นที่เหมาะกับสภาพหน้างาน

ขั้นตอนที่ 6 ทดลองใช้ก่อนซื้อจำนวนมาก

หากองค์กรมีพนักงานจำนวนมาก อาจนำรองเท้าหลายรุ่นมาทดลองกับกลุ่มเล็กในพื้นที่จริงก่อนเลือก Specification

HSE แนะนำแนวทางทดลองรองเท้าหลายประเภทเพื่อดูว่ารุ่นใดให้ Slip Resistance เหมาะกับสภาพแวดล้อมของผู้ปฏิบัติงาน.

ขั้นตอนที่ 7 จัดการพื้นควบคู่กัน

แก้ Leak, Spill, Drainage และ Cleaning Process ไม่ให้รองเท้าเป็นมาตรการเดียว

ขั้นตอนที่ 8 กำหนดเกณฑ์เปลี่ยนรองเท้า

ตรวจดอกยางและ Outsole เป็นระยะ หากสึกมาก แตก หรือประสิทธิภาพลดลงควรพิจารณาเปลี่ยน


รองเท้าแพงกว่ากันลื่นดีกว่าเสมอไหม?

ไม่เสมอไป

ราคาสูงอาจมาจาก

  • วัสดุ Upper
  • Brand
  • ระบบปิดรองเท้า
  • น้ำหนัก
  • เทคโนโลยี Cushioning
  • Waterproofing
  • Design

ไม่ใช่ Slip Resistance อย่างเดียว

HSE จึงแนะนำให้เลือก Footwear จากความเหมาะสมกับ พื้นผิวและ Contaminant ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่ามองราคาหรือชื่อสินค้าอย่างเดียว.


พื้นรองเท้าสึกแล้ว ยังกันลื่นได้เหมือนเดิมไหม?

ไม่ควรสมมติว่าเหมือนเดิม

NIOSH ระบุว่าการสึกของรองเท้าเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง Slip-and-Fall และมีงานวิจัยเพื่อประเมินว่าสภาพการสึกของ Slip-resistant Shoes ส่งผลต่อความสามารถในการยึดเกาะอย่างไร

โดยเฉพาะถ้า

ดอกพื้นเรียบ + ร่องตื้น + พื้นแข็ง

ควรตรวจและพิจารณาเปลี่ยนก่อนที่จะรอให้พื้นทะลุ


รองเท้า Oil Resistant เท่ากับกันลื่นจากน้ำมันไหม?

ไม่ใช่ความหมายเดียวกัน

นี่เป็นอีกจุดที่คนซื้อรองเท้า Safety มักเข้าใจผิด

HSE ระบุโดยตรงว่า Oil-resistant ไม่ได้มีความหมายเดียวกับ Slip Resistance.

คำว่า Oil/Fuel Resistance สามารถเกี่ยวข้องกับความสามารถของวัสดุพื้นรองเท้าในการทนต่อการสัมผัสกับน้ำมัน

ส่วน Slip Resistance เป็นเรื่องของความสามารถในการสร้าง Grip ระหว่างรองเท้ากับพื้นภายใต้เงื่อนไขการทดสอบ

ดังนั้นถ้าทำงานในพื้นที่น้ำมัน ควรเช็ก ทั้งสองเรื่อง


เช็กลิสต์ 8 ข้อก่อนซื้อรองเท้ากันลื่นให้พนักงาน

  • รู้ว่าพื้นหน้างานเป็นวัสดุอะไร
  • รู้ว่าสารอะไรทำให้พื้นลื่น
  • ตรวจมาตรฐานรองเท้าแล้ว
  • ตรวจข้อมูล Slip Resistance แล้ว
  • ดูลายและวัสดุ Outsole แล้ว
  • เลือก Fit และ Size เหมาะสม
  • ทดลองใช้งานจริงก่อนซื้อจำนวนมากถ้าทำได้
  • มีแผนตรวจและเปลี่ยนรองเท้าเมื่อพื้นสึก

ถ้ายังตอบไม่ได้ว่า “พื้นลื่นเพราะอะไร” ก็ยังไม่ควรเริ่มเลือกจากคำว่า “กันลื่นดีที่สุด”


สรุป: รองเท้าเซฟตี้กันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุในที่ทำงานได้จริงไหม?

ช่วยได้จริง โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่มีสาเหตุจากการลื่น และมีงานวิจัยภาคสนามรองรับว่าการจัดหารองเท้ากันลื่นที่มีประสิทธิภาพสามารถลด Slip Injury ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น งานบริการอาหาร

แต่สิ่งที่ไม่ควรทำคือคิดว่า

“ใส่รองเท้ากันลื่นแล้ว พื้นจะเปียกแค่ไหนก็ได้”

รองเท้าเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการควบคุม

การลดอุบัติเหตุที่มีประสิทธิภาพควรทำพร้อมกันทั้ง

เลือกรองเท้าให้ตรงพื้น → ป้องกันของเหลวหก → ทำความสะอาด → ดูแลทางเดิน → ตรวจรองเท้า → ฝึกพนักงาน

OSHA และ HSE ต่างให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพพื้นและการเลือก Footwear ที่เหมาะสมควบคู่กัน ไม่ใช่ใช้ PPE เพื่อทดแทนการแก้ Hazard ที่ต้นเหตุ

ดังนั้นคำถามที่เหมาะที่สุดก่อนซื้อไม่ใช่

“รองเท้าคู่นี้กันลื่นไหม?”

แต่ควรถามว่า

“รองเท้าคู่นี้กันลื่นได้เหมาะกับพื้นและสารปนเปื้อนที่พนักงานของเราต้องเจอทุกวันหรือไม่?”


FAQ: รองเท้าเซฟตี้กันลื่น

1. รองเท้าเซฟตี้กันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงไหม?

ช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่นได้เมื่อเลือกรองเท้าที่มีประสิทธิภาพเหมาะกับหน้างาน งานวิจัย NIOSH ในกลุ่มพนักงาน Food Service พบว่ากลุ่มที่ได้รับรองเท้ากันลื่น Rating สูงมีการเคลม Slip Injury ลดลง 67% แต่ตัวเลขนี้เป็นผลจากประชากรและสภาพแวดล้อมที่ศึกษา ไม่ใช่อัตรารับประกันสำหรับทุกสถานที่ทำงาน

2. รองเท้าเซฟตี้ทุกคู่กันลื่นหรือไม่?

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น HSE เตือนว่า Safety Footwear ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Non-slip Footwear ทุกคู่ จึงต้องตรวจ Specification ของรุ่นที่เลือก

3. รองเท้าเซฟตี้กันลื่นได้ 100% ไหม?

ไม่ได้ เพราะการลื่นยังขึ้นอยู่กับพื้น สารปนเปื้อน ปริมาณของเหลว สภาพรองเท้า และลักษณะการเคลื่อนไหว

4. งานที่มีน้ำมันควรใช้รองเท้ากันลื่นแบบไหน?

ควรเลือกรุ่นที่มี Slip Performance เหมาะกับพื้นจริง พร้อมตรวจวัสดุ Outsole และคุณสมบัติด้านการทนน้ำมัน อย่าใช้คำว่า Oil Resistant แทน Slip Resistant เพราะสองคำนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน

5. ดอกพื้นรองเท้ามีผลต่อการกันลื่นไหม?

มี NIOSH ระบุว่า Tread Pattern มีส่วนสำคัญต่อแรงเสียดทาน และรูปแบบดอกพื้นที่แตกต่างกันสามารถให้ Traction ต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหรือของเหลวบนพื้น

6. รองเท้าเก่าแต่ดอกยังเหลือ ใช้ต่อได้ไหม?

ควรตรวจมากกว่าความลึกดอกพื้น โดยดูพื้นแข็ง แตก ลอก การสึกไม่สม่ำเสมอ และความรู้สึกในการยึดเกาะ เพราะ Wear ของรองเท้ามีความเกี่ยวข้องกับ Slip Risk

7. รองเท้า SRC ยังใช้เป็นตัวเลือกกันลื่นได้ไหม?

SRC เป็นระบบการทำเครื่องหมายที่พบในมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้รุ่นก่อน ขณะที่ ISO 20345:2021 มีการปรับข้อกำหนดด้าน Slip Resistance ใหม่ ดังนั้นควรตรวจทั้งรหัสและปีของมาตรฐานก่อนเปรียบเทียบรองเท้า

8. พื้นเปียกตลอดควรแก้ด้วยรองเท้ากันลื่นอย่างเดียวไหม?

ไม่ควร OSHA กำหนดหลักให้ Walking-Working Surfaces ถูกดูแลให้สะอาดและแห้งเท่าที่ทำได้ รวมถึงควบคุม Spill และสภาพพื้น รองเท้าเป็นมาตรการเสริม ไม่ใช่ตัวแทนการแก้ Hazard ที่ต้นเหตุ

9. บริษัทควรทดลองรองเท้าก่อนซื้อจำนวนมากไหม?

เป็นแนวทางที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะหน้างานที่มีสภาพพื้นเฉพาะ HSE แนะนำให้พิจารณาทดลอง Footwear หลายประเภทเพื่อดูว่ารุ่นใดให้ Slip Resistance เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่พนักงานทำงานจริง

👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้กันลื่น #รองเท้ากันลื่น #รองเท้าSafety #SafetyShoes #SlipResistant #SlipResistance #อุบัติเหตุในที่ทำงาน #ป้องกันการลื่น #ความปลอดภัยในการทำงาน #PPE #รองเท้าโรงงาน #รองเท้าทำงาน #WorkplaceSafety

แชร์:

บทความเพิ่มเติม