รองเท้าหัวเหล็กพื้น PU กับพื้นยาง ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนให้เหมาะกับงาน

รองเท้าหัวเหล็กพื้น PU มักมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และช่วยลดแรงกระแทกได้ดี จึงเหมาะกับงานทั่วไปที่ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน ส่วนพื้นยางมักมีน้ำหนักมากกว่า แต่เด่นด้านความทนทาน การสึกหรอ และรองรับสภาพงานร้อนหรือหนักได้ดี ทั้งนี้ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ ลายดอกยาง โครงสร้างพื้น และผลทดสอบของรองเท้าแต่ละรุ่น ไม่ควรเลือกจากคำว่า PU หรือยางเพียงอย่างเดียว

รองเท้าหัวเหล็กพื้น PU มักมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และช่วยลดแรงกระแทกได้ดี จึงเหมาะกับงานทั่วไปที่ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน ส่วนพื้นยางมักมีน้ำหนักมากกว่า แต่เด่นด้านความทนทาน การสึกหรอ และรองรับสภาพงานร้อนหรือหนักได้ดี ทั้งนี้ประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ ลายดอกยาง โครงสร้างพื้น และผลทดสอบของรองเท้าแต่ละรุ่น ไม่ควรเลือกจากคำว่า PU หรือยางเพียงอย่างเดียว


เวลาซื้อรองเท้าหัวเหล็ก หลายคนให้ความสำคัญกับหัวเหล็กหรือรูปทรงรองเท้าเป็นอันดับแรก แต่ส่วนที่สัมผัสพื้นตลอดเวลาคือ “พื้นรองเท้า” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความรู้สึกขณะเดิน การยึดเกาะ ความทนทาน และความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน

วัสดุที่พบได้บ่อยคือ พื้น PU หรือ Polyurethane และ พื้นยางหรือ Rubber ทั้งสองแบบไม่มีประเภทใดดีกว่าในทุกสถานการณ์ เพราะถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์งานคนละลักษณะ

หากเลือกจากความเชื่อว่า “พื้นยางกันลื่นกว่าเสมอ” หรือ “พื้น PU ใส่สบายกว่าเสมอ” อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เนื่องจากประสิทธิภาพยังขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ ความแข็ง ลายพื้น ความลึกของร่อง และสารปนเปื้อนที่อยู่บนพื้นจริง

มาตรฐาน ISO 20345 ครอบคลุมข้อกำหนดทั้งด้านความเสี่ยงทางกล การลื่น ความร้อน และพฤติกรรมทางการยศาสตร์ของรองเท้านิรภัย ดังนั้นควรตรวจสอบมาตรฐานและผลทดสอบของแต่ละรุ่นควบคู่กับชนิดวัสดุ ISO 20345:2021

รองเท้าหัวเหล็กผู้ชาย

พื้น PU คืออะไร

PU ย่อมาจาก Polyurethane เป็นวัสดุพอลิเมอร์ที่สามารถปรับสูตรให้มีความหนาแน่น ความแข็ง และความยืดหยุ่นแตกต่างกันได้ จึงนิยมใช้ทำทั้งพื้นชั้นกลางและพื้นสัมผัสของรองเท้าเซฟตี้

จุดที่ผู้สวมใส่มักรู้สึกได้คือพื้น PU มีน้ำหนักไม่มาก ยืดหยุ่น และรองรับแรงกระแทกได้ดี จึงเหมาะกับงานที่ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน เช่น งานคลังสินค้า งานประกอบ งานตรวจสอบ และงานภายในโรงงานทั่วไป

โครงสร้างที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • PU ชั้นเดียว: ใช้วัสดุ PU เป็นพื้นหลัก
  • PU/PU สองความหนาแน่น: ชั้นในนุ่มสำหรับลดแรงกระแทก ส่วนชั้นนอกแข็งกว่าเพื่อรับการสึกหรอ
  • PU/Rubber: ใช้ PU เป็นชั้นกลางและใช้ยางเป็นพื้นสัมผัส เพื่อผสมข้อดีของทั้งสองวัสดุ

คำว่า PU บนรายละเอียดสินค้าไม่ได้หมายความว่าพื้นทุกรุ่นมีคุณสมบัติเหมือนกัน เพราะสูตรและความหนาแน่นของวัสดุอาจต่างกันมาก

พื้นยางคืออะไร

พื้นยางอาจผลิตจากยางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์ หรือส่วนผสมหลายชนิด เช่น Nitrile Rubber โดยสามารถปรับสูตรให้เหมาะกับการสึกหรอ ความร้อน น้ำมัน หรือสารเคมีบางประเภทได้

โดยทั่วไปพื้นยางมักมีเนื้อแน่นและน้ำหนักมากกว่าพื้น PU แต่ให้ความแข็งแรง ทนต่อการเสียดสี และเหมาะกับสภาพงานหนักได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่หยาบ งานกลางแจ้ง งานซ่อมบำรุง และงานที่มีความร้อนจากพื้น

อย่างไรก็ตาม คำว่า “พื้นยาง” ไม่ได้แปลว่าจะทนความร้อน ทนน้ำมัน หรือกันลื่นได้ทุกประเภท ต้องตรวจสอบผลทดสอบและข้อกำหนดของรองเท้ารุ่นนั้นโดยตรง

ตารางเปรียบเทียบพื้น PU กับพื้นยาง

หัวข้อเปรียบเทียบพื้น PUพื้นยาง
น้ำหนักโดยทั่วไปเบากว่าโดยทั่วไปหนักกว่า
ความนุ่มมักนุ่มและยืดหยุ่นกว่ามักแน่นและแข็งกว่า
การลดแรงกระแทกทำได้ดี โดยเฉพาะแบบสองความหนาแน่นขึ้นอยู่กับโครงสร้างและพื้นชั้นกลาง
ความทนต่อการสึกหรอเหมาะกับงานทั่วไปถึงปานกลางมักเหมาะกับพื้นหยาบและงานหนักกว่า
ความร้อนจากพื้นต้องตรวจสอบสเปกเฉพาะรุ่นมีตัวเลือกที่รองรับความร้อนสูงได้ดี
การยึดเกาะขึ้นอยู่กับสูตรและลายพื้นขึ้นอยู่กับสูตรและลายพื้นเช่นกัน
น้ำมันและสารเคมีต้องดูสูตรวัสดุและผลทดสอบยางบางสูตรออกแบบให้ทนได้ดี
การเสื่อมจากความชื้นPU บางสูตรเสี่ยงต่อ Hydrolysisไม่เสื่อมแบบเดียวกับ PU แต่ยังแก่ตัวและแตกร้าวได้
ความคล่องตัวเหมาะกับงานเดินและเคลื่อนไหวมากเหมาะกับงานหนักที่เน้นความทนทาน
สภาพงานทั่วไปโรงงาน คลังสินค้า งานประกอบงานก่อสร้าง งานกลางแจ้ง พื้นหยาบ งานร้อน
อายุการใช้งานขึ้นอยู่กับสูตร การเก็บ และการใช้งานขึ้นอยู่กับสูตร ความหนา และสภาพพื้นที่

ตารางนี้เป็นคุณสมบัติโดยทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนข้อมูลทางเทคนิคของรองเท้าแต่ละรุ่นได้

1. ความแตกต่างด้านน้ำหนัก

พื้น PU มักมีความหนาแน่นต่ำกว่าพื้นยาง จึงช่วยลดน้ำหนักรวมของรองเท้าได้ เมื่อใส่ทำงานตลอดวัน ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยต่อข้างอาจส่งผลต่อความรู้สึกขณะเดินและการยกเท้าซ้ำหลายพันก้าว

พื้นยางมีแนวโน้มหนักกว่า แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือความแน่นและความทนต่อการใช้งานหนัก อย่างไรก็ตาม รองเท้าพื้นยางบางรุ่นอาจใช้พื้นชั้นกลางน้ำหนักเบาเพื่อช่วยลดน้ำหนักรวม

หากงานต้องเดินตรวจพื้นที่หรือเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ควรทดลองน้ำหนักจริงของรองเท้าทั้งคู่ ไม่ควรตัดสินจากวัสดุเพียงอย่างเดียว

2. ความนุ่มและการลดแรงกระแทก

PU สามารถผลิตให้มีโครงสร้างคล้ายโฟมที่คืนตัวได้ จึงนิยมใช้เป็นพื้นชั้นกลางสำหรับรองรับแรงกระแทกขณะเดิน โดยเฉพาะพื้นแบบ PU/PU ซึ่งแยกชั้นนุ่มและชั้นแข็งออกจากกัน

พื้นยางมักมีความหนาแน่นสูงกว่า หากใช้เป็นพื้นสัมผัสเพียงชั้นเดียวอาจรู้สึกแน่นกว่า แต่รองเท้าพื้นยางที่มีพื้นชั้นกลาง PU หรือวัสดุลดแรงกระแทกอื่นก็สามารถให้ความสบายได้ดีเช่นกัน

ดังนั้น หากต้องยืนหรือเดินทั้งวัน ควรดูโครงสร้างพื้นทั้งหมด ไม่ใช่ดูเฉพาะวัสดุชั้นนอก

3. ความทนต่อการสึกหรอ

สำหรับพื้นที่คอนกรีตหยาบ พื้นผิวขรุขระ งานก่อสร้าง หรือการลากเท้าบ่อย พื้นยางสูตรที่เหมาะสมมักรองรับการเสียดสีได้ดี

พื้น PU เหมาะกับการใช้งานทั่วไปในโรงงานและคลังสินค้า แต่หากใช้งานบนพื้นหยาบมาก ดอกพื้นหรือขอบพื้นอาจสึกเร็วขึ้น ทั้งนี้ PU สูตรความหนาแน่นสูงก็สามารถทนการสึกหรอได้ดีเช่นกัน

ควรตรวจพื้นรองเท้าเป็นประจำ หากดอกพื้นสึกจนตื้น แตก หรือสึกไม่เท่ากัน ประสิทธิภาพในการยึดเกาะและความมั่นคงอาจลดลง

4. การทนความร้อน

หากต้องทำงานบนพื้นร้อน งานเชื่อม งานหล่อโลหะ งานซ่อมถนน หรือพื้นที่ที่มีความร้อนสูง พื้นยางสูตรทนความร้อนมักเป็นตัวเลือกที่พบได้บ่อยกว่า

แต่ไม่ควรสรุปว่าพื้นยางทุกคู่สามารถใช้กับพื้นร้อนได้ ต้องตรวจสอบเครื่องหมายหรือผลทดสอบด้านความร้อน เช่น HRO ตามมาตรฐานที่รองเท้ารุ่นนั้นรับรอง

ในทางกลับกัน พื้น PU ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ในสภาพร้อนไม่ได้ทั้งหมด แต่ต้องดูขีดจำกัดของวัสดุและเอกสารจากผู้ผลิต ห้ามประเมินจากรูปลักษณ์ภายนอก

5. การยึดเกาะและการกันลื่น

วัสดุเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกันลื่น ปัจจัยสำคัญยังประกอบด้วย

  • สูตรและความแข็งของวัสดุ
  • รูปทรงและทิศทางของดอกพื้น
  • ความลึกและช่องระบายของเหลว
  • พื้นผิวที่ใช้ทำงาน
  • น้ำ น้ำมัน ฝุ่น หรือสารปนเปื้อน
  • การสึกของดอกพื้น
  • ลักษณะการเดินและการทำงาน

พื้น PU บางสูตรอาจยึดเกาะพื้นโรงงานได้ดี ขณะที่พื้นยางบางสูตรอาจเหมาะกับพื้นเปียกหรือพื้นหยาบมากกว่า แต่ไม่สามารถตัดสินได้จากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว

HSE ระบุว่าไม่มีรองเท้าแบบใดที่ “ไม่ลื่นอย่างสมบูรณ์” รองเท้ากันลื่นช่วยลดโอกาสลื่นได้เฉพาะบางพื้นผิวและบางสภาพงาน จึงควรเลือกจากผลทดสอบและทดลองกับพื้นที่จริง HSE – Personal Protective Equipment

6. ความทนต่อน้ำมันและสารเคมี

คำว่า “พื้นยาง” หรือ “พื้น PU” ไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าทนน้ำมันและสารเคมีได้ดีเพียงใด เนื่องจากสารแต่ละประเภททำปฏิกิริยากับวัสดุแตกต่างกัน

หากทำงานในพื้นที่มีน้ำมัน เชื้อเพลิง กรด ด่าง หรือตัวทำละลาย ควรตรวจสอบข้อมูลดังนี้

  • ชื่อสารเคมีที่สัมผัส
  • ความเข้มข้น
  • อุณหภูมิ
  • ระยะเวลาที่สัมผัส
  • ตาราง Chemical Resistance
  • ผลทดสอบของรองเท้ารุ่นนั้น
  • คำแนะนำการทำความสะอาด

เครื่องหมาย FO หมายถึงคุณสมบัติด้านความต้านทานต่อน้ำมันเชื้อเพลิงตามวิธีทดสอบ ไม่ได้หมายความว่าพื้นจะทนสารเคมีหรือน้ำมันทุกชนิด

7. การเสื่อมสภาพจากความชื้นของพื้น PU

พื้น PU บางประเภทสามารถเสื่อมจากกระบวนการ Hydrolysis ซึ่งความชื้นเข้าไปทำลายโครงสร้างของวัสดุ เมื่อเกิดรุนแรงพื้นอาจแตกร้าว แยกตัว หรือร่วนได้

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อรองเท้า

  • เก็บไว้นานโดยไม่ได้ใช้งาน
  • เก็บในบริเวณร้อนและชื้น
  • ใส่รองเท้าที่เปียกเก็บในตู้ปิด
  • ไม่ผึ่งให้แห้งหลังทำงาน
  • เก็บไว้จนเลยอายุที่เหมาะสมของวัสดุ

ไม่ได้หมายความว่าพื้น PU ทุกคู่จะร่วนเร็ว เพราะความต้านทานต่อ Hydrolysis ขึ้นอยู่กับชนิด PU สูตรวัสดุ กระบวนการผลิต อายุ และสภาพการเก็บรักษา

พื้นยางไม่เสื่อมด้วยกระบวนการเดียวกัน แต่ยังสามารถแข็ง แตก ล่อน หรือเสื่อมจากความร้อน แสงแดด น้ำมัน และสารเคมีได้เช่นกัน

PU/PU กับ PU/Rubber ต่างกันอย่างไร

นอกจากพื้น PU และพื้นยางล้วน ยังมีการนำวัสดุทั้งสองแบบมาประกอบกัน

โครงสร้างพื้นลักษณะเด่นเหมาะกับงาน
PU ชั้นเดียวเบา ยืดหยุ่น โครงสร้างไม่ซับซ้อนงานทั่วไปและงานภายใน
PU/PUชั้นกลางนุ่ม ชั้นนอกแน่นกว่างานที่เดินหรือยืนเป็นเวลานาน
PU/Rubberชั้นกลางช่วยลดแรงกระแทก พื้นยางรับการสึกหรองานหนัก พื้นหยาบ หรืองานที่ต้องการความทนเพิ่ม
Rubber พร้อมพื้นชั้นกลางอื่นเน้นความทนของพื้นสัมผัสและปรับความสบายด้วยชั้นกลางงานเฉพาะทางตามสเปกแต่ละรุ่น

พื้น PU/Rubber จึงเป็นทางเลือกกึ่งกลางสำหรับผู้ที่ต้องการความนุ่มจากพื้นชั้นกลางและความทนจากพื้นยาง แต่รองเท้าอาจมีน้ำหนักและราคาสูงกว่าพื้น PU/PU บางรุ่น

งานแบบไหนเหมาะกับพื้น PU

รองเท้าหัวเหล็กพื้น PU มักเหมาะกับงานลักษณะต่อไปนี้

  • งานคลังสินค้าทั่วไป
  • งานประกอบชิ้นส่วน
  • งานตรวจสอบคุณภาพ
  • งานโลจิสติกส์
  • งานภายในโรงงาน
  • งานที่ต้องเดินเป็นระยะทางมาก
  • งานที่ยืนบนพื้นแข็งหลายชั่วโมง
  • พื้นที่ที่ไม่มีความร้อนสูงหรือสารเคมีรุนแรง

จุดเด่นสำหรับผู้ใช้งานกลุ่มนี้คือน้ำหนักและความยืดหยุ่น แต่ยังต้องตรวจสอบการกันลื่นและคุณสมบัติอื่นให้ตรงกับพื้นที่จริง

งานแบบไหนเหมาะกับพื้นยาง

รองเท้าหัวเหล็กพื้นยางมักเหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานเพิ่มขึ้น เช่น

  • งานก่อสร้าง
  • งานซ่อมบำรุง
  • งานกลางแจ้ง
  • งานบนพื้นหยาบ
  • งานเชื่อมหรืองานที่อยู่ใกล้ความร้อน
  • งานอุตสาหกรรมหนัก
  • งานที่สัมผัสน้ำมันบางประเภท
  • งานที่ดอกพื้นต้องรับการเสียดสีมาก

ก่อนเลือกควรตรวจสอบว่าพื้นยางของรุ่นนั้นผ่านผลทดสอบตรงกับอันตรายที่พบจริง ไม่ควรเลือกจากคำว่า Heavy Duty หรือ Rubber เพียงอย่างเดียว

เลือกจากงาน ไม่ใช่เลือกจากวัสดุอย่างเดียว

สภาพการทำงานแนวทางพิจารณา
เดินและยืนตลอดวันมองหาพื้นน้ำหนักเหมาะสมและลดแรงกระแทกได้ดี
พื้นคอนกรีตเรียบตรวจการยึดเกาะกับพื้นเรียบและสารปนเปื้อน
พื้นขรุขระเน้นความทนต่อการสึกและความแข็งแรงของดอกพื้น
พื้นเปียกดูผลทดสอบกันลื่นและช่องระบายของเหลว
พื้นมีน้ำมันตรวจผลทดสอบและความเข้ากันได้กับน้ำมันชนิดนั้น
พื้นร้อนเลือกรุ่นที่มีผลทดสอบด้านความร้อนตรงตามงาน
พื้นที่มีสารเคมีตรวจ Chemical Resistance จากชื่อสารจริง
ต้องขึ้นบันไดดูความมั่นคง ดอกพื้น และรูปทรงส้น
ต้องคุกเข่าหรืองอเท้าบ่อยเลือกพื้นยืดหยุ่นบริเวณหน้าเท้า
ทำงานกลางแจ้งพิจารณาความทนต่อพื้นหยาบ น้ำ และสภาพอากาศ
คู่มือเลือกรองเท้าหัวเหล็กสำหรับองค์กรและโรงงาน

วิธีเลือกรองเท้าหัวเหล็กพื้น PU หรือพื้นยาง

ขั้นตอนที่ 1: สำรวจพื้นในสถานที่ทำงาน

ตรวจว่าพื้นเรียบ หยาบ เปียก ร้อน หรือมีน้ำมันและสารเคมีหรือไม่ ควรสำรวจทั้งพื้นที่ทำงาน ทางเดิน บันได และบริเวณขนถ่ายสินค้า

ขั้นตอนที่ 2: ระบุงานหลักของผู้สวมใส่

พิจารณาว่าต้องเดินมาก ยืนประจำจุด ขึ้นบันได ทำงานกลางแจ้ง หรือสัมผัสความร้อน เพราะงานแต่ละลักษณะต้องการพื้นรองเท้าต่างกัน

ขั้นตอนที่ 3: ระบุอันตรายที่ต้องป้องกัน

นอกจากหัวเหล็กแล้ว ต้องดูความเสี่ยงจากของมีคม การลื่น ไฟฟ้า ความร้อน น้ำมัน สารเคมี น้ำ และสภาพอากาศ

ขั้นตอนที่ 4: เลือกแนวทางวัสดุพื้น

หากเน้นน้ำหนักเบาและเดินมาก อาจเริ่มพิจารณาพื้น PU หากเน้นพื้นหยาบ ความร้อน หรือการใช้งานหนัก อาจพิจารณาพื้นยางหรือ PU/Rubber

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจมาตรฐานและผลทดสอบ

ตรวจเอกสารรับรองของรุ่นนั้น โดยเฉพาะการกันลื่น ความร้อน การสึกหรอ และความต้านทานต่อน้ำมันหรือสารเคมีที่เกี่ยวข้อง อย่าอาศัยชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว

HSE แนะนำให้พิจารณาผลทดสอบการกันลื่น แต่ย้ำว่าสภาพทดสอบมาตรฐานอาจไม่ครอบคลุมพื้นทุกประเภท จึงอาจต้องทดลองกับพื้นที่ทำงานจริงเพิ่มเติม HSE – Slip-resistant Footwear

ขั้นตอนที่ 6: ทดลองใส่และเดินจริง

ลองรองเท้าพร้อมถุงเท้าที่ใช้ทำงาน ตรวจพื้นที่ปลายเท้า ความกว้าง ความกระชับของส้น น้ำหนัก และการงอบริเวณหน้าเท้า

ขั้นตอนที่ 7: ทดลองใช้งานในพื้นที่ควบคุม

หากต้องจัดซื้อให้พนักงานจำนวนมาก ควรทดลองใช้จำนวนเล็กน้อยก่อน เก็บความคิดเห็นเรื่องการลื่น ความเมื่อย น้ำหนัก ความร้อนสะสม และการสึกของพื้น

ขั้นตอนที่ 8: ตรวจสภาพหลังใช้งาน

ติดตามดอกพื้น รอยแตก การแยกชั้น และการสึกผิดปกติ หากพื้นเสียหายจนกระทบการยึดเกาะหรือความมั่นคง ควรเปลี่ยนรองเท้า

เช็กลิสต์ก่อนซื้อ

  • วัสดุพื้นเป็น PU, PU/PU, PU/Rubber หรือ Rubber
  • น้ำหนักรองเท้าต่อข้างเหมาะกับงานหรือไม่
  • มีผลทดสอบกันลื่นตรงกับมาตรฐานหรือไม่
  • รองรับความร้อนจากพื้นหรือไม่
  • ทนน้ำมันหรือสารเคมีชนิดใด
  • ดอกพื้นเหมาะกับพื้นเรียบหรือพื้นขรุขระ
  • พื้นงอบริเวณหน้าเท้าได้เหมาะสมหรือไม่
  • มีชั้นลดแรงกระแทกหรือไม่
  • ขนาดและความกว้างพอดีกับเท้าหรือไม่
  • มีเอกสารรับรองและวิธีดูแลรักษาหรือไม่

สรุป

รองเท้าหัวเหล็กพื้น PU และพื้นยางมีจุดเด่นแตกต่างกัน พื้น PU มักเบา ยืดหยุ่น และรองรับแรงกระแทกได้ดี เหมาะกับงานทั่วไปที่ต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน ส่วนพื้นยางมักเด่นด้านความแน่น ความทนต่อการสึกหรอ และมีตัวเลือกสำหรับงานหนักหรืองานที่มีความร้อน

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินว่าพื้นใดดีกว่าจากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว พื้น PU บางสูตรอาจทนกว่าพื้นยางบางประเภท และพื้นยางบางสูตรอาจไม่ได้กันลื่นหรือทนสารเคมีตามที่ต้องการ

วิธีเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือเริ่มจากสภาพพื้น ลักษณะงาน และอันตรายจริง จากนั้นตรวจมาตรฐาน ผลทดสอบ โครงสร้างพื้น และทดลองใส่ก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะการจัดซื้อให้พนักงานจำนวนมาก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รองเท้าหัวเหล็กพื้น PU กับพื้นยาง แบบไหนดีกว่า

ไม่มีแบบใดดีกว่าสำหรับทุกงาน พื้น PU มักเหมาะกับงานที่ต้องการน้ำหนักเบาและความยืดหยุ่น ส่วนพื้นยางมักเหมาะกับงานหนัก พื้นหยาบ หรืองานที่ต้องการความทนเพิ่มขึ้น

พื้น PU กันลื่นกว่าพื้นยางหรือไม่

ไม่สามารถตัดสินจากชนิดวัสดุเพียงอย่างเดียว การกันลื่นขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ ความแข็ง ลายพื้น ความลึกของร่อง พื้นผิว และสารปนเปื้อน ควรดูผลทดสอบของรองเท้าแต่ละรุ่น

พื้นยางทนความร้อนกว่าพื้น PU หรือไม่

โดยทั่วไปพื้นยางสูตรทนความร้อนมักเหมาะกับงานร้อนมากกว่า แต่พื้นยางทุกคู่ไม่ได้ทนความร้อนเท่ากัน ต้องตรวจสอบผลทดสอบหรือเครื่องหมายด้านความร้อนของรุ่นนั้น

พื้น PU ร่วนได้จริงหรือไม่

พื้น PU บางประเภทอาจเสื่อมจาก Hydrolysis เมื่อสัมผัสความชื้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการเก็บในพื้นที่ร้อนชื้นหรือเก็บรองเท้าเปียกในตู้ปิด แต่ความเร็วในการเสื่อมขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ อายุ และการเก็บรักษา

พื้นแบบไหนเหมาะกับการยืนหรือเดินทั้งวัน

ควรเลือกพื้นน้ำหนักเหมาะสม ยืดหยุ่น และลดแรงกระแทกได้ดี พื้น PU หรือ PU/PU มักเป็นตัวเลือกที่พบได้บ่อย แต่พื้นยางที่มีชั้นกลางลดแรงกระแทกก็สามารถให้ความสบายได้เช่นกัน

พื้นแบบไหนเหมาะกับงานก่อสร้าง

งานก่อสร้างควรเน้นความทนต่อพื้นหยาบ ดอกพื้นมั่นคง การป้องกันการเจาะทะลุ และการกันลื่น พื้นยางหรือ PU/Rubber อาจเหมาะ แต่ต้องตรวจมาตรฐานของรุ่นนั้นร่วมด้วย

พื้นยางทนน้ำมันและสารเคมีทุกชนิดหรือไม่

ไม่ทนทุกชนิด ความต้านทานขึ้นอยู่กับสูตรยาง ชนิดสาร ความเข้มข้น อุณหภูมิ และระยะเวลาสัมผัส ต้องตรวจตาราง Chemical Resistance หรือเอกสารทางเทคนิคของรองเท้า

PU/Rubber เหมาะกับงานแบบไหน

เหมาะกับผู้ที่ต้องการพื้นชั้นกลางช่วยลดแรงกระแทกและพื้นยางด้านนอกที่รองรับการสึกหรอ เหมาะกับงานหนักหรือพื้นที่หยาบ แต่ควรพิจารณาน้ำหนักและผลทดสอบของรองเท้ารุ่นนั้นด้วย

👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าหัวเหล็ก ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

แชร์:

บทความเพิ่มเติม