ในพื้นที่ทำงานที่ต้องเดินหลายชั่วโมง เคลื่อนย้ายของ ขึ้นลงบันได หรือเจอพื้นเปียกเป็นบางช่วง การเลือกรองเท้าทำงานไม่ได้มีแค่เรื่องหัวป้องกันนิ้วเท้าหรือความแข็งแรงเท่านั้น แต่ “การยึดเกาะพื้น” เป็นอีกปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญอย่างมาก
โดยเฉพาะ รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่น ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในโรงงาน คลังสินค้า งานโลจิสติกส์ งานช่าง และพนักงานที่ต้องเดินเป็นระยะทางไกล เพราะรูปทรงใกล้เคียงรองเท้ากีฬา สวมใส่ง่าย คล่องตัว และสามารถออกแบบให้มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยสำหรับงานอุตสาหกรรมได้ในคู่เดียว
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ทรงสปอร์ต” ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทุกคู่จะกันลื่นหรือเหมาะกับทุกพื้นที่ทำงาน การเลือกจึงควรดูทั้ง พื้นรองเท้า มาตรฐานความปลอดภัย สภาพพื้น น้ำหนักรองเท้า และลักษณะงานจริง
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่นสำคัญแค่ไหน?
คำตอบแบบสั้น: สำคัญมากสำหรับงานที่ต้องเดิน ยืน หรือเปลี่ยนทิศทางบ่อย เพราะพื้นรองเท้าที่มีการยึดเกาะเหมาะสมช่วยลดโอกาสลื่นไถล โดยเฉพาะบริเวณพื้นเรียบ พื้นที่มีความชื้น หรือจุดที่อาจมีคราบจากกระบวนการทำงาน
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตที่ดีควรพิจารณาพร้อมกันอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่
- การยึดเกาะของพื้นรองเท้า
- มาตรฐานรองเท้านิรภัย
- การป้องกันอันตรายที่ตรงกับงาน
- ความกระชับและความสบาย
- สภาพพื้นจริงในสถานที่ทำงาน
ดังนั้น การเลือกรองเท้าเซฟตี้กันลื่นไม่ควรดูเพียงว่าพื้นมีดอกยางเยอะหรือมีคำว่า Anti-Slip เท่านั้น แต่ควรตรวจสอบข้อมูลการทดสอบและมาตรฐานของรองเท้ารุ่นนั้นด้วย

ทำไม “การกันลื่น” จึงสำคัญในพื้นที่ทำงาน?
การลื่นไม่ได้เกิดเฉพาะบริเวณที่มีน้ำเต็มพื้น
ในสถานที่ทำงานจริง ความเสี่ยงอาจมาจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น
- พื้นที่มีฝุ่นละเอียด
- น้ำจากกระบวนการผลิต
- คราบน้ำมัน
- น้ำยาทำความสะอาด
- พื้นกระเบื้องเรียบ
- พื้น Epoxy
- ทางลาด
- ทางเดินบริเวณ Loading Area
- พื้นที่เปลี่ยนระดับ
- พื้นบริเวณประตูเข้า-ออกอาคาร
เมื่อพนักงานต้องเดินเร็ว ถือสินค้า หรือมองไปยังงานด้านหน้า การเสียการทรงตัวเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
ดังนั้นรองเท้าที่สามารถสร้างแรงยึดเกาะกับพื้นได้เหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยงจากการลื่นในชีวิตการทำงานประจำวัน
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตแตกต่างจากรองเท้ากีฬาทั่วไปอย่างไร?
ภายนอกอาจดูคล้ายกัน แต่จุดประสงค์ในการออกแบบแตกต่างกัน
รองเท้ากีฬาทั่วไปเน้น
- ความเบา
- ความยืดหยุ่น
- การวิ่งหรือเดิน
- การระบายอากาศ
- การรองรับแรงกระแทก
ส่วน รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ต ต้องรวมคุณสมบัติเหล่านั้นเข้ากับการป้องกันอันตรายจากการทำงาน
ตัวอย่างเช่น
- หัวรองเท้านิรภัย
- แผ่นป้องกันการเจาะทะลุในบางรุ่น
- พื้นกันลื่น
- คุณสมบัติ Antistatic
- ESD ในรุ่นที่ออกแบบสำหรับงานเฉพาะ
- พื้นทนน้ำมันในบางรุ่น
- การรองรับแรงกระแทกบริเวณส้น
ดังนั้น ถึงรูปลักษณ์จะเหมือนรองเท้ากีฬา แต่รองเท้าเซฟตี้ที่ผ่านมาตรฐานจะถูกออกแบบสำหรับความเสี่ยงในพื้นที่ทำงานโดยเฉพาะ
ตารางเปรียบเทียบรองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกับรองเท้าทั่วไป
| หัวข้อ | รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ต | รองเท้ากีฬาทั่วไป |
|---|---|---|
| ความคล่องตัว | สูง | สูง |
| น้ำหนัก | เบา-ปานกลาง | ส่วนใหญ่เบา |
| หัวป้องกันนิ้วเท้า | มีตามมาตรฐานของรุ่น | โดยทั่วไปไม่มี |
| ป้องกันการเจาะทะลุ | มีในบางระดับ | โดยทั่วไปไม่มี |
| กันลื่นสำหรับงาน | มีรุ่นที่ผ่านการทดสอบ | ไม่ได้ออกแบบสำหรับงานอุตสาหกรรม |
| ESD / Antistatic | มีในบางรุ่น | ไม่ใช่คุณสมบัติหลัก |
| เหมาะกับโรงงาน | เหมาะเมื่อเลือก Specification ถูกต้อง | ไม่แนะนำใช้แทน PPE |
| เดินเป็นเวลานาน | เหมาะกับรุ่นที่ออกแบบด้าน Ergonomic | เหมาะ |
พื้นรองเท้ากันลื่นทำงานอย่างไร?
การกันลื่นไม่ได้เกิดจาก “ดอกยางลึก” เพียงอย่างเดียว
ประสิทธิภาพการยึดเกาะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
รูปแบบดอกพื้น
ร่องของพื้นรองเท้าช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสและช่วยระบายของเหลวออกจากบริเวณใต้รองเท้า
วัสดุพื้นรองเท้า
วัสดุอย่าง PU, TPU หรือ Rubber มีคุณสมบัติแตกต่างกันในเรื่อง
- ความยืดหยุ่น
- ความแข็ง
- การเสียดสี
- การทนความร้อน
- การทนน้ำมัน
- อายุการใช้งาน
สภาพพื้น
พื้นเดียวกันอาจให้แรงยึดเกาะไม่เหมือนกันเมื่อ
- แห้ง
- เปียก
- มีน้ำมัน
- มีฝุ่น
จึงไม่มีพื้นรองเท้าชนิดใดที่ “กันลื่นได้ 100% ในทุกสภาพ”
รองเท้าเซฟตี้กันลื่นควรดูมาตรฐานอะไร?
หากซื้อรองเท้าสำหรับงานจริง ควรตรวจสอบ Specification และมาตรฐานที่ผู้ผลิตระบุ ไม่ควรดูเฉพาะข้อความทางการตลาดว่า “Anti-Slip”
สำหรับรองเท้านิรภัยตามมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 การทดสอบการลื่นบนกระเบื้องเซรามิกกับสารละลาย sodium lauryl sulphate ถูกกำหนดไว้ในข้อกำหนดพื้นฐาน และมีเครื่องหมาย SR สำหรับการทดสอบการกันลื่นเพิ่มเติมบนกระเบื้องเซรามิกกับ glycerine ส่วนเครื่องหมายเดิมอย่าง SRA, SRB และ SRC เป็นระบบที่ใช้ในมาตรฐานเวอร์ชันก่อนหน้า
ดังนั้นหากเห็นรองเท้าบางรุ่นเขียนว่า SRC และบางรุ่นเขียนว่า SR ไม่ควรนำตัวอักษรมาเปรียบเทียบตรง ๆ โดยไม่ดูว่ารองเท้าผลิตและรับรองภายใต้มาตรฐานฉบับใด
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่นเหมาะกับงานอะไร?
1. งานคลังสินค้า
พนักงานคลังมักต้องเดินระหว่าง
- ชั้นวางสินค้า
- Picking Area
- Packing Area
- Loading Area
- Receiving Area
หลายพันก้าวต่อวัน
รองเท้าทรงสปอร์ตจึงมีข้อได้เปรียบเรื่องความคล่องตัว แต่ควรเลือกพื้นให้เหมาะกับสภาพพื้นคลังและความเสี่ยงจากสินค้า
2. งานโลจิสติกส์
พนักงานขนส่งหรือ Loading ต้องเดินขึ้น-ลงรถและพื้นที่ต่างระดับบ่อยครั้ง
จุดที่ควรให้ความสำคัญคือ
- การยึดเกาะ
- ความมั่นคงของส้น
- น้ำหนักรองเท้า
- การรองรับแรงกระแทก
3. โรงงานผลิต
โรงงานที่มีพื้นเรียบหรือ Epoxy อาจเกิดความลื่นได้เมื่อมีน้ำ น้ำมัน หรือสารจากกระบวนการผลิต
รองเท้าจึงต้องเลือกตามสารที่พบจริง ไม่ใช่เลือกจากคำว่า “กันลื่น” อย่างเดียว
4. งาน QC และตรวจพื้นที่
งาน QC มักต้องเดินระหว่างไลน์ผลิตหลายจุด แต่ไม่ได้เจองานหนักตลอดเวลา
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตจึงเหมาะกับงานประเภทนี้ เพราะให้ภาพลักษณ์คล่องตัวและสามารถสวมเดินเป็นเวลานานได้
5. วิศวกรและช่างเทคนิค
ผู้ที่ทำงานระหว่างสำนักงานกับพื้นที่โรงงานมักต้องการรองเท้าที่ดูไม่เทอะทะเกินไป
ทรงสปอร์ตจึงช่วยให้ใช้งานได้ทั้ง
Office → Production Area → Warehouse → Site Visit
โดยยังต้องเลือก Protection Level ให้เหมาะกับพื้นที่ที่เข้าไปทำงาน
ตารางเลือกรองเท้าตามพื้นที่ทำงาน
| พื้นที่ทำงาน | ความเสี่ยงหลัก | คุณสมบัติที่ควรพิจารณา |
|---|---|---|
| คลังสินค้า | เดินมาก พื้นเรียบ | กันลื่น น้ำหนักไม่มาก ซัพพอร์ตเท้า |
| Packing | ยืนนาน | Cushion + Anti-Slip |
| Loading | พื้นต่างระดับ/เปียก | Grip ดี + Heel Support |
| โรงงานทั่วไป | ของตก/พื้นลื่น | Safety Toe + Slip Resistance |
| งานช่าง | ของมีคม | Safety Toe + Penetration Protection |
| โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ | ไฟฟ้าสถิต | ESD ตามข้อกำหนดพื้นที่ |
| งานอาหาร | น้ำ/ความชื้น | พื้นยึดเกาะดี + วัสดุเหมาะกับการทำความสะอาด |
| Site Engineer | เดินหลายพื้นผิว | Grip + Support + Protection ตามหน้างาน |
ทรงสปอร์ตช่วยลดความเมื่อยได้จริงหรือไม่?
“ทรงสปอร์ต” เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะใส่สบาย
รองเท้าที่เหมาะกับการเดินและยืนเป็นเวลานานควรดูเพิ่ม เช่น
- รูปทรงรองเท้าพอดีกับเท้า
- Toe Box ไม่บีบนิ้ว
- พื้นรองรับอุ้งเท้า
- Heel Support
- Cushion
- น้ำหนักรองเท้า
- การระบายอากาศ
- ความยืดหยุ่นบริเวณหน้าเท้า
รองเท้าเซฟตี้รุ่นใหม่บางรุ่นจึงใช้วัสดุหัวป้องกันแบบ Composite หรือวัสดุสังเคราะห์ เพื่อลดน้ำหนักเมื่อเทียบกับโครงสร้างแบบดั้งเดิม
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคำว่า Steel Toe หรือ Composite Toe คือ รองเท้าต้องผ่านข้อกำหนดด้านการป้องกันตามมาตรฐานที่อ้างอิง

กันลื่นอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
ไม่เพียงพอ
รองเท้าควรถูกเลือกจาก Hazard Assessment ของพื้นที่จริง
ตัวอย่างเช่น
พื้นที่หนึ่งอาจมีความเสี่ยงพร้อมกันทั้ง
ของหนักตก + พื้นลื่น + เศษโลหะบนพื้น
ดังนั้นรองเท้าอาจต้องมีทั้ง
- Safety Toe
- Slip Resistance
- Penetration Resistance
ในขณะที่โรงงาน Electronics อาจต้องเพิ่มคุณสมบัติ ESD
ส่วนงานที่สัมผัสความร้อน น้ำ หรือสารเคมี ต้องพิจารณา Specification ที่ตรงกับความเสี่ยงนั้นเพิ่มเติม
รองเท้าเซฟตี้กันลื่นช่วยได้ แต่ไม่ได้แทนการจัดการพื้นที่
สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ PPE เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการควบคุมความเสี่ยง
หากมีน้ำมันหกบนพื้น แนวทางที่ถูกต้องไม่ใช่เพียงให้พนักงานใส่รองเท้ากันลื่นแล้วเดินผ่าน
ควรจัดการต้นเหตุ เช่น
- ทำความสะอาดคราบทันที
- ติดป้ายเตือน
- ปรับพื้น
- ตรวจจุดรั่ว
- จัดเส้นทางเดิน
- ใช้วัสดุป้องกันการลื่นในพื้นที่เสี่ยง
จากนั้นจึงใช้รองเท้าเซฟตี้เป็น Protection เพิ่มเติม
วิธีเลือก รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่น ให้เหมาะกับพื้นที่ทำงาน
ขั้นตอนที่ 1: สำรวจพื้นจริง
เริ่มจากดูว่าพนักงานต้องเดินบนพื้นอะไร เช่น
- Concrete
- Epoxy
- Ceramic
- Steel Plate
- Outdoor Surface
และดูว่าพื้นอยู่ในสภาพแห้งหรือมีโอกาสเปียก
ขั้นตอนที่ 2: ระบุสิ่งที่ทำให้พื้นลื่น
ควรแยกให้ออกว่าเป็น
- น้ำ
- น้ำมัน
- จาระบี
- ฝุ่น
- น้ำยาทำความสะอาด
- วัตถุดิบจากกระบวนการผลิต
เพราะพื้นรองเท้าที่เหมาะกับน้ำไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับสารทุกชนิด
ขั้นตอนที่ 3: ดูงานที่พนักงานทำจริง
ถามว่าพนักงานต้อง
- เดินมากแค่ไหน
- ยืนนานหรือไม่
- ขึ้นบันไดหรือไม่
- นั่งยองบ่อยหรือไม่
- ยกของหรือไม่
- ใช้ Forklift หรือไม่
เพื่อเลือกรูปทรงและความยืดหยุ่นให้เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจมาตรฐานรองเท้า
ดูข้อมูลจากผู้ผลิต เช่น
- EN ISO 20345
- Protection Class
- Slip Resistance
- Penetration Resistance
- ESD
- FO
- HRO
เลือกเฉพาะคุณสมบัติที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงจริง
ปัจจุบันสามารถพบรองเท้าที่รับรองตาม EN ISO 20345:2022 พร้อมเครื่องหมายเพิ่มเติม SR สำหรับ Slip Resistance ได้ในตลาดแล้ว
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจดอกพื้นรองเท้า
ควรดู
- ความลึกของร่อง
- ทิศทางร่อง
- พื้นที่สัมผัส
- ช่องระบายของเหลว
- การสะสมของเศษวัสดุ
ดอกพื้นต้องเหมาะกับพื้นที่ใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกเพราะดูหนาเพียงอย่างเดียว
ขั้นตอนที่ 6: ทดลองสวม
ควรทดลองเดินจริง เพราะรูปเท้าแต่ละคนต่างกัน
ตรวจว่า
- นิ้วไม่ชนหัวรองเท้า
- ส้นไม่หลุด
- หน้าเท้าไม่บีบ
- ไม่มีจุดกด
- รองเท้างอในตำแหน่งเหมาะสม
ขั้นตอนที่ 7: ทดลองกับผู้ใช้งานจริงก่อนซื้อจำนวนมาก
หากเป็นการจัดซื้อให้โรงงานจำนวนมาก อาจเริ่มด้วย Wear Test ในกลุ่มตัวอย่าง
เช่น
- พนักงานคลัง
- Production
- Maintenance
- QC
จากนั้นเก็บ Feedback เรื่อง
- ความลื่น
- ความเมื่อย
- ความร้อน
- น้ำหนัก
- ความทนทาน
ก่อนเลือกรุ่นสำหรับใช้งานทั้งองค์กร
7 จุดที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อ
| จุดตรวจสอบ | คำถามที่ควรถาม |
|---|---|
| Safety Standard | ผ่านมาตรฐานอะไร? |
| Slip Resistance | มีข้อมูลการทดสอบหรือเครื่องหมายอะไร? |
| Safety Toe | เหมาะกับความเสี่ยงของงานหรือไม่? |
| Midsole | ต้องป้องกันการเจาะทะลุหรือไม่? |
| Outsole | เหมาะกับน้ำ น้ำมัน หรือพื้นประเภทไหน? |
| Comfort | เดินและยืนหลายชั่วโมงได้หรือไม่? |
| Fit | มี Size และ Width ที่เหมาะกับผู้ใช้หรือไม่? |
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่น เหมาะกับคนเดินเยอะหรือไม่?
โดยทั่วไปเหมาะ หากตัวรองเท้าถูกออกแบบให้มีน้ำหนักไม่มาก พื้นยืดหยุ่น และมีการรองรับเท้าที่ดี
งานที่สามารถได้รับประโยชน์จากรองเท้ากลุ่มนี้ ได้แก่
- Warehouse Picker
- QC
- Production Supervisor
- Engineer
- Technician
- Logistics Staff
- Warehouse Supervisor
- พนักงานตรวจพื้นที่
- พนักงานที่เดินระหว่างสำนักงานกับโรงงาน
แต่หากเป็นงาน Heavy Duty มาก เช่น งานหล่อโลหะ งานเชื่อม หรือพื้นที่ความร้อนสูง ควรให้ความสำคัญกับ Protection Requirement ของงานก่อนรูปทรงสปอร์ต
เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้?
รองเท้าไม่จำเป็นต้องรอให้ขาดจึงเปลี่ยน
ควรตรวจสอบเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อพบว่า
- ดอกพื้นสึกจนตื้น
- พื้นลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- พื้นแยก
- Upper ฉีก
- Safety Toe ได้รับแรงกระแทกรุนแรง
- Midsole เสียหาย
- รองเท้าผิดรูป
- ส้นรองเท้าสึกไม่เท่ากัน
โดยเฉพาะรองเท้ากันลื่น เมื่อดอกพื้นสึก ประสิทธิภาพในการระบายของเหลวและสร้างแรงยึดเกาะอาจลดลง
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่น “คุ้ม” หรือไม่?
หากผู้ใช้งานต้องเดินหรือยืนหลายชั่วโมงต่อวัน รองเท้าที่มีทั้ง Safety Protection ความคล่องตัว และการยึดเกาะที่เหมาะสม สามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าการเลือกรองเท้าเซฟตี้จากราคาหรือรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว
ต้นทุนรองเท้าต่อคู่อาจสูงขึ้นจากรุ่นพื้นฐาน แต่ควรมองร่วมกับ
- ความเหมาะสมกับงาน
- อายุการใช้งาน
- ความสบายของผู้ใช้
- ความถี่ในการเปลี่ยนรองเท้า
- ความเสี่ยงของพื้นที่ทำงาน
สำหรับองค์กร การเลือก PPE ที่เหมาะสมจึงควรมองเป็นเรื่องของ Safety + Productivity + Comfort ไปพร้อมกัน
สรุป
รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่น มีความสำคัญอย่างมากในพื้นที่ที่พนักงานต้องเดิน ยืน เปลี่ยนทิศทาง หรือทำงานบนพื้นซึ่งมีโอกาสเกิดความลื่น
ข้อดีของรองเท้าทรงสปอร์ตคือความคล่องตัวและรูปแบบการสวมใส่ที่ใกล้เคียงรองเท้ากีฬา แต่สิ่งที่สำคัญกว่ารูปลักษณ์คือรองเท้าต้องมี Protection Level เหมาะกับงานจริง
ก่อนเลือกควรตรวจสอบ
สภาพพื้น + ความเสี่ยง + มาตรฐาน + Slip Resistance + พื้นรองเท้า + ความสบาย + รูปเท้า
หากเป็นการจัดซื้อจำนวนมากสำหรับโรงงานหรือคลังสินค้า การทดลองใช้งานกับพนักงานจริงก่อนสั่งทั้งองค์กรจะช่วยให้เห็นทั้งเรื่องความสบาย ความทนทาน และความเหมาะสมกับหน้างานได้ชัดเจนขึ้น
FAQ: รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่น
1. รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตกันลื่นดีกว่ารองเท้าเซฟตี้ทั่วไปหรือไม่?
ไม่ได้ดีกว่าทุกกรณี แต่เหมาะกับงานที่ต้องการความคล่องตัวและเดินเป็นเวลานาน การเลือกรองเท้าควรพิจารณาความเสี่ยงของพื้นที่ทำงานเป็นหลัก
2. รองเท้าเซฟตี้กันลื่นสามารถป้องกันการลื่นได้ 100% หรือไม่?
ไม่ได้ เพราะการลื่นขึ้นอยู่กับทั้งพื้นรองเท้า สภาพพื้น ของเหลว ฝุ่น ดอกพื้น และพฤติกรรมการเดิน รองเท้ากันลื่นเป็นหนึ่งในมาตรการลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถทดแทนการจัดการพื้นที่ได้
3. รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตเหมาะกับคลังสินค้าหรือไม่?
เหมาะ โดยเฉพาะพนักงานที่ต้องเดิน Picking, Packing หรือควบคุมคลังเป็นระยะเวลานาน แต่ควรเลือกรุ่นที่มี Safety Protection ตรงกับความเสี่ยงของพื้นที่
4. รองเท้า Safety ที่เขียนว่า SR หมายถึงอะไร?
ภายใต้ EN ISO 20345:2022 เครื่องหมาย SR เป็นข้อกำหนดเพิ่มเติมด้าน Slip Resistance ซึ่งมีการทดสอบบนพื้นกระเบื้องเซรามิกกับ glycerine
5. SRC กับ SR เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกันโดยตรง SRC เป็นการระบุ Slip Resistance ภายใต้มาตรฐานเวอร์ชันก่อนหน้า ขณะที่มาตรฐาน EN ISO 20345:2022 ปรับวิธีการทดสอบและใช้เครื่องหมาย SR สำหรับการทดสอบเพิ่มเติมด้านการกันลื่น
6. พื้น PU กับพื้น Rubber แบบไหนกันลื่นดีกว่า?
ไม่สามารถตัดสินจากวัสดุอย่างเดียว เพราะ Compound สูตรยาง รูปแบบดอกพื้น และสภาพพื้นที่ใช้ทดสอบมีผลทั้งหมด ควรดูผลการทดสอบของรองเท้ารุ่นนั้นโดยตรง
7. รองเท้าเซฟตี้ทรงสปอร์ตเหมาะกับการยืนนานหรือไม่?
เหมาะได้หากมีรูปทรงพอดีกับเท้า Cushion ที่เหมาะสม การรองรับส้นและอุ้งเท้า รวมถึงน้ำหนักรองเท้าที่ไม่มากเกินไป
8. เลือกรองเท้ากันลื่นสำหรับโรงงานควรดูอะไรเป็นอันดับแรก?
เริ่มจากสำรวจว่าพื้นมีความเสี่ยงจากอะไร เช่น น้ำ น้ำมัน หรือฝุ่น จากนั้นจึงเลือกมาตรฐานและพื้นรองเท้าที่เหมาะกับสภาพดังกล่าว
9. ดอกพื้นรองเท้าสึกแล้วยังใช้ต่อได้หรือไม่?
หากดอกพื้นสึกมาก ประสิทธิภาพการยึดเกาะอาจลดลง จึงควรตรวจสภาพและเปลี่ยนเมื่อพื้นรองเท้าไม่สามารถทำหน้าที่ได้เหมาะสม
10. ซื้อรองเท้าเซฟตี้ให้พนักงานจำนวนมากควรเลือกรุ่นเดียวกันทั้งหมดหรือไม่?
ไม่จำเป็น หากแต่ละแผนกมีความเสี่ยงต่างกัน ควรแบ่งรองเท้าตาม Job Function หรือ Hazard ของแต่ละพื้นที่ เช่น Warehouse, Production, Maintenance และ Electronics



