รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้างควรเลือกแบบที่มี หัวนิรภัย พื้นกันเจาะ พื้นกันลื่น ดอกยางยึดเกาะดี วัสดุทนทาน และควรเป็นทรงหุ้มข้อในงานที่พื้นไม่เรียบหรือเสี่ยงข้อเท้าพลิก เพราะไซต์ก่อสร้างมักมีความเสี่ยงหลายด้าน เช่น เศษเหล็ก ตะปู ปูน หิน ดินโคลน น้ำขัง พื้นลื่น วัสดุตกใส่เท้า และการเดินบนพื้นที่ไม่เรียบ หากต้องเลือกตามมาตรฐาน ควรพิจารณารองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO 20345 ระดับ S3 หรือ S7 สำหรับงานก่อสร้างทั่วไปที่ต้องการทั้งหัวนิรภัย กันเจาะ และพื้นมีดอก ส่วนงานเปียกมากหรืองานกลางแจ้งที่เจอน้ำบ่อย ควรดูคุณสมบัติกันน้ำเพิ่มเติม เช่น WR หรือเลือกรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับงานไซต์โดยเฉพาะ
รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้างสำคัญอย่างไร?
งานก่อสร้างเป็นหนึ่งในงานที่เท้าต้องเจอกับความเสี่ยงแทบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเศษตะปู เหล็กเส้น หิน ปูน พื้นเปียก ดินโคลน วัสดุหล่น หรือการเดินขึ้นลงพื้นที่ต่างระดับ รองเท้าที่ใช้จึงไม่ควรเป็นรองเท้าทั่วไป แต่ควรเป็น รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้าง ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันเท้าและรองรับการใช้งานหนัก
รองเท้าที่เหมาะกับไซต์งานต้องไม่ใช่แค่ “มีหัวเหล็ก” อย่างเดียว แต่ควรดูหลายเรื่องพร้อมกัน เช่น พื้นรองเท้ากันเจาะไหม กันลื่นดีหรือไม่ ดอกยางลึกพอไหม ใส่เดินทั้งวันแล้วเมื่อยมากหรือเปล่า และรองเท้าทนกับสภาพหน้างานจริงแค่ไหน
เพราะในไซต์ก่อสร้าง อุบัติเหตุเล็ก ๆ อย่างเหยียบตะปู ลื่นบนพื้นเปียก หรือของตกใส่เท้า อาจกลายเป็นการบาดเจ็บที่ทำให้หยุดงานยาวได้

รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้าง ต้องดูอะไรบ้าง?
ถ้าต้องเลือกรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้าง ควรดูอย่างน้อย 7 เรื่องหลัก ได้แก่
- หัวนิรภัยป้องกันแรงกระแทก
- พื้นกันเจาะสำหรับตะปู เศษเหล็ก และของแหลม
- พื้นกันลื่นและดอกยางยึดเกาะดี
- ทรงรองเท้าเหมาะกับไซต์งาน เช่น หุ้มข้อหรือทรงบูท
- วัสดุทนทานต่อปูน ฝุ่น ดิน และการขูดขีด
- กันน้ำหรือทนน้ำได้ตามสภาพงาน
- ใส่สบายพอสำหรับการเดินและยืนทั้งวัน
การดูแค่ราคาอย่างเดียวอาจทำให้ได้รองเท้าที่ไม่เหมาะกับหน้างานจริง โดยเฉพาะไซต์ที่มีพื้นไม่เรียบหรือมีเศษวัสดุจำนวนมาก
ตารางสรุปคุณสมบัติรองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะกับงานก่อสร้าง
| คุณสมบัติที่ควรมี | สำคัญแค่ไหน | เหตุผล |
|---|---|---|
| หัวนิรภัย | สำคัญมาก | ป้องกันของตกใส่ปลายเท้า เช่น อิฐ ปูน เหล็ก เครื่องมือ |
| พื้นกันเจาะ | สำคัญมาก | ลดความเสี่ยงจากตะปู เศษเหล็ก ลวด หรือของแหลมบนพื้น |
| พื้นกันลื่น | สำคัญมาก | ไซต์งานมักมีฝุ่น น้ำ โคลน หรือพื้นลาดเอียง |
| ดอกยางลึก | สำคัญมาก | ช่วยยึดเกาะพื้นดิน พื้นปูน และพื้นที่ไม่เรียบ |
| ทรงหุ้มข้อ | แนะนำมาก | ช่วยพยุงข้อเท้าเมื่อต้องเดินบนพื้นต่างระดับ |
| วัสดุทนทาน | สำคัญ | ไซต์งานมีการเสียดสี ขูดขีด และฝุ่นปูนจำนวนมาก |
| กันน้ำ / ทนน้ำ | แล้วแต่หน้างาน | เหมาะกับงานกลางแจ้ง งานฝน หรือพื้นที่มีน้ำขัง |
| น้ำหนักเหมาะสม | สำคัญ | รองเท้าหนักเกินไปทำให้ล้าเมื่อเดินทั้งวัน |
หัวนิรภัย: ควรเลือกหัวเหล็กหรือหัวคอมโพสิต?
รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้างควรมีหัวนิรภัยเพื่อป้องกันแรงกระแทกจากวัสดุหรือเครื่องมือที่อาจตกใส่เท้า โดยหัวนิรภัยที่พบได้บ่อยคือ หัวเหล็ก และ หัวคอมโพสิต
| ประเภทหัวนิรภัย | จุดเด่น | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| หัวเหล็ก | แข็งแรง ราคาคุ้มค่า ทนแรงกระแทกดี | งานก่อสร้างทั่วไป งานหนัก งานที่เน้นความคุ้มค่า |
| หัวคอมโพสิต | น้ำหนักเบากว่า ไม่เป็นโลหะ ลดความล้าบางกรณี | งานที่ต้องเดินเยอะ หรือต้องการรองเท้าเบาลง |
| หัวอะลูมิเนียม | เบากว่าหัวเหล็กบางรุ่น แข็งแรง | ผู้ที่ต้องการสมดุลระหว่างน้ำหนักและการป้องกัน |
สำหรับไซต์ก่อสร้างทั่วไป หัวเหล็กยังเป็นตัวเลือกยอดนิยมเพราะแข็งแรงและคุ้มค่า แต่ถ้าพนักงานต้องเดินเยอะมาก หรือทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน หัวคอมโพสิตอาจช่วยลดความล้าได้ดีขึ้น
พื้นกันเจาะ สำคัญมากสำหรับไซต์ก่อสร้าง
หนึ่งในความเสี่ยงที่พบบ่อยในงานก่อสร้างคือการเหยียบตะปู เศษเหล็ก ลวด เสี้ยนไม้ หรือวัสดุแหลมที่ซ่อนอยู่บนพื้น โดยเฉพาะบริเวณที่มีเศษไม้แบบหล่อ พาเลทเก่า หรือจุดที่กำลังรื้อถอน
รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้างจึงควรมี พื้นกันเจาะ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากของแหลมแทงทะลุพื้นรองเท้าเข้าสู่ฝ่าเท้า
พื้นกันเจาะมีทั้งแบบแผ่นเหล็กและวัสดุคอมโพสิต ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีต่างกัน
| ประเภทพื้นกันเจาะ | จุดเด่น | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|
| แผ่นเหล็ก | แข็งแรง ทนทาน ราคาคุ้ม | อาจทำให้รองเท้าหนักขึ้น |
| คอมโพสิต / เคฟลาร์ | น้ำหนักเบา ยืดหยุ่นกว่า | ราคาสูงกว่าบางรุ่น |
| ไม่มีพื้นกันเจาะ | เบา ราคาประหยัด | ไม่เหมาะกับไซต์ที่มีตะปูหรือของแหลม |
ถ้าเป็นไซต์ก่อสร้างจริง แนะนำให้เลือกรุ่นที่มีพื้นกันเจาะไว้ก่อน โดยเฉพาะงานโครงสร้าง งานรื้อถอน งานไม้แบบ และงานที่พื้นมีเศษวัสดุเยอะ
พื้นกันลื่นและดอกยางต้องดูให้ดี
ไซต์ก่อสร้างไม่ได้มีแค่พื้นปูนเรียบ แต่ยังมีพื้นดิน พื้นทราย พื้นโคลน พื้นเปียก พื้นเอียง พื้นนั่งร้าน หรือพื้นที่มีฝุ่นปูน รองเท้าพื้นเรียบหรือดอกตื้นเกินไปอาจทำให้ลื่นหรือเสียหลักได้ง่าย
รองเท้าเซฟตี้งานก่อสร้างควรมีพื้นรองเท้าที่
- ดอกยางลึกพอสำหรับยึดเกาะ
- พื้นไม่แข็งจนลื่นบนปูนขัด
- ระบายน้ำหรือโคลนได้ดี
- ยึดเกาะได้ทั้งพื้นแห้งและพื้นเปียก
- ส้นรองเท้ามั่นคง ไม่โยกง่าย
- พื้นทนต่อการเสียดสีและการใช้งานหนัก
ถ้าไซต์งานมีคราบน้ำมัน เครื่องจักร หรือพื้นที่เปียกลื่น ควรดูรุ่นที่มีคุณสมบัติ กันลื่น และ ทนน้ำมัน เพิ่มเติม
รองเท้าหุ้มข้อเหมาะกับงานก่อสร้างไหม?
โดยทั่วไป รองเท้าเซฟตี้หุ้มข้อเหมาะกับงานก่อสร้างมากกว่าทรงต่ำ โดยเฉพาะงานที่ต้องเดินบนพื้นไม่เรียบ ปีนขึ้นลง เคลื่อนย้ายวัสดุ หรือทำงานในพื้นที่ที่มีเศษวัสดุจำนวนมาก
ข้อดีของรองเท้าหุ้มข้อคือช่วยพยุงข้อเท้า ลดโอกาสข้อเท้าพลิก และช่วยป้องกันเศษหิน เศษปูน หรือวัสดุเล็ก ๆ กระแทกบริเวณข้อเท้าได้ดีกว่าทรงต่ำ
แต่ถ้างานเป็นงานควบคุม งานตรวจไซต์ หรือเดินในพื้นที่ก่อสร้างที่ค่อนข้างเรียบ อาจเลือกทรงต่ำที่เบาและคล่องตัวกว่าได้ โดยต้องดูว่าพื้นและหัวนิรภัยยังเหมาะกับความเสี่ยงของงานหรือไม่
ตารางเปรียบเทียบทรงรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้าง
| รูปแบบรองเท้า | เหมาะกับงาน | จุดเด่น | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| ทรงต่ำ | งานตรวจไซต์ งานภายในอาคาร งานที่พื้นค่อนข้างเรียบ | คล่องตัว น้ำหนักเบา ใส่ถอดง่าย | ป้องกันข้อเท้าน้อย |
| หุ้มข้อ | งานก่อสร้างทั่วไป งานพื้นไม่เรียบ งานยกของ | พยุงข้อเท้า ป้องกันได้มากกว่า | อาจร้อนกว่าและหนักกว่า |
| บูทเซฟตี้ | งานเปียก งานโคลน งานกลางแจ้ง | กันน้ำและปกป้องขาได้ดี | อาจไม่คล่องตัวเท่ารองเท้าทั่วไป |
| รองเท้าหนังนิรภัย | งานหนัก งานไซต์ทั่วไป | ทนทาน ป้องกันดี | ต้องดูน้ำหนักและการระบายอากาศ |
| รองเท้าทรงสปอร์ตนิรภัย | งานเดินเยอะ งานตรวจงาน งานเบาถึงปานกลาง | ใส่สบาย น้ำหนักเบา | ต้องตรวจสอบกันเจาะและความทนทาน |

มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะกับงานก่อสร้าง
การเลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้สำหรับไซต์ก่อสร้างควรดูมาตรฐานความปลอดภัย เพราะรองเท้าหลายรุ่นหน้าตาดูแข็งแรงเหมือนกัน แต่คุณสมบัติจริงอาจต่างกันมาก
มาตรฐานที่มักพบคือ EN ISO 20345 ซึ่งเป็นมาตรฐานรองเท้านิรภัยสำหรับงานอาชีพ และมีรหัสระดับความปลอดภัย เช่น SB, S1, S1P, S3, S5, S7
| รหัสมาตรฐาน | ความหมายโดยสรุป | เหมาะกับงานก่อสร้างไหม |
|---|---|---|
| SB | มีหัวนิรภัยขั้นพื้นฐาน | ใช้ได้เฉพาะงานเสี่ยงต่ำ |
| S1 | มีหัวนิรภัย ป้องกันไฟฟ้าสถิต และดูดซับแรงกระแทกส้น | เหมาะกับงานในอาคารมากกว่า |
| S1P | เพิ่มพื้นกันเจาะ | ใช้ได้กับงานไซต์ที่พื้นค่อนข้างแห้ง |
| S2 | เพิ่มการป้องกันน้ำซึมบริเวณส่วนบน | ใช้ได้บางกรณี แต่ยังไม่เน้นกันเจาะ |
| S3 | มีหัวนิรภัย กันเจาะ พื้นมีดอก และทนน้ำซึม | เหมาะกับงานก่อสร้างทั่วไป |
| S5 | มักเป็นบูท มีหัวนิรภัย กันเจาะ และพื้นมีดอก | เหมาะกับงานเปียก งานโคลน |
| S7 | คล้าย S3 แต่เพิ่มคุณสมบัติกันน้ำทั้งคู่ | เหมาะกับงานกลางแจ้งหรืองานเปียกมากขึ้น |
สำหรับงานก่อสร้างทั่วไป รุ่นที่แนะนำมักเป็น S3 เพราะครอบคลุมทั้งหัวนิรภัย พื้นกันเจาะ และพื้นมีดอก ส่วนไซต์ที่เจอน้ำ โคลน หรือทำงานกลางแจ้งบ่อย อาจพิจารณา S5, S7 หรือรุ่นที่มี WR เพิ่มเติม
เลือกรองเท้าเซฟตี้ตามประเภทงานก่อสร้าง
รองเท้าคู่เดียวอาจไม่ได้เหมาะกับทุกงานในไซต์ เพราะคนทำงานแต่ละตำแหน่งมีความเสี่ยงต่างกัน
| ประเภทงาน | รองเท้าที่แนะนำ | คุณสมบัติที่ควรมี |
|---|---|---|
| งานโครงสร้าง | หุ้มข้อ S3 หรือกันเจาะ | หัวนิรภัย กันเจาะ ดอกยางลึก |
| งานรื้อถอน | หุ้มข้อ กันเจาะ ทนทานสูง | กันเจาะ หัวนิรภัย พื้นหนา |
| งานไม้แบบ | S3 หรือ S1P | กันเจาะ กันลื่น ป้องกันเศษตะปู |
| งานปูน / งานพื้น | พื้นกันลื่น ทนน้ำ | กันลื่น วัสดุทนฝุ่นปูนและความชื้น |
| งานเหล็ก | หัวนิรภัย กันเจาะ พื้นทน | ป้องกันแรงกระแทกและเศษโลหะ |
| งานไฟฟ้าในไซต์ | เลือกตามความเสี่ยงไฟฟ้าเฉพาะงาน | ไม่ควรใช้รองเท้าทั่วไปแทนอุปกรณ์เฉพาะทาง |
| วิศวกร / โฟร์แมนเดินตรวจไซต์ | ทรงเบาแต่มีมาตรฐาน | กันลื่น หัวนิรภัย ใส่เดินสบาย |
| งานกลางแจ้ง / งานดิน | บูทเซฟตี้หรือ S7 | กันน้ำ ดอกยางลึก ยึดเกาะดี |
รองเท้าก่อสร้างต้องกันน้ำไหม?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับไซต์งาน
ถ้าเป็นงานในอาคารหรือพื้นที่แห้ง รองเท้าที่กันละอองน้ำหรือทนน้ำซึมได้บางส่วนอาจเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานกลางแจ้ง งานดิน งานโคลน งานฐานราก หรือไซต์ที่มีน้ำขัง ควรเลือกรองเท้าที่กันน้ำได้ดีกว่า เช่น บูทเซฟตี้ หรือรุ่นที่มีคุณสมบัติ WR
อย่างไรก็ตาม รองเท้ากันน้ำมักระบายอากาศได้น้อยกว่ารองเท้าทั่วไป ถ้าพนักงานต้องใส่ทั้งวันในพื้นที่ร้อน ควรเลือกรุ่นที่สมดุลระหว่างการกันน้ำและความสบาย ไม่เช่นนั้นอาจอับชื้นและใส่ไม่สบาย
น้ำหนักรองเท้าก็สำคัญกับคนทำงานไซต์
หลายคนคิดว่างานก่อสร้างต้องเลือกรองเท้าที่หนักและหนาไว้ก่อน เพราะดูทนกว่า แต่ในความเป็นจริง รองเท้าที่หนักเกินไปอาจทำให้ผู้สวมใส่ล้าเร็ว โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทั้งวัน ยืนคุมงาน หรือขึ้นลงพื้นที่ต่างระดับบ่อย ๆ
รองเท้าที่เหมาะควรมีความแข็งแรงพอสำหรับหน้างาน แต่ไม่หนักจนทำให้เดินลำบาก หากเป็นพนักงานที่ต้องเดินเยอะ ควรมองหารุ่นที่ออกแบบให้เบาลง เช่น หัวคอมโพสิต พื้นกันเจาะแบบผ้า หรือวัสดุที่ช่วยลดน้ำหนักโดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกรองเท้าเซฟตี้งานก่อสร้าง
การเลือกรองเท้าไม่เหมาะกับงานอาจทำให้รองเท้าพังเร็ว ใส่ไม่สบาย หรือป้องกันได้ไม่พอ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่
- เลือกแค่รองเท้าหัวเหล็ก แต่ไม่มีพื้นกันเจาะ
- ใช้รองเท้าทรงต่ำในพื้นที่ที่ควรใช้หุ้มข้อ
- เลือกพื้นดอกตื้นเกินไปสำหรับงานดินหรือโคลน
- ไม่ดูคุณสมบัติกันลื่น ทั้งที่ไซต์มีน้ำและฝุ่นปูน
- ซื้อรองเท้าหนักเกินไปจนพนักงานไม่อยากใส่
- เลือกไซซ์พอดีเกินไปจนหัวนิรภัยบีบนิ้ว
- ใช้รองเท้าเก่าพื้นสึก แต่ยังไม่เปลี่ยน
- เลือกรองเท้าไม่มีมาตรฐานชัดเจน
รองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะกับงานก่อสร้างควรปกป้องได้จริง และต้องใส่ทำงานได้จริงด้วย เพราะถ้าพนักงานใส่แล้วเจ็บ เดินลำบาก หรือถอดออกระหว่างทำงาน ความปลอดภัยก็ลดลงทันที
สัญญาณที่ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้คู่ใหม่
รองเท้าเซฟตี้งานก่อสร้างต้องเจอการใช้งานหนัก จึงควรตรวจสภาพเป็นระยะ หากพบสัญญาณเหล่านี้ควรพิจารณาเปลี่ยนคู่ใหม่
- พื้นรองเท้าสึกจนดอกตื้น
- พื้นแตก ร่อน หรือเริ่มหลุด
- หัวรองเท้าบุบเสียรูปจากแรงกระแทก
- แผ่นกันเจาะเสียหาย
- รองเท้าน้ำเข้า ทั้งที่ต้องใช้ในพื้นที่เปียก
- หนังหรือวัสดุด้านบนฉีกขาดมาก
- ส้นรองเท้าสึกเอียงจนเดินไม่มั่นคง
- ใส่แล้วปวดเท้าหรือไม่กระชับเหมือนเดิม
รองเท้าที่สึกมากอาจยังดูใส่ได้ แต่ประสิทธิภาพในการกันลื่น กันกระแทก หรือกันเจาะอาจลดลงแล้ว
สรุป: รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้างควรเลือกแบบไหนดี?
รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้างควรเลือกแบบที่มี หัวนิรภัย พื้นกันเจาะ พื้นกันลื่น ดอกยางยึดเกาะดี และวัสดุทนทานต่อการใช้งานหนัก หากทำงานบนพื้นไม่เรียบหรือมีโอกาสข้อเท้าพลิก ควรเลือกแบบหุ้มข้อ ส่วนพื้นที่เปียก ดินโคลน หรืองานกลางแจ้ง ควรพิจารณารุ่นกันน้ำหรือบูทเซฟตี้เพิ่มเติม
ถ้าเลือกตามมาตรฐาน งานก่อสร้างทั่วไปมักเหมาะกับรองเท้าเซฟตี้ระดับ S3 เพราะมีทั้งหัวนิรภัย กันเจาะ และพื้นมีดอก แต่ถ้าไซต์เปียกมากหรือทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ อาจดูรุ่น S5, S7 หรือรุ่นที่มี WR ตามความเหมาะสม
รองเท้าที่ดีที่สุดไม่ใช่รุ่นที่แพงที่สุด แต่คือรุ่นที่ตรงกับความเสี่ยงของหน้างาน ใส่สบายพอสำหรับทั้งวัน และช่วยให้คนทำงานมั่นใจในทุกก้าวบนไซต์งาน
FAQ คำถามที่พบบ่อย
1. รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานก่อสร้างควรเลือกแบบไหน?
ควรเลือกแบบที่มีหัวนิรภัย พื้นกันเจาะ พื้นกันลื่น ดอกยางยึดเกาะดี และวัสดุทนทาน หากต้องเดินบนพื้นไม่เรียบหรือทำงานหนัก ควรพิจารณารองเท้าหุ้มข้อเพิ่มเติม
2. งานก่อสร้างควรใช้รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน S3 ไหม?
ควรใช้ในหลายกรณี เพราะ S3 มักมีหัวนิรภัย พื้นกันเจาะ พื้นมีดอก และช่วยป้องกันน้ำซึมบางส่วน จึงเหมาะกับงานก่อสร้างทั่วไปมากกว่า S1 หรือ SB
3. รองเท้าเซฟตี้งานก่อสร้างต้องกันเจาะไหม?
แนะนำให้มีพื้นกันเจาะ เพราะไซต์ก่อสร้างมักมีตะปู เศษเหล็ก ลวด หรือวัสดุแหลมบนพื้น ซึ่งอาจแทงทะลุพื้นรองเท้าและทำให้บาดเจ็บได้
4. รองเท้าหุ้มข้อจำเป็นสำหรับงานก่อสร้างหรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกงาน แต่เหมาะมากกับงานที่พื้นไม่เรียบ งานยกของ งานโครงสร้าง งานรื้อถอน หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงข้อเท้าพลิก เพราะช่วยพยุงข้อเท้าได้ดีกว่าทรงต่ำ
5. หัวเหล็กกับหัวคอมโพสิต แบบไหนเหมาะกับงานก่อสร้าง?
หัวเหล็กเหมาะกับงานหนักและคุ้มค่า ส่วนหัวคอมโพสิตเหมาะกับผู้ที่ต้องการรองเท้าน้ำหนักเบาลงและใส่เดินนาน ทั้งสองแบบใช้ได้หากผ่านมาตรฐานและเหมาะกับความเสี่ยงของงาน
6. งานก่อสร้างกลางแจ้งควรเลือกรองเท้าแบบไหนดี?
ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นกันลื่น ดอกยางลึก วัสดุทนทาน และถ้าเจอน้ำหรือโคลนบ่อย ควรพิจารณารุ่นกันน้ำ บูทเซฟตี้ หรือมาตรฐาน S5/S7 ตามลักษณะงาน
7. รองเท้าเซฟตี้ทรงต่ำใช้ในไซต์ก่อสร้างได้ไหม?
ใช้ได้ในงานตรวจไซต์หรืองานที่พื้นค่อนข้างเรียบและความเสี่ยงไม่สูง แต่ถ้าเป็นงานโครงสร้าง รื้อถอน โหลดวัสดุ หรือพื้นไม่เรียบ ควรเลือกทรงหุ้มข้อจะเหมาะกว่า
8. ควรเปลี่ยนรองเท้าเซฟตี้งานก่อสร้างเมื่อไหร่?
ควรเปลี่ยนเมื่อพื้นสึกมาก ดอกยางตื้น พื้นแตก หัวรองเท้าบุบ วัสดุฉีกขาด น้ำเข้า หรือใส่แล้วไม่มั่นคง เพราะประสิทธิภาพในการป้องกันอาจลดลงแล้ว
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที


