วิธีดูแลรองเท้า ESD ให้คงประสิทธิภาพป้องกันไฟฟ้าสถิต

รองเท้า ESD รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตหรือรองเท้าสำหรับควบคุมการคายประจุไฟฟ้าสถิต ไม่ได้มีหน้าที่เพียงป้องกันเท้าจากแรงกระแทกหรือของตกหล่น แต่ยังช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกายลงสู่พื้นอย่างควบคุมได้ จึงมักใช้ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ห้องคลีนรูม งานประกอบแผงวงจร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และพื้นที่ที่มีอุปกรณ์ไวต่อไฟฟ้าสถิต

รองเท้า ESD รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตหรือรองเท้าสำหรับควบคุมการคายประจุไฟฟ้าสถิต ไม่ได้มีหน้าที่เพียงป้องกันเท้าจากแรงกระแทกหรือของตกหล่น แต่ยังช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกายลงสู่พื้นอย่างควบคุมได้ จึงมักใช้ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ ห้องคลีนรูม งานประกอบแผงวงจร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และพื้นที่ที่มีอุปกรณ์ไวต่อไฟฟ้าสถิต

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของ รองเท้า ESD อาจลดลงได้จากฝุ่น น้ำมัน ความชื้น พื้นรองเท้าที่สึก การใช้แผ่นรองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือการทำความสะอาดผิดวิธี การดูแลรองเท้าอย่างถูกต้องจึงมีผลโดยตรงต่อทั้งอายุการใช้งานและระบบควบคุมไฟฟ้าสถิตในสถานที่ทำงาน


วิธีดูแลรองเท้า ESD ที่ถูกต้อง

การดูแลรองเท้า ESD ควรเริ่มจากการทำความสะอาดพื้นรองเท้าเป็นประจำ เพราะฝุ่น น้ำมัน และสิ่งสกปรกอาจขัดขวางเส้นทางการระบายประจุไฟฟ้าสถิต ควรใช้แปรงขนนุ่มหรือผ้าชุบน้ำหมาดร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ผู้ผลิตรองเท้าอนุญาต จากนั้นผึ่งรองเท้าให้แห้งในบริเวณที่อากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงความร้อนสูง

ไม่ควรเปลี่ยนแผ่นรองด้านใน ทากาว ติดแผ่นเสริมพื้น หรือดัดแปลงรองเท้าด้วยวัสดุทั่วไปโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิต เพราะอาจทำให้ค่าความต้านทานไฟฟ้าของรองเท้าเปลี่ยนไป นอกจากนี้ ควรทดสอบรองเท้าร่วมกับผู้สวมใส่และพื้น ESD ตามแผนควบคุมไฟฟ้าสถิตของสถานประกอบการ เนื่องจากรองเท้า ESD ต้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งของระบบคน–รองเท้า–พื้น ไม่ใช่ทำงานแยกจากกันเพียงชิ้นเดียว

วิธีดูแลรองเท้า ESD

รองเท้า ESD คืออะไร?

รองเท้า ESD คือรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยควบคุมการสะสมและการคายประจุไฟฟ้าสถิตจากร่างกายของผู้สวมใส่ โดยสร้างเส้นทางทางไฟฟ้าระหว่างร่างกาย รองเท้า และพื้นควบคุมไฟฟ้าสถิต

รองเท้าประเภทนี้มักใช้ในพื้นที่ ESD Protected Area หรือ EPA ซึ่งเป็นบริเวณที่ต้องควบคุมไฟฟ้าสถิตเพื่อป้องกันความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไวต่อประจุไฟฟ้า

ESD Association อธิบายว่ารองเท้าควบคุมไฟฟ้าสถิตต้องใช้งานร่วมกับระบบพื้น ESD เพื่อสร้างการสัมผัสทางไฟฟ้าระหว่างบุคคลกับพื้น หากใช้กับพื้นฉนวนหรือพื้นที่ไม่เหมาะสม ประจุไฟฟ้าอาจไม่สามารถไหลลงสู่ระบบกราวด์ได้ตามที่ต้องการ

รองเท้า ESD ไม่ใช่รองเท้าฉนวนไฟฟ้า

รองเท้า ESD มีหน้าที่ช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิตอย่างควบคุมได้ จึงไม่ควรนำไปเข้าใจว่าเป็นรองเท้าที่ใช้ป้องกันไฟฟ้าแรงดันสูงหรือการสัมผัสวงจรไฟฟ้าโดยตรง

งานที่มีความเสี่ยงจากไฟฟ้าแรงดันหรือศักย์ไฟฟ้าอันตรายอาจต้องใช้รองเท้าฉนวนไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ป้องกันเฉพาะด้านตามการประเมินความเสี่ยงของงาน รองเท้า ESD จึงไม่สามารถใช้ทดแทนรองเท้าป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าได้


ทำไมรองเท้า ESD ต้องดูแลแตกต่างจากรองเท้าทั่วไป?

รองเท้าทำงานทั่วไปมักพิจารณาจากความสะอาด ความทนทาน และการยึดเกาะพื้นเป็นหลัก แต่รองเท้า ESD ต้องพิจารณาเพิ่มถึงเส้นทางการระบายประจุไฟฟ้า

องค์ประกอบที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพ ได้แก่

  • พื้นรองเท้าชั้นนอก
  • วัสดุพื้นชั้นกลาง
  • แผ่นรองด้านใน
  • ความชื้นภายในรองเท้า
  • ถุงเท้าที่ผู้ใช้งานสวม
  • สภาพพื้น ESD
  • ฝุ่น น้ำมัน หรือสารเคมีที่เกาะอยู่บนพื้นรองเท้า
  • การสัมผัสระหว่างเท้ากับส่วนประกอบนำหรือคายประจุของรองเท้า

มาตรฐาน IEC 61340-4-3 ระบุวิธีทดสอบความต้านทานไฟฟ้าของรองเท้าที่ใช้ควบคุมศักย์ไฟฟ้าสถิตบนร่างกาย และสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการตรวจรับรองรองเท้าใหม่หรือการตรวจรองเท้าที่กำลังใช้งานเป็นระยะได้

ดังนั้น รองเท้าที่ยังดูใหม่และไม่มีรอยขาด อาจไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพด้าน ESD ยังคงเดิมเสมอไป ต้องอาศัยการตรวจสอบและการทดสอบตามระบบของสถานประกอบการร่วมด้วย


วิธีดูแลรองเท้า ESD ให้คงประสิทธิภาพ

1. ทำความสะอาดพื้นรองเท้าทุกวัน

พื้นรองเท้าเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมต่อกับพื้น ESD หากมีฝุ่นหนา น้ำมัน จาระบี เศษกาว หรือสิ่งสกปรกเกาะอยู่ อาจทำให้การสัมผัสระหว่างรองเท้ากับพื้นเปลี่ยนแปลงไป

หลังเลิกงานควรตรวจพื้นรองเท้าและนำสิ่งสกปรกออกด้วยแปรงขนนุ่มหรือผ้าชุบน้ำหมาด โดยเน้นบริเวณร่องดอกยางที่มักมีเศษวัสดุติดอยู่

สิ่งที่ควรทำ

  • ปัดฝุ่นออกหลังใช้งาน
  • นำเศษวัสดุออกจากร่องดอกยาง
  • เช็ดคราบน้ำมันโดยเร็ว
  • ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติตามคำแนะนำของผู้ผลิต
  • ใช้น้ำยาทำความสะอาดชนิดอ่อนเมื่อจำเป็น

ผู้ผลิตรองเท้านิรภัยบางรายแนะนำให้ทำความสะอาดรองเท้าที่สกปรกมากด้วยแปรง น้ำอุ่น และสารทำความสะอาดที่เหมาะสม ก่อนปล่อยให้รองเท้าระบายอากาศและแห้งสนิท


2. หลีกเลี่ยงน้ำยาที่ทิ้งสารเคลือบบนพื้นรองเท้า

น้ำยาขัดเงา ซิลิโคน แว็กซ์ น้ำมันเคลือบ หรือผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจทิ้งชั้นฟิล์มไว้บนพื้นรองเท้า หากชั้นเคลือบนั้นมีคุณสมบัติเป็นฉนวน อาจรบกวนการสัมผัสทางไฟฟ้าระหว่างรองเท้ากับพื้น ESD ได้

จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดตามคู่มือของรองเท้ารุ่นนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรสรุปว่าน้ำยาสำหรับรองเท้าหนังหรือรองเท้าทั่วไปจะใช้กับรองเท้า ESD ได้ทุกชนิด

หากไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากการใช้แปรงหรือผ้าชุบน้ำหมาด และสอบถามผู้ผลิตก่อนใช้สารเคมีเพิ่มเติม


3. ไม่แช่รองเท้าในน้ำโดยไม่ตรวจสอบคู่มือ

รองเท้า ESD บางรุ่นสามารถซักด้วยเครื่องหรือทำความสะอาดด้วยน้ำได้ แต่บางรุ่นไม่รองรับการแช่น้ำ เนื่องจากกาว วัสดุส่วนบน แผ่นรอง หรือชิ้นส่วนภายในอาจเสียหาย

ตัวอย่างเช่น รองเท้า ESD บางรุ่นระบุว่าสามารถซักรองเท้าและแผ่นรองที่ถอดได้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส แต่ข้อกำหนดนี้ใช้เฉพาะรุ่นที่ผู้ผลิตรับรองเท่านั้น ไม่ควรนำไปใช้กับรองเท้า ESD ทุกรุ่น

หลักที่ปลอดภัยคืออ่านฉลาก คู่มือ หรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ของรุ่นที่ใช้งานก่อนซักทุกครั้ง


4. ผึ่งให้แห้งตามธรรมชาติ

เมื่อรองเท้าเปียก ควรคลายเชือก เปิดลิ้นรองเท้า และนำแผ่นรองออกเฉพาะในกรณีที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถถอดได้ จากนั้นผึ่งในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเท

อาจใช้กระดาษสะอาดที่ไม่มีสารเคลือบช่วยดูดความชื้นภายใน และเปลี่ยนกระดาษเมื่อชื้นจนกว่ารองเท้าจะแห้ง ผู้ผลิตรองเท้านิรภัยแนะนำให้ปล่อยรองเท้าเปียกแห้งอย่างช้าๆ แทนการเร่งด้วยความร้อนสูง

ไม่ควรทำให้รองเท้าแห้งด้วย

  • ไดร์เป่าผมที่ใช้ความร้อนสูง
  • เครื่องอบที่ไม่ได้รับอนุญาต
  • การวางชิดฮีตเตอร์
  • การวางบนเครื่องจักรร้อน
  • การตากกลางแดดจัดเป็นเวลานาน
  • การใช้เปลวไฟหรือแหล่งความร้อนโดยตรง

ความร้อนสูงอาจทำให้กาวเสื่อม พื้นรองเท้าแข็ง ตัวรองเท้าเสียรูป หรือวัสดุภายในเปลี่ยนคุณสมบัติ


5. ใช้แผ่นรองด้านในที่รองรับ ESD เท่านั้น

แผ่นรองด้านในเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการระบายประจุไฟฟ้าสถิต การนำแผ่นรองทั่วไป แผ่นเสริมส้น หรือแผ่นรองเพื่อสุขภาพที่ไม่ได้รับรองมาใส่เพิ่ม อาจเพิ่มความเป็นฉนวนระหว่างเท้ากับรองเท้า

หากแผ่นรองเดิมชำรุด ควรเปลี่ยนด้วยแผ่นรองรุ่นที่ผู้ผลิตกำหนด หรือแผ่นรองที่ได้รับการตรวจสอบว่าสามารถใช้กับรองเท้า ESD รุ่นนั้นได้

ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนแผ่นรองโดยไม่ทดสอบอาจทำให้ค่าความต้านทานของระบบคน–รองเท้าเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรทดสอบระบบอีกครั้งหลังเปลี่ยนส่วนประกอบดังกล่าว ข้อนี้เป็นข้อสรุปเชิงปฏิบัติจากหลักการที่รองเท้าและพื้นต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบ


6. ไม่ดัดแปลงหรือติดวัสดุเพิ่มใต้พื้นรองเท้า

ไม่ควรติดแผ่นยางทั่วไป เสริมส้น ทากาวหนา หรือปะพื้นด้วยวัสดุที่ไม่ทราบคุณสมบัติทางไฟฟ้า เพราะอาจสร้างชั้นฉนวนหรือเปลี่ยนเส้นทางการคายประจุ

หากพื้นรองเท้าแยก แตก หรือสึกมาก ควรให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบ หรือเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่แทนการซ่อมแบบรองเท้าทั่วไป


7. สวมถุงเท้าที่เหมาะกับระบบ ESD

ถุงเท้าเป็นวัสดุที่อยู่ระหว่างผิวเท้ากับรองเท้าโดยตรง หากถุงเท้าหนามาก มีวัสดุฉนวนสูง หรือมีความแห้งมาก อาจทำให้ค่าความต้านทานของระบบผู้สวมใส่กับรองเท้าเปลี่ยนไป

สถานประกอบการที่มีข้อกำหนด ESD เข้มงวดควรกำหนดประเภทถุงเท้าที่อนุญาต และทดสอบผู้ใช้งานขณะสวมถุงเท้าจริงที่ใช้ทำงาน ไม่ควรทดสอบรองเท้าโดยแยกจากสภาพการใช้งานจริงเพียงอย่างเดียว


8. รักษาความสะอาดของพื้น ESD

แม้รองเท้าจะสะอาดและอยู่ในสภาพดี แต่ถ้าพื้น ESD มีคราบน้ำมัน ฝุ่นหนา น้ำยาเคลือบที่ไม่เหมาะสม หรือความเสียหาย ระบบระบายประจุก็อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

รองเท้า ESD จึงต้องใช้งานร่วมกับพื้นควบคุมไฟฟ้าสถิตที่ได้รับการดูแลและตรวจสอบตามแผนของสถานประกอบการ ESD Association ระบุว่ารองเท้าควบคุมไฟฟ้าสถิตและพื้น ESD ทำหน้าที่ร่วมกันในการสร้างเส้นทางระบายประจุจากบุคคลลงสู่กราวด์

ไม่ควรใช้น้ำยาเคลือบพื้นทั่วไปในพื้นที่ EPA จนกว่าจะยืนยันได้ว่าน้ำยานั้นเหมาะกับระบบพื้น ESD


9. เก็บรองเท้าในพื้นที่แห้งและสะอาด

หลังใช้งานควรเก็บรองเท้าในบริเวณที่อากาศถ่ายเท ไม่มีความชื้นสูง และไม่อยู่ใกล้แสงแดดหรือความร้อนโดยตรง

ไม่ควรเก็บรองเท้าขณะยังเปียกหรือใส่ไว้ในถุงพลาสติกที่ปิดสนิท เพราะความชื้นอาจทำให้เกิดกลิ่น เชื้อรา กาวเสื่อม และวัสดุด้านในเสียหาย

หลีกเลี่ยงการวางของหนักทับรองเท้า เพราะอาจทำให้โครงรองเท้าเสียรูปและพื้นสัมผัสพื้นไม่สม่ำเสมอ


10. ตรวจสอบด้วยเครื่องทดสอบ ESD ตามรอบ

การมองด้วยตาเปล่าไม่สามารถยืนยันค่าความต้านทานทางไฟฟ้าได้ทั้งหมด สถานประกอบการจึงควรกำหนดการทดสอบบุคลากรและรองเท้าตามแผน ESD Control Program

การทดสอบอาจทำก่อนเข้าพื้นที่ EPA ทุกครั้ง ทุกกะ หรือเป็นระยะตามระดับความเสี่ยงและข้อกำหนดภายใน หากผลการทดสอบไม่ผ่าน ไม่ควรนำรองเท้าเข้าใช้งานจนกว่าจะหาสาเหตุและแก้ไขเรียบร้อย

IEC TS 61340-5-4 อธิบายแนวทางการตรวจสอบความสอดคล้องของอุปกรณ์ที่อยู่ในโปรแกรมควบคุม ESD ส่วน IEC 61340-4-3 ครอบคลุมวิธีวัดความต้านทานไฟฟ้าของรองเท้า ทั้งในการตรวจรับรองและการตรวจรองเท้าที่ใช้งานอยู่


รองเท้า ESD จำเป็นแค่ไหน

ตารางสรุปการดูแลรองเท้า ESD

สิ่งที่ควรตรวจวิธีดูแลที่แนะนำสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงความถี่
พื้นรองเท้าปัดฝุ่นและเช็ดคราบสกปรกปล่อยให้คราบน้ำมันสะสมทุกวัน
ร่องดอกยางนำเศษวัสดุออกด้วยแปรงใช้ของแหลมจนพื้นเป็นรอยทุกวัน
ตัวรองเท้าเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดใช้สารเคมีรุนแรงเมื่อสกปรก
ความชื้นผึ่งในที่อากาศถ่ายเทเป่าด้วยความร้อนสูงหลังรองเท้าเปียก
แผ่นรองด้านในใช้รุ่นที่รองรับ ESDใช้แผ่นรองทั่วไปโดยไม่ทดสอบเมื่อชำรุด
พื้น ESDทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมใช้แว็กซ์หรือน้ำยาเคลือบทั่วไปตามแผนพื้นที่
สภาพโครงสร้างตรวจรอยแตก รอยแยก และการสึกซ่อมด้วยวัสดุที่ไม่ทราบคุณสมบัติก่อนใช้งาน
ค่าความต้านทานทดสอบด้วยเครื่องตรวจ ESDประเมินจากสภาพภายนอกเพียงอย่างเดียวตาม ESD Control Plan

เปรียบเทียบวิธีดูแลที่ถูกและผิด

การดูแลที่ถูกต้องการดูแลที่อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง
ใช้แปรงนุ่มทำความสะอาดดอกยางปล่อยให้ฝุ่นและน้ำมันเกาะหนา
ใช้น้ำยาตามคำแนะนำของผู้ผลิตใช้แว็กซ์ ซิลิโคน หรือน้ำยาเคลือบทั่วไป
ผึ่งรองเท้าในที่อากาศถ่ายเทใช้ไดร์ร้อนหรือวางใกล้ฮีตเตอร์
ใช้แผ่นรองที่ผู้ผลิตรับรองใส่แผ่นเสริมทั่วไปทับแผ่นเดิม
ทดสอบรองเท้ากับผู้ใช้งานจริงเชื่อว่ารองเท้ายังดีเพราะภายนอกดูใหม่
ใช้คู่กับพื้น ESD ที่ตรวจสอบแล้วใช้บนพื้นฉนวนแล้วคาดหวังผลแบบเดิม
เปลี่ยนรองเท้าเมื่อโครงสร้างเสียหายปะพื้นด้วยวัสดุที่ไม่ทราบค่าทางไฟฟ้า

วิธีตรวจรองเท้า ESD ก่อนเริ่มงาน

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสภาพภายนอก

ดูว่าตัวรองเท้ามีรอยฉีก ตะเข็บหลุด พื้นแยก หรือรูปทรงผิดปกติหรือไม่ หากพบความเสียหายที่กระทบต่อโครงสร้าง ควรแยกรองเท้าออกจากการใช้งาน

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจพื้นและดอกยาง

พลิกรองเท้าเพื่อตรวจคราบน้ำมัน ฝุ่น เศษโลหะ หรือวัสดุที่ติดอยู่ในร่องดอกยาง หากพบสิ่งสกปรกควรทำความสะอาดก่อนเข้าพื้นที่ EPA

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจแผ่นรองด้านใน

ตรวจว่าเป็นแผ่นรองเดิมหรือรุ่นที่อนุญาตสำหรับรองเท้า ESD ไม่ควรมีแผ่นเสริมทั่วไปซ้อนอยู่ภายใน

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจถุงเท้าและการสวมใส่

สวมถุงเท้าตามข้อกำหนดของพื้นที่ ผูกเชือกหรือรัดรองเท้าให้กระชับ เพื่อให้เท้าสัมผัสกับโครงสร้างรองเท้าอย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 5: ทดสอบระบบบุคคล–รองเท้า

ยืนบนเครื่องทดสอบ ESD ตามวิธีที่สถานประกอบการกำหนด และตรวจว่าผลอยู่ในช่วงที่องค์กรยอมรับ

ขั้นตอนที่ 6: บันทึกหรือรายงานผลผิดปกติ

หากผลไม่ผ่าน ให้ทำความสะอาดรองเท้า ตรวจถุงเท้า แผ่นรอง และสภาพพื้น แล้วทดสอบซ้ำตามขั้นตอน หากยังไม่ผ่านควรหยุดใช้รองเท้าคู่นั้นและแจ้งผู้รับผิดชอบ


สัญญาณว่ารองเท้า ESD อาจเริ่มมีปัญหา

ควรตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อพบอาการดังต่อไปนี้

  • ผลทดสอบ ESD ไม่ผ่านหรือไม่คงที่
  • พื้นรองเท้ามีคราบน้ำมันหรือสารเคลือบ
  • ดอกยางสึกจนเรียบ
  • พื้นรองเท้าแตกหรือแยกออกจากตัวรองเท้า
  • แผ่นรองเดิมถูกเปลี่ยนเป็นรุ่นทั่วไป
  • รองเท้าผ่านการซ่อมพื้นหรือเสริมส้น
  • รองเท้าสัมผัสสารเคมีที่ไม่ทราบผลต่อวัสดุ
  • รองเท้าแข็ง กรอบ หรือเสียรูป
  • รองเท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน
  • ผลทดสอบผ่านเมื่อสวมถุงเท้าบางประเภท แต่ไม่ผ่านเมื่อเปลี่ยนถุงเท้า

ไม่ควรรอให้รองเท้าขาดหรือพังจนสวมไม่ได้ เพราะคุณสมบัติทางไฟฟ้าอาจเปลี่ยนก่อนที่ความเสียหายภายนอกจะเห็นได้ชัด


รองเท้า ESD ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่?

รองเท้า ESD ไม่มีอายุการใช้งานที่ตายตัวสำหรับทุกสภาพงาน ควรพิจารณาจากสภาพรองเท้า ผลการทดสอบ ความถี่ในการใช้งาน และข้อกำหนดของสถานประกอบการ

ควรหยุดใช้หรือเปลี่ยนรองเท้าเมื่อ

  • ผลทดสอบไม่ผ่านซ้ำหลังทำความสะอาด
  • พื้นรองเท้าแตกร้าวหรือหลุดแยก
  • ดอกยางสึกมาก
  • รองเท้าได้รับความเสียหายจากสารเคมีหรือความร้อน
  • มีการซ่อมหรือดัดแปลงที่กระทบต่อพื้นรองเท้า
  • ไม่สามารถหาแผ่นรอง ESD ที่ตรงกับรุ่นเดิมได้
  • โครงรองเท้าเสียรูป
  • ผู้ผลิตหรือผู้รับผิดชอบไม่สามารถยืนยันคุณสมบัติได้

การทดสอบเป็นระยะมีความสำคัญ เพราะมาตรฐาน IEC 61340-4-3 รองรับการวัดความต้านทานของรองเท้าที่กำลังใช้งาน ไม่ได้จำกัดเฉพาะรองเท้าใหม่จากโรงงานเท่านั้น


สรุปวิธีดูแลรองเท้า ESD

หัวใจสำคัญของการดูแลรองเท้า ESD คือการรักษาพื้นรองเท้าให้สะอาด หลีกเลี่ยงสารเคลือบหรือการดัดแปลงที่ไม่เหมาะสม ใช้แผ่นรองที่รองรับ ESD และผึ่งรองเท้าให้แห้งด้วยวิธีธรรมชาติ

นอกจากนี้ ต้องเข้าใจว่ารองเท้า ESD ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ต้องทำงานร่วมกับผู้สวมใส่ ถุงเท้า พื้น ESD และระบบกราวด์ของพื้นที่ การตรวจสอบด้วยเครื่องทดสอบตามแผน ESD Control Program จึงเป็นวิธีที่ช่วยยืนยันประสิทธิภาพได้ดีกว่าการดูจากสภาพภายนอกเพียงอย่างเดียว

การดูแลที่ถูกวิธีไม่เพียงช่วยยืดอายุรองเท้า แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ควบคุมไฟฟ้าสถิตอีกด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลรองเท้า ESD

1. รองเท้า ESD ซักน้ำได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับรุ่นและวัสดุของรองเท้า บางรุ่นสามารถซักได้ตามอุณหภูมิที่ผู้ผลิตกำหนด แต่บางรุ่นควรทำความสะอาดด้วยแปรงหรือผ้าชุบน้ำหมาดเท่านั้น ควรตรวจคู่มือก่อนซักทุกครั้ง

2. รองเท้า ESD ซักเครื่องได้ไหม?

ซักเครื่องได้เฉพาะรุ่นที่ผู้ผลิตระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ควรนำรองเท้า ESD ทั่วไปเข้าเครื่องซัก เพราะแรงหมุน น้ำ อุณหภูมิ และน้ำยาซักอาจทำให้กาวหรือส่วนประกอบภายในเสียหาย

3. ใช้แอลกอฮอล์เช็ดพื้นรองเท้า ESD ได้หรือไม่?

ไม่ควรใช้โดยอัตโนมัติ เพราะแอลกอฮอล์หรือสารทำละลายอาจมีผลต่อกาว สี หรือวัสดุของรองเท้าบางชนิด ควรใช้เฉพาะเมื่อผู้ผลิตยืนยันว่าใช้ได้กับรองเท้ารุ่นนั้น

4. เปลี่ยนแผ่นรองด้านในของรองเท้า ESD ได้ไหม?

เปลี่ยนได้ แต่ควรใช้แผ่นรองที่ผู้ผลิตรับรองหรือระบุว่าสามารถใช้กับรองเท้า ESD รุ่นนั้น ไม่ควรใช้แผ่นรองทั่วไป เพราะอาจเพิ่มความเป็นฉนวนและทำให้ผลทดสอบเปลี่ยนไป

5. ใช้รองเท้า ESD บนพื้นทั่วไปได้หรือไม่?

สามารถสวมเดินได้ แต่ไม่ควรคาดหวังประสิทธิภาพการควบคุมประจุเหมือนการใช้งานบนพื้น ESD เพราะระบบต้องอาศัยการเชื่อมต่อระหว่างผู้สวมใส่ รองเท้า พื้น และกราวด์

6. รองเท้าสะอาดแต่ทดสอบ ESD ไม่ผ่าน เกิดจากอะไร?

อาจเกิดจากแผ่นรองไม่เหมาะสม ถุงเท้ามีความเป็นฉนวนสูง รองเท้าสึก พื้นที่ทดสอบสกปรก ความชื้นเปลี่ยน หรือส่วนประกอบภายในรองเท้าเสื่อม ควรตรวจทีละจุดและทดสอบซ้ำตามขั้นตอนขององค์กร

7. รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตกับรองเท้าฉนวนไฟฟ้าเหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน รองเท้ากันไฟฟ้าสถิตช่วยระบายประจุไฟฟ้าสถิต ส่วนรองเท้าฉนวนไฟฟ้าออกแบบมาเพื่อลดการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านร่างกายตามประเภทและระดับการป้องกันที่กำหนด จึงไม่ควรใช้แทนกัน

8. ต้องทดสอบรองเท้า ESD บ่อยแค่ไหน?

ขึ้นอยู่กับ ESD Control Program ของแต่ละสถานประกอบการ พื้นที่เสี่ยงสูงอาจกำหนดให้ทดสอบก่อนเข้าพื้นที่ทุกครั้งหรือทุกกะ ส่วนการตรวจเชิงระบบควรทำตามรอบที่องค์กรและผู้เชี่ยวชาญกำหนด

9. ใช้น้ำยาขัดรองเท้าทั่วไปกับรองเท้า ESD ได้ไหม?

ไม่ควรใช้จนกว่าจะยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นเหมาะกับรองเท้า ESD เพราะน้ำยาบางชนิดอาจทิ้งฟิล์มเคลือบที่รบกวนการระบายประจุไฟฟ้าสถิต

10. รองเท้า ESD ภายนอกยังดูใหม่ จำเป็นต้องตรวจหรือไม่?

จำเป็น เพราะค่าความต้านทานและเส้นทางการระบายประจุอาจเปลี่ยนได้โดยไม่เห็นความเสียหายจากภายนอก การทดสอบตามรอบจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญ

👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้า ESD ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที

#รองเท้าESD #รองเท้ากันไฟฟ้าสถิต #รองเท้าเซฟตี้ESD #รองเท้านิรภัย #รองเท้าเซฟตี้ #ESDFootwear #ElectrostaticDischarge #ป้องกันไฟฟ้าสถิต #โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ #ห้องคลีนรูม #อุปกรณ์เซฟตี้ #ความปลอดภัยในการทำงาน #PPE

แชร์:

บทความเพิ่มเติม