รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO คืออะไร?
รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO โดยทั่วไปหมายถึงรองเท้านิรภัยที่ผ่านข้อกำหนดของ EN ISO 20345 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับ Safety Footwear ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงในการทำงาน เช่น การกระแทกบริเวณนิ้วเท้า การลื่น ความร้อน ความเย็น การทะลุจากของแหลม หรือความเสี่ยงอื่นตามคุณสมบัติเสริมที่รองเท้ารุ่นนั้นได้รับการทดสอบ
หัวใจสำคัญของ Safety Footwear ตาม ISO 20345 คือ หัวรองเท้านิรภัยต้องออกแบบให้ป้องกันแรงกระแทกอย่างน้อย 200 จูล และรองรับการทดสอบแรงบีบอัดตามข้อกำหนดของมาตรฐาน.
มาตรฐานสากลปัจจุบันคือ ISO 20345:2021 ขณะที่การนำมาใช้ในยุโรปอยู่ในชื่อ EN ISO 20345:2022 และมี Amendment 1:2024 โดยเอกสารของสหภาพยุโรปที่ประกาศเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 ยังคงระบุ EN ISO 20345:2022 และ EN ISO 20345:2022/A1:2024 เป็นมาตรฐานสำหรับ Safety Footwear.
แต่ต้องเข้าใจว่า EN ISO 20345 ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทุกคู่จะกันลื่น กันน้ำ กันน้ำมัน กันของมีคม หรือป้องกันไฟฟ้าได้เหมือนกันทั้งหมด
ต้องดู รหัสเพิ่มเติมบนรองเท้าแต่ละรุ่น เช่น S1, S3, SR, P, PL, PS, FO, HRO หรือ WR ประกอบด้วย

EN ISO 20345 คืออะไร?
EN ISO 20345 เป็นมาตรฐานสำหรับ Personal Protective Equipment – Safety Footwear หรือรองเท้านิรภัยสำหรับการทำงาน
มาตรฐานครอบคลุมทั้งข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเสริม เช่น
- ความเสี่ยงทางกล
- การลื่น
- ความร้อน
- คุณสมบัติด้าน Ergonomics
- การป้องกันเพิ่มเติมตามประเภทของรองเท้า
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเฉพาะทางบางประเภท เช่น รองเท้าสำหรับนักดับเพลิง รองเท้าฉนวนไฟฟ้า รองเท้าใช้กับเลื่อยโซ่ยนต์ หรือการสัมผัสสารเคมี มีมาตรฐานเฉพาะเพิ่มเติม ไม่ได้หมายความว่า EN ISO 20345 เพียงมาตรฐานเดียวจะครอบคลุมทุกความเสี่ยง.
คำว่า EN, ISO และ 20345 หมายถึงอะไร?
สามารถแยกทำความเข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้
| คำ | ความหมาย |
|---|---|
| ISO | มาตรฐานสากลที่พัฒนาโดย International Organization for Standardization |
| EN | European Standard หรือมาตรฐานที่นำมาใช้ในยุโรป |
| ISO 20345 | มาตรฐานสากลสำหรับ Safety Footwear |
| EN ISO 20345 | การนำมาตรฐาน ISO 20345 มาใช้เป็นมาตรฐานยุโรป |
| 2021 / 2022 | ปีของมาตรฐานแต่ละฉบับ |
| A1:2024 | Amendment หรือการแก้ไขเพิ่มเติมของมาตรฐาน |
ISO ระบุว่า ISO 20345:2021 เป็นมาตรฐานสำหรับ Safety Footwear ขณะที่ BSI แสดงฉบับปัจจุบันในระบบอังกฤษเป็น BS EN ISO 20345:2022+A1:2024.
ดังนั้นหากเห็นข้อความ เช่น
EN ISO 20345:2022 S3S SR FO
ไม่ควรอ่านเพียงว่า “รองเท้ามี ISO”
แต่ต้องแยกออกว่า
- EN ISO 20345:2022 = มาตรฐานหลัก
- S3S = ระดับและคุณสมบัติของรองเท้า
- SR = คุณสมบัติ Slip Resistance เพิ่มเติม
- FO = ความทนของพื้นรองเท้าต่อน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
จุดสำคัญที่สุดของ ISO 20345 คือหัวรองเท้านิรภัย 200 จูล
สิ่งที่ทำให้ Safety Footwear ใน ISO 20345 แตกต่างจากรองเท้าทำงานทั่วไปคือ Safety Toe Cap
หัวนิรภัยอาจผลิตจากวัสดุต่างกัน เช่น
- Steel Toe Cap
- Composite Toe Cap
- Aluminum Toe Cap
- วัสดุ Non-metallic อื่นที่ผ่านข้อกำหนด
มาตรฐานไม่ได้กำหนดว่ารองเท้าเซฟตี้ทุกคู่ต้องเป็น “หัวเหล็ก”
สิ่งสำคัญคือ หัวนิรภัยต้องมี Performance ตามข้อกำหนด
ISO อธิบาย Safety Footwear ว่าใช้หัวป้องกันนิ้วเท้าที่ออกแบบให้ป้องกันแรงกระแทกอย่างน้อย 200 J และแรงบีบอัดตามเกณฑ์ที่กำหนด.
ดังนั้น
Composite Toe ที่ผ่าน EN ISO 20345 สามารถเป็นหัวนิรภัยได้เช่นเดียวกับ Steel Toe
ไม่ควรใช้คำว่า “รองเท้าเซฟตี้ต้องหัวเหล็กเท่านั้น”
ISO 20345, ISO 20346 และ ISO 20347 ต่างกันอย่างไร?
สามเลขนี้มักสร้างความสับสนเวลาเลือกซื้อรองเท้าสำหรับทำงาน
| มาตรฐาน | ประเภท | การป้องกันนิ้วเท้า |
|---|---|---|
| ISO 20345 | Safety Footwear | ระดับ 200 J |
| ISO 20346 | Protective Footwear | ระดับ 100 J |
| ISO 20347 | Occupational Footwear | ไม่ใช่ Safety Footwear แบบ 20345 |
ISO ระบุว่า Protective Footwear ตาม ISO 20346 ใช้หัวป้องกันนิ้วเท้าที่ออกแบบสำหรับแรงกระแทกอย่างน้อย 100 J และแรงบีบอัดอย่างน้อย 10 kN ขณะที่ ISO 20347 เป็นข้อกำหนดสำหรับ Occupational Footwear.
ดังนั้นถ้าหน้างานกำหนดว่า
ต้องใช้ Safety Footwear ตาม EN ISO 20345
การพบเพียง ISO 20347 บนรองเท้า ไม่ได้หมายความว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน
รหัส SB, S1, S2, S3 หมายถึงอะไร?
หลังจากคำว่า EN ISO 20345 มักมีรหัสตามมา
ตัวอย่าง
EN ISO 20345:2022 S1PS SR
รหัสเหล่านี้ช่วยบอกว่ารองเท้ามีคุณสมบัติใดเพิ่มเติมจากข้อกำหนดพื้นฐาน
SB – Safety Basic
เป็นระดับพื้นฐานของ Safety Footwear ตามข้อกำหนดของมาตรฐาน
จุดสำคัญคือมีหัวนิรภัยตามเกณฑ์ของ ISO 20345
S1 – เหมาะกับงานแห้งภายในอาคารหลายประเภท
S1 เพิ่มคุณสมบัติจากข้อกำหนดพื้นฐาน เช่น คุณสมบัติ Antistatic และการดูดซับพลังงานบริเวณส้นตามเงื่อนไขของมาตรฐาน
มักพบในรองเท้าสำหรับ
- โรงงาน
- Warehouse
- Production Line
- งานประกอบ
- Logistics
- งานที่พื้นไม่เปียกเป็นหลัก
S2 – เพิ่มการป้องกันน้ำผ่านวัสดุ Upper
S2 พัฒนาจากกลุ่ม S1 โดยเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับการซึมผ่านและการดูดซึมน้ำของส่วน Upper
จึงเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่อาจสัมผัสความชื้นมากกว่างานแห้งทั่วไป
อย่างไรก็ตาม S2 ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นรองเท้าบูต Waterproof เต็มรูปแบบโดยอัตโนมัติ
S3 – เพิ่มการป้องกันการทะลุบริเวณพื้น
S3 เป็นหนึ่งในรหัสที่พบมากในรองเท้านิรภัยสำหรับโรงงาน งานก่อสร้าง งานคลังสินค้า และงานภาคสนาม เพราะนอกจากคุณสมบัติกลุ่ม S2 แล้ว ยังมีระบบป้องกันการทะลุบริเวณพื้นตามข้อกำหนดของมาตรฐาน
ในมาตรฐานรุ่นใหม่จะพบรหัสแตกต่างกัน เช่น
- S3
- S3L
- S3S
ซึ่งสัมพันธ์กับประเภทและระดับการทดสอบของชั้นป้องกันการทะลุ
มาตรฐาน ISO 20345:2021 มีการปรับรายละเอียดเรื่อง Perforation Resistance และอ้างอิงข้อกำหนดชิ้นส่วนป้องกันการทะลุตาม ISO 22568-3 และ ISO 22568-4.
P, PL และ PS ต่างกันอย่างไร?
มาตรฐานรุ่นใหม่ทำให้การอ่านรองเท้ากันของแหลมละเอียดขึ้นกว่ารุ่นเดิม
โดยทั่วไปจะพบรหัส
P
เกี่ยวข้องกับชั้นป้องกันการทะลุประเภท Metallic Insert ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
PL
ใช้กับ Non-metallic Perforation Resistant Insert ในการทดสอบรูปแบบหนึ่ง
PS
ใช้กับ Non-metallic Insert เช่นกัน แต่เป็นการทดสอบที่มีเงื่อนไขต่างจาก PL และช่วยแยก Performance ของแผ่นกันทะลุได้ละเอียดขึ้น
ISO มีมาตรฐานแยกสำหรับส่วนประกอบเหล่านี้ ได้แก่ ISO 22568-3 สำหรับ Metallic Perforation Resistant Inserts และ ISO 22568-4 สำหรับ Non-metallic Inserts.
นี่เป็นเหตุผลที่รองเท้ารุ่นใหม่อาจเขียนว่า
S1P / S1PL / S1PS
หรือ
S3 / S3L / S3S
แทนที่จะมีเพียง S1P หรือ S3 แบบที่หลายคนคุ้นเคยจากมาตรฐานรุ่นก่อน
S6 และ S7 คืออะไร?
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของ ISO 20345:2021 คือการเพิ่ม Category S6 และ S7 เข้าไปในระบบการจำแนกรองเท้า.
แบบเข้าใจง่ายคือ
S6
กลุ่มรองเท้าที่เพิ่มคุณสมบัติด้าน Water Resistance ของรองเท้าทั้งคู่ จากกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
S7
เพิ่ม Water Resistance ของรองเท้าทั้งคู่ร่วมกับคุณสมบัติด้านการป้องกันการทะลุที่เกี่ยวข้อง
จึงอาจพบรหัส เช่น
- S7
- S7L
- S7S
ในรองเท้าเซฟตี้รุ่นใหม่
จุดนี้สำคัญสำหรับคนที่ค้นหารองเท้าสำหรับงานกลางแจ้ง พื้นที่เปียก หรือสภาพแวดล้อมที่ต้องการการป้องกันน้ำสูงกว่าการพิจารณา Upper เพียงอย่างเดียว
ตารางสรุปรหัส S แบบเข้าใจง่าย
| รหัส | จุดเด่นโดยภาพรวม | เหมาะกับงานลักษณะไหน |
|---|---|---|
| SB | ข้อกำหนดพื้นฐาน Safety Footwear | งานที่ต้องการหัวนิรภัยพื้นฐาน |
| S1 | เพิ่มคุณสมบัติสำหรับงานทั่วไป | โรงงาน/คลังในพื้นที่แห้ง |
| S1P / PL / PS | S1 + ป้องกันการทะลุ | โรงงาน งานช่าง งานที่มีของแหลม |
| S2 | เพิ่มการป้องกันน้ำของ Upper | งานที่มีความชื้น |
| S3 / S3L / S3S | S2 + ป้องกันการทะลุ | ก่อสร้าง โรงงาน คลัง งานภาคสนาม |
| S4 | Safety Footwear กลุ่ม Class II | งานที่ใช้รองเท้าประเภทขึ้นรูปทั้งชิ้น |
| S5 | S4 + การป้องกันการทะลุที่เกี่ยวข้อง | งานเปียก/บูตนิรภัยบางประเภท |
| S6 | เพิ่ม Water Resistance ทั้งรองเท้า | งานกลางแจ้ง/พื้นที่เปียก |
| S7 / S7L / S7S | WR + ป้องกันการทะลุ | งานเปียกที่มีความเสี่ยงของมีคม |
หมายเหตุ: ตารางนี้ใช้สำหรับทำความเข้าใจภาพรวม ไม่ควรใช้แทนเอกสารรับรองของรองเท้าแต่ละรุ่น เพราะรายละเอียด Performance ต้องอ่านร่วมกับรหัสทั้งหมดและ Declaration/Certificate ของผลิตภัณฑ์
รองเท้า EN ISO 20345 กันลื่นทุกคู่หรือไม่?
เรื่องนี้ต้องระวังข้อมูลเก่า
ในมาตรฐานรุ่นก่อน คนจำนวนมากคุ้นเคยกับรหัส
- SRA
- SRB
- SRC
แต่ ISO 20345:2021 ได้ปรับข้อกำหนด Slip Resistance และ ยกเลิก Marking SRA, SRB และ SRC พร้อมนำรหัส SR และเครื่องหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิเศษเข้ามาใช้แทน.
ดังนั้นหากกำลังเลือกสินค้ารุ่นใหม่ ไม่ควรนำวิธีอ่าน SRC จากมาตรฐานรุ่นเก่ามาใช้กับ EN ISO 20345:2022 แบบตรง ๆ
SR คืออะไร?
SR เป็น Additional Slip Resistance Requirement
ถ้ารองเท้ารุ่นหนึ่งมีรหัส SR หมายความว่ารุ่นนั้นผ่านข้อกำหนด Slip Resistance เพิ่มเติมตามเงื่อนไขของมาตรฐาน
แต่ต้องจำไว้ว่า
คำว่า “กันลื่น” ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันลื่น
ประสิทธิภาพจริงยังขึ้นอยู่กับ
- ประเภทพื้น
- น้ำ
- น้ำมัน
- ไขมัน
- ฝุ่น
- สารเคมี
- รูปแบบดอกพื้น
- การสึกของพื้นรองเท้า
จึงควรเลือกจากสภาพหน้างานจริงด้วย
รหัสสำคัญบนรองเท้า EN ISO 20345 มีอะไรบ้าง?
นอกจาก S1-S7 ยังมีรหัสคุณสมบัติเสริมที่ควรรู้
| รหัส | ความหมายโดยย่อ |
|---|---|
| A | Antistatic |
| E | Energy absorption บริเวณส้น |
| P | Perforation resistance ประเภทที่กำหนด |
| PL | Non-metallic perforation resistance |
| PS | Non-metallic perforation resistance อีกระดับการทดสอบ |
| WPA | Water penetration and absorption ของ Upper |
| WR | Water resistance ของรองเท้าทั้งคู่ |
| SR | Additional slip resistance |
| FO | Resistance of outsole to fuel oil |
| HRO | Outsole resistance to hot contact |
| HI | Heat insulation |
| CI | Cold insulation |
| M | Metatarsal protection |
| AN | Ankle protection |
| CR | Cut resistance |
| SC | Scuff cap abrasion |
| LG | Ladder grip |
การมีรหัสใดรหัสหนึ่งต้องดูจาก Marking ของรองเท้ารุ่นนั้นจริง ไม่ควรเห็นว่าเป็น EN ISO 20345 แล้วสรุปเองว่ามีคุณสมบัติเสริมทุกข้อ

EN ISO 20345 เท่ากับรองเท้า ESD หรือไม่?
ไม่เท่ากัน
นี่เป็นจุดที่ควรแยกให้ชัด
รองเท้าที่ระบุคุณสมบัติ Antistatic ตามมาตรฐานรองเท้านิรภัย ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นรองเท้า ESD สำหรับพื้นที่ควบคุม Electrostatic Discharge โดยอัตโนมัติ
งานประเภท
- Electronics
- Semiconductor
- PCB
- Cleanroom
- Electronic Assembly
อาจมีข้อกำหนดด้าน Electrostatic Control เพิ่มเติม
ดังนั้นหากโรงงานกำหนดว่า
“ต้องใช้ ESD Footwear”
ควรตรวจ Certificate และมาตรฐาน ESD ของรองเท้ารุ่นนั้นเพิ่ม ไม่ควรดูเพียงคำว่า EN ISO 20345 หรือ A
EN ISO 20345 หมายถึงรองเท้ากันไฟฟ้าหรือไม่?
ไม่ใช่
EN ISO 20345 เป็นมาตรฐาน Safety Footwear ทั่วไป ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทุกคู่ที่ผ่านมาตรฐานนี้เป็น Electrical Insulating Footwear
สหภาพยุโรปแยกมาตรฐาน EN 50321-1 สำหรับ Insulating Footwear และ Overboots ที่ใช้ในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้าออกมาต่างหาก.
ดังนั้น
Antistatic ≠ ESD ≠ Electrical Insulating
ทั้งสามคำมีวัตถุประสงค์ต่างกัน
หากทำงานกับระบบไฟฟ้าแรงดัน ควรเลือก PPE ตาม Risk Assessment และมาตรฐานสำหรับงานไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง
EN ISO 20345 กันสารเคมีได้หรือไม่?
ไม่ควรสรุปว่าได้
มาตรฐาน EN ISO 20345 ครอบคลุม Safety Footwear สำหรับการใช้งานทั่วไป
หากงานมีความเสี่ยงเฉพาะ เช่น
- กรด
- ด่าง
- Solvent
- Chemical Splash
- การสัมผัสสารเคมีต่อเนื่อง
ต้องตรวจมาตรฐานและผลการทดสอบด้าน Chemical Protection เพิ่มเติม
BSI ระบุใน Scope ของมาตรฐานว่าความเสี่ยงเฉพาะ เช่น Chemical Protection, Electrical Insulation, Firefighting หรือ Chainsaw มีมาตรฐานเฉพาะที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม.
EN ISO 20345 กันน้ำได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับรหัสของรองเท้า
อย่าเห็นรองเท้าเขียนว่า S3 แล้วสรุปว่าเป็น “Waterproof 100%”
ควรแยก
WPA
เน้นข้อกำหนด Water Penetration and Absorption ของวัสดุ Upper
กับ
WR
Water Resistance ของรองเท้าทั้งคู่
จึงควรดู Specification ให้ตรงกับลักษณะงาน เช่น
- น้ำกระเด็นเป็นครั้งคราว
- พื้นเปียก
- ฝน
- ทำงานกลางแจ้ง
- ยืนในพื้นที่เปียกเป็นเวลานาน
แต่ละสถานการณ์ต้องการระดับการป้องกันต่างกัน
รองเท้า S1 กับ S3 เลือกแบบไหนดี?
ไม่จำเป็นต้องเลือกรหัสสูงที่สุดเสมอ
ต้องเลือกให้ตรงกับ Risk
| ลักษณะงาน | รหัสที่ควรนำไปพิจารณา |
|---|---|
| โรงงานแห้ง ไม่มีของแหลมบนพื้น | S1 |
| โรงงานแห้งแต่มีความเสี่ยงตะปู/เศษโลหะ | S1P / S1PL / S1PS |
| พื้นที่มีความชื้น | S2 |
| งานก่อสร้าง/ภาคสนาม มีของแหลม | S3 / S3L / S3S |
| ต้องการ Water Resistance สูงขึ้น | S6 / S7 ตาม Risk |
| พื้นลื่น | ตรวจ SR เพิ่ม |
| พื้นร้อน | ตรวจ HRO |
| สภาพอากาศเย็น | ตรวจ CI |
| งานสัมผัสเชื้อเพลิง | ตรวจ FO |
ตัวอย่างเช่น
พนักงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในโรงงานแห้งอาจไม่จำเป็นต้องใช้ S7
ในขณะที่ช่างก่อสร้างที่เดินบนพื้นที่มีเศษเหล็กและทำงานกลางแจ้ง การเลือกเพียง S1 อาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงที่ต้องการ
มาตรฐานสูงกว่าไม่ได้แปลว่าเหมาะกว่าเสมอ
เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยว่า
“S3 ดีกว่า S1 ทุกด้าน”
จริง ๆ แล้วควรใช้คำว่า มีคุณสมบัติเพิ่มต่างกัน
รองเท้าที่มีระบบป้องกันเพิ่มขึ้นอาจ
- หนักขึ้น
- แข็งขึ้น
- ราคาเพิ่มขึ้น
- ระบายอากาศต่างกัน
หากงานไม่ต้องการคุณสมบัตินั้น การเพิ่มสเปกโดยไม่จำเป็นอาจไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากนัก
แนวทางที่เหมาะสมคือ
เลือกมาตรฐานจาก Risk Assessment ไม่ใช่เลือกจากจำนวนรหัสที่เยอะที่สุด
วิธีดูว่ารองเท้าเซฟตี้ผ่าน EN ISO จริงหรือไม่
อย่าดูเฉพาะหน้าร้านที่เขียนว่า
ควรตรวจสอบข้อมูลบนสินค้าและเอกสารประกอบ
โดยดูอย่างน้อย
1. ชื่อมาตรฐาน
เช่น
EN ISO 20345:2022
2. Classification
เช่น
S1PS
3. Additional Marking
เช่น
SR FO HRO
4. รุ่นหรือรหัสสินค้า
ควรตรงกับเอกสารรับรอง
5. Manufacturer
ตรวจสอบผู้ผลิตและข้อมูล Identification
6. Declaration / Certificate
โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้เป็น PPE ในองค์กรหรือมีข้อกำหนดจากฝ่าย Safety
การระบุเพียงคำว่า ISO โดยไม่มีเลขมาตรฐาน ไม่เพียงพอที่จะบอก Performance ของรองเท้า
ทำไมปีของมาตรฐานถึงสำคัญ?
เพราะ ISO 20345 มีการปรับปรุงมาตรฐานมาแล้วหลายครั้ง
ตัวอย่างเช่น ISO ระบุว่า ISO 20345:2011 ถูกแทนที่ด้วย ISO 20345:2021 และฉบับปัจจุบันยังมี Amendment 1:2024.
การเปลี่ยนแปลงในรุ่นใหม่มีหลายจุด เช่น
- การปรับ Slip Resistance
- ยกเลิก SRA/SRB/SRC
- เพิ่ม SR
- ปรับเรื่อง Perforation Resistance
- เพิ่ม Category S6 และ S7
ISO ระบุการเพิ่ม S6 และ S7 รวมถึงการปรับ Marking ด้าน Slip Resistance ไว้ในข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของ ISO 20345:2021.
ดังนั้นเวลาเปรียบเทียบรองเท้าสองรุ่น ต้องดูด้วยว่ากำลังอ้างอิงมาตรฐาน คนละ Edition หรือไม่
วิธีเลือกรองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO ให้เหมาะกับงาน
ขั้นตอนที่ 1: ระบุความเสี่ยงของหน้างาน
เริ่มจากถามว่าเท้ามีโอกาสเจออะไรบ้าง
เช่น
- ของหนักตกใส่
- ของแหลมแทงพื้น
- พื้นลื่น
- น้ำ
- น้ำมัน
- ความร้อน
- ความเย็น
- สารเคมี
- ไฟฟ้า
อย่าเลือกรองเท้าจากดีไซน์ก่อน Risk
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจว่าต้องเป็น Safety Footwear หรือไม่
หากงานต้องการหัวนิรภัยระดับ Safety Footwear ให้ตรวจ EN ISO 20345
ไม่ควรใช้ ISO 20347 แทนโดยไม่ได้ตรวจ Requirement ของหน้างาน เพราะเป็นคนละประเภทของมาตรฐาน.
ขั้นตอนที่ 3: เลือก Category ให้ตรงกับงาน
พิจารณา
- SB
- S1
- S2
- S3
- S6
- S7
รวมถึงรหัสย่อย P, PL หรือ PS ตามความเสี่ยงของของมีคม
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจคุณสมบัติเสริม
ถ้าพื้นลื่น ตรวจ SR
ถ้าพื้นร้อน ตรวจ HRO
ถ้าต้องการ Water Resistance ตรวจ WR
ถ้าสัมผัส Fuel Oil ตรวจ FO
อย่าใช้คำโฆษณาแทน Marking ของมาตรฐาน
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจมาตรฐานเฉพาะทางเพิ่ม
หากเป็นงาน
- ไฟฟ้า
- สารเคมี
- หลอมโลหะ
- ดับเพลิง
- เลื่อยโซ่ยนต์
- ESD Control
ควรตรวจมาตรฐานเฉพาะเพิ่มเติม เพราะ ISO 20345 ไม่ได้ครอบคลุมความเสี่ยงพิเศษทั้งหมด.
ขั้นตอนที่ 6: ตรวจ Certificate และ Marking
ดูให้ตรงกันระหว่าง
สินค้า → รุ่น → มาตรฐาน → Classification → Certificate
ไม่ควรใช้ Certificate ของรองเท้าคนละรุ่นมาอ้างอิงแทนกัน
ขั้นตอนที่ 7: เลือกไซซ์ให้พอดี
มาตรฐานช่วยเรื่อง Performance ของรองเท้า แต่รองเท้าที่ไม่พอดีอาจทำให้
- นิ้วชนหัวรองเท้า
- ส้นหลุด
- เดินไม่มั่นคง
- เกิดการเสียดสี
ควรทดลองพร้อมถุงเท้าที่ใช้ทำงานจริง
ขั้นตอนที่ 8: ตรวจสภาพก่อนใช้งาน
แม้รองเท้าจะผ่าน EN ISO 20345 ตอนผลิต แต่เมื่อใช้งานไปแล้วควรตรวจ
- พื้นสึก
- Upper แตก
- พื้นแยก
- หัวรองเท้าเสียรูป
- แผ่นกันทะลุเสียหาย
- ดอกพื้นหาย
หากส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Safety เสียหาย ควรประเมินเปลี่ยนรองเท้า
Checklist ก่อนซื้อรองเท้า EN ISO 20345
ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองตรวจ 8 ข้อนี้
- ✓ มีเลขมาตรฐานชัดเจน
- ✓ รู้ว่าอ้างอิง Edition ใด
- ✓ Category S ตรงกับงาน
- ✓ มี P/PL/PS หากต้องการกันของแหลม
- ✓ มี SR หากหน้างานต้องการ Slip Resistance เพิ่มเติม
- ✓ มี WR/HRO/CI/FO ตามความเสี่ยงจริง
- ✓ ตรวจมาตรฐานเฉพาะเพิ่มหากเป็นงานไฟฟ้าหรือสารเคมี
- ✓ Certificate และรุ่นสินค้าตรงกัน
ข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO
“มี ISO แปลว่าเป็นรองเท้านิรภัย”
ไม่ถูกต้องเสมอไป
ต้องดูเลขมาตรฐานว่าเป็น ISO อะไร
“EN ISO 20345 ทุกคู่กันตะปู”
ไม่ใช่
ต้องตรวจรหัสด้าน Perforation Resistance เช่น P, PL หรือ PS และ Category ที่เกี่ยวข้อง
“S3 Waterproof 100%”
ไม่ควรสรุปแบบนั้น
ต้องแยกคุณสมบัติด้าน Upper Water Penetration กับ WR ของรองเท้าทั้งคู่
“Antistatic คือ ESD”
ไม่ใช่คุณสมบัติเดียวกัน
ต้องดู Requirement ของ ESD Control เพิ่ม
“Antistatic คือรองเท้ากันไฟดูด”
ไม่ใช่
Electrical Insulating Footwear เป็นอีกแนวทางหนึ่งและมีมาตรฐานเฉพาะ เช่น EN 50321-1.
“SRC คือมาตรฐานใหม่ที่สุด”
ไม่ใช่
ISO 20345:2021 ยกเลิก Marking SRA/SRB/SRC และปรับระบบ Slip Resistance ใหม่แล้ว.
ซื้อรองเท้าเซฟตี้ อย่าถามแค่ว่า “มี ISO ไหม?”
ถ้าต้องเลือก PPE สำหรับพนักงาน คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ
รองเท้ารุ่นนี้ผ่าน EN ISO 20345 Edition ไหน?
Classification คือ S1, S3 หรืออะไร?
มี P, PL หรือ PS หรือไม่?
ผ่าน SR หรือไม่?
มี WR หรือแค่ WPA?
ถ้าใช้กับน้ำมัน มี FO หรือไม่?
ถ้าทำงานบนพื้นร้อน มี HRO หรือไม่?
ถ้าเป็นพื้นที่ ESD มีเอกสารรับรองด้าน ESD เพิ่มหรือไม่?
ถ้าเป็นงานไฟฟ้า มีมาตรฐาน Electrical Insulating ที่เหมาะกับงานหรือไม่?
Certificate ตรงกับรุ่นและรหัสสินค้าหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ช่วยลดโอกาสเลือกรองเท้าที่ “มาตรฐานดี แต่ไม่ตรงกับความเสี่ยงของงาน”
สรุป รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO คืออะไร?
รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO ที่คนส่วนใหญ่พูดถึง หมายถึง Safety Footwear ตาม EN ISO 20345 ซึ่งกำหนดข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเพิ่มเติมสำหรับรองเท้านิรภัย
มาตรฐานสากลปัจจุบันมีฐานจาก ISO 20345:2021 และ Amendment 1:2024 ส่วนมาตรฐานยุโรปใช้อ้างอิง EN ISO 20345:2022 และ A1:2024 ซึ่งยังปรากฏอยู่ในรายการ Harmonised Standards ของสหภาพยุโรปในปี 2026.
แต่การเลือกซื้อไม่ควรหยุดที่คำว่า
“ผ่าน EN ISO 20345”
เพราะรองเท้าแต่ละรุ่นมีระดับการป้องกันต่างกัน
ควรอ่านต่อว่าเป็น
S1 / S1PS / S2 / S3 / S3S / S6 / S7
และมีคุณสมบัติเสริม เช่น
SR / FO / WR / HRO / CI
หรือไม่
หลักที่จำง่ายที่สุดคือ
มาตรฐานบอกว่ารองเท้าผ่านข้อกำหนดอะไร แต่ Risk Assessment ของหน้างานเป็นตัวบอกว่าเราต้องใช้คุณสมบัติไหน
รองเท้าที่เหมาะกับงานจึงไม่จำเป็นต้องมีรหัสมากที่สุด แต่ต้องมี ระดับการป้องกันตรงกับอันตรายที่ผู้สวมใส่ต้องเจอจริง
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO
1. รองเท้าเซฟตี้มาตรฐาน EN ISO คืออะไร?
โดยทั่วไปหมายถึง Safety Footwear ที่ผ่าน EN ISO 20345 ซึ่งกำหนดข้อกำหนดพื้นฐานและคุณสมบัติเสริมสำหรับรองเท้านิรภัย รวมถึงหัวป้องกันนิ้วเท้าที่มีระดับการป้องกันตามมาตรฐาน
2. EN ISO 20345 ต้องเป็นรองเท้าหัวเหล็กหรือไม่?
ไม่จำเป็น หัวนิรภัยสามารถเป็น Steel, Composite หรือวัสดุอื่นได้ หากผลิตภัณฑ์ผ่านข้อกำหนดด้าน Performance ของมาตรฐาน
3. EN ISO 20345 ป้องกันแรงกระแทกได้เท่าไร?
Safety Footwear ตาม ISO 20345 ใช้หัวนิรภัยที่ออกแบบให้ป้องกันแรงกระแทกอย่างน้อย 200 จูลตามข้อกำหนดของมาตรฐาน
4. EN ISO 20345 กับ ISO 20347 ต่างกันอย่างไร?
ISO 20345 เป็น Safety Footwear ที่มีข้อกำหนดด้าน Safety Toe Cap ส่วน ISO 20347 เป็น Occupational Footwear และไม่ใช่มาตรฐานประเภทเดียวกันกับ Safety Footwear 20345
5. รองเท้า S1 กับ S3 ต่างกันอย่างไร?
S1 เหมาะกับงานทั่วไปที่ไม่ต้องการการป้องกันน้ำและของแหลมในระดับเดียวกับ S3 ขณะที่ S3 เพิ่มข้อกำหนดด้านน้ำของ Upper และระบบป้องกันการทะลุตาม Classification ที่กำหนด
6. S3S หมายถึงอะไร?
S3S เป็นหนึ่งใน Classification ภายใต้มาตรฐานรุ่นใหม่ โดยตัว S ท้ายเกี่ยวข้องกับการทดสอบระบบป้องกันการทะลุแบบ Non-metallic ตามข้อกำหนดที่แตกต่างจาก PL
7. รองเท้า EN ISO 20345 กันลื่นไหม?
มาตรฐานมีข้อกำหนดด้าน Slip Resistance และมาตรฐานรุ่นใหม่ปรับระบบการทดสอบจาก SRA/SRB/SRC โดยมี SR เป็น Additional Requirement ที่ควรตรวจบนรองเท้าแต่ละรุ่น
8. รองเท้า EN ISO 20345 กันน้ำไหม?
ไม่ทุกคู่ ต้องดู Classification และรหัส เช่น WPA หรือ WR เพิ่มเติม โดย WR หมายถึงข้อกำหนด Water Resistance ของรองเท้าทั้งคู่
9. EN ISO 20345 คือรองเท้า ESD หรือไม่?
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ หากหน้างานเป็น ESD Protected Area ต้องตรวจคุณสมบัติและมาตรฐาน ESD ของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม
10. รองเท้า Antistatic ป้องกันไฟดูดได้ไหม?
ไม่ควรนำ Antistatic ไปตีความว่าเป็น Electrical Insulating Footwear เพราะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน งานไฟฟ้าต้องตรวจมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันไฟฟ้าโดยเฉพาะ
11. รหัส SRC ยังใช้กับรองเท้ามาตรฐานใหม่หรือไม่?
ISO 20345:2021 ยกเลิก Marking SRA, SRB และ SRC และนำระบบ Slip Resistance ใหม่มาใช้ ดังนั้นต้องดูปีของมาตรฐานก่อนเปรียบเทียบรองเท้า
12. รองเท้ามีคำว่า ISO อย่างเดียวเชื่อถือได้ไหม?
ยังไม่เพียงพอ ควรมีเลขมาตรฐาน เช่น EN ISO 20345 พร้อม Classification รุ่นสินค้า และเอกสารรับรองที่ตรวจสอบได้
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที



