เมื่อพูดถึงรองเท้าเซฟตี้สำหรับช่างไฟฟ้า หลายคนมักนึกถึงรองเท้าหัวคอมโพสิต (Composite Toe) เพราะหัวรองเท้าผลิตจากวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ จึงมีคุณสมบัติแตกต่างจากหัวเหล็ก แต่คำถามที่น่าสนใจคือ รองเท้าหัวคอมโพสิตทุกคู่สามารถป้องกันไฟฟ้าดูดได้จริงหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่เสมอไป
ถึงแม้หัวคอมโพสิตจะเป็นวัสดุที่โดยทั่วไปไม่นำไฟฟ้า แต่ความสามารถในการลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดไม่ได้ขึ้นอยู่กับหัวรองเท้าเพียงส่วนเดียว ยังต้องพิจารณาพื้นรองเท้า โครงสร้างภายใน วัสดุประกอบ และมาตรฐานที่ผ่านการทดสอบด้วย
โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือปฏิบัติงานใกล้แผงควบคุม การเลือก รองเท้าเซฟตี้หัวคอมโพสิต ที่มีมาตรฐานเหมาะสมกับความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่างรองเท้าหัวคอมโพสิต รองเท้า EH และรองเท้าฉนวนไฟฟ้า พร้อมแนะนำวิธีตรวจสอบมาตรฐานก่อนเลือกซื้อ
รองเท้าหัวคอมโพสิตสำหรับงานไฟฟ้า ต้องมีมาตรฐานอะไร?
รองเท้าหัวคอมโพสิตสำหรับงานที่มีความเสี่ยงจากไฟฟ้าควรผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของรองเท้า เช่น ASTM F2413 และมีสัญลักษณ์ EH (Electrical Hazard) หากต้องการคุณสมบัติลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดโดยบังเอิญในสภาพแห้ง อย่างไรก็ตาม EH เป็นการป้องกันเสริม ไม่ใช่รองเท้าฉนวนสำหรับสัมผัสไฟฟ้าที่มีไฟอยู่โดยตรง หากเป็นงานที่ต้องปฏิบัติใกล้หรือกับส่วนที่มีกระแสไฟฟ้า อาจต้องใช้รองเท้าฉนวนที่ผ่านมาตรฐาน EN 50321-1 โดยเลือกชั้นการป้องกันตามแรงดันไฟฟ้าและผลการประเมินความเสี่ยง ส่วน EN ISO 20345 เป็นมาตรฐานความปลอดภัยรองเท้าทั่วไป ไม่ได้ยืนยันการเป็นฉนวนไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ
รองเท้าหัวคอมโพสิตคืออะไร และแตกต่างจากหัวเหล็กอย่างไร?
รองเท้าหัวคอมโพสิต คือรองเท้านิรภัยที่ใช้หัวรองเท้าจากวัสดุผสมที่ไม่ใช่โลหะ เช่น วัสดุพอลิเมอร์เสริมแรงหรือไฟเบอร์กลาส เพื่อช่วยปกป้องนิ้วเท้าจากแรงกระแทกและแรงกดทับ
จุดเด่นของหัวคอมโพสิตคือสามารถออกแบบให้มีน้ำหนักเบา และไม่ใช้โลหะในส่วนหัวรองเท้า จึงได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องทำงานในบริเวณที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องตรวจจับโลหะ
อย่างไรก็ตาม หัวเหล็กก็ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าจะไม่สามารถผ่านมาตรฐาน EH ได้ เพราะการทดสอบคุณสมบัติทางไฟฟ้าพิจารณาจากโครงสร้างรองเท้าทั้งระบบ ไม่ใช่ดูเฉพาะวัสดุหัวรองเท้า
ตารางเปรียบเทียบรองเท้าหัวคอมโพสิตกับรองเท้าหัวเหล็ก
| คุณสมบัติ | หัวคอมโพสิต | หัวเหล็ก |
|---|---|---|
| วัสดุ | วัสดุผสมที่ไม่ใช่โลหะ | เหล็ก |
| น้ำหนัก | มักเบากว่า แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบ | มักหนักกว่า |
| การนำไฟฟ้าของวัสดุหัวรองเท้า | โดยทั่วไปไม่นำไฟฟ้า | นำไฟฟ้า |
| การป้องกันแรงกระแทก | ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่ผ่าน | ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่ผ่าน |
| การถ่ายเทอุณหภูมิ | โดยทั่วไปถ่ายเทความร้อนน้อยกว่า | ถ่ายเทความร้อนได้ดี |
| ใช้ในงานไฟฟ้าได้หรือไม่ | ต้องตรวจสอบมาตรฐานไฟฟ้าเพิ่มเติม | ต้องตรวจสอบมาตรฐานไฟฟ้าเพิ่มเติม |
สิ่งที่ควรจำคือ หัวคอมโพสิตไม่ได้เท่ากับรองเท้ากันไฟฟ้าดูด หากต้องการรองเท้าสำหรับงานไฟฟ้า ควรดูมาตรฐานของรองเท้าทั้งคู่เป็นหลัก
3 มาตรฐานสำคัญที่ควรรู้ก่อนซื้อรองเท้าหัวคอมโพสิตสำหรับงานไฟฟ้า
1. ASTM F2413 และสัญลักษณ์ EH (Electrical Hazard)
ASTM F2413 เป็นมาตรฐานจากสหรัฐอเมริกาที่กำหนดคุณสมบัติของรองเท้านิรภัยสำหรับป้องกันอันตรายจากการทำงาน เช่น แรงกระแทก แรงกดทับ และคุณสมบัติการป้องกันอื่น ๆ
สำหรับงานที่มีความเสี่ยงจากไฟฟ้า สิ่งที่ควรมองหาคือสัญลักษณ์ EH (Electrical Hazard) บนฉลากมาตรฐานของรองเท้า
รองเท้าที่มีคุณสมบัติ EH ออกแบบให้พื้นและส้นรองเท้าช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดโดยบังเอิญในสภาพแห้ง โดยเป็นการป้องกันเสริมร่วมกับมาตรการความปลอดภัยหลัก
การทดสอบ EH ตาม ASTM F2413 ใช้แรงดันไฟฟ้า 18,000 โวลต์ ความถี่ 60 Hz เป็นเวลา 1 นาที โดยมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลไม่เกิน 1 มิลลิแอมแปร์ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบ
สำคัญ: ค่า 18,000 โวลต์เป็นแรงดันทดสอบในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่แรงดันไฟฟ้าที่อนุญาตให้ผู้สวมใส่ทำงานสัมผัสได้โดยตรง
ตามคำอธิบายด้านความปลอดภัยของ OSHA รองเท้า EH ให้การป้องกันเสริมสำหรับความเสี่ยงจากวงจรไฟฟ้าแรงดันไม่เกิน 600 โวลต์ในสภาพแห้ง แต่ไม่ได้ใช้ทดแทนอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าหลัก
2. EN ISO 20345 มาตรฐานรองเท้านิรภัยทั่วไป
EN ISO 20345 เป็นมาตรฐานที่ใช้กับรองเท้านิรภัยสำหรับการทำงาน โดยกำหนดคุณสมบัติพื้นฐาน เช่น การป้องกันแรงกระแทกบริเวณนิ้วเท้า แรงกดทับ และคุณสมบัติเพิ่มเติมตามประเภทของรองเท้า
มาตรฐานนี้กำหนดให้หัวรองเท้านิรภัยผ่านการทดสอบแรงกระแทก 200 จูล และแรงกดทับ 15 กิโลนิวตัน
รองเท้าที่ผ่านมาตรฐานอาจมีรหัส เช่น SB, S1, S1P หรือ S3 ซึ่งแสดงระดับและคุณสมบัติของรองเท้าแตกต่างกัน
แต่มีประเด็นที่ควรระวัง คือรหัส S1 หรือ S3 ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าสามารถใช้ป้องกันไฟฟ้าดูดได้โดยอัตโนมัติ เพราะคุณสมบัติ Antistatic ที่อยู่ในกลุ่มมาตรฐานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการลดการสะสมไฟฟ้าสถิต ไม่ใช่การเป็นฉนวนป้องกันกระแสไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้า
3. EN 50321-1 มาตรฐานรองเท้าฉนวนไฟฟ้า
EN 50321-1:2018 เป็นมาตรฐานสำหรับรองเท้าฉนวนไฟฟ้าและรองเท้าฉนวนที่สวมทับ (Insulating Footwear and Overboots) ซึ่งออกแบบสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับส่วนที่ยังมีไฟฟ้าอยู่หรืออยู่ใกล้ส่วนที่มีไฟฟ้า ตามขอบเขตของมาตรฐาน
รองเท้าประเภทนี้แตกต่างจากรองเท้า EH ทั่วไป เพราะมีการกำหนดชั้นการป้องกันตามระดับแรงดันไฟฟ้า
ตัวอย่างการแบ่งชั้นสำหรับแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ ได้แก่
| ชั้นการป้องกัน | แรงดันใช้งาน AC สูงสุดตามชั้น |
|---|---|
| Class 00 | 500 V |
| Class 0 | 1,000 V |
| Class 1 | 7,500 V |
| Class 2 | 17,000 V |
| Class 3 | 26,500 V |
| Class 4 | 36,000 V |
การเลือกชั้นรองเท้าต้องพิจารณาประเภทกระแสไฟฟ้า AC/DC ระดับแรงดันจริง เงื่อนไขการใช้งาน และผลการประเมินความเสี่ยงของงานโดยผู้มีความรู้ด้านความปลอดภัยไฟฟ้า
ไม่ควรเลือกใช้รองเท้าจากตัวเลขแรงดันอย่างเดียว และไม่ควรเข้าใจว่าการสวมรองเท้าฉนวนจะทำให้สามารถทำงานกับวงจรที่มีไฟอยู่ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องมีมาตรการป้องกันอื่น

ตารางเปรียบเทียบมาตรฐานรองเท้าสำหรับงานไฟฟ้า
| มาตรฐาน | จุดประสงค์ | ใช้พิจารณาเรื่องใด |
|---|---|---|
| ASTM F2413 พร้อม EH | รองเท้านิรภัยที่มีการป้องกันเสริมต่อไฟฟ้าดูด | งานที่เสี่ยงสัมผัสไฟฟ้าโดยบังเอิญภายใต้เงื่อนไข EH |
| EN ISO 20345 | ความปลอดภัยของรองเท้าทั่วไป | แรงกระแทก แรงกดทับ และคุณสมบัติอื่นตามรหัส |
| EN 50321-1 | รองเท้าฉนวนไฟฟ้า | งานใกล้หรือกับส่วนที่มีไฟฟ้า ตามชั้นแรงดันและข้อกำหนด |
| ASTM F1117 | รองเท้าฉนวนไฟฟ้าชนิดสวมทับ | การเพิ่มการแยกฉนวนในงานที่มีความเสี่ยงจากไฟฟ้า |
| มอก. 523-2564 | รองเท้าหนังนิรภัยตามขอบข่ายมาตรฐานไทย | ตรวจสอบคุณสมบัติรองเท้านิรภัยตามมาตรฐานที่ระบุ ไม่ใช่หลักฐาน EH โดยตัวเอง |
สำหรับงานไฟฟ้า จึงควรแยกคำว่า “รองเท้าเซฟตี้” ออกจาก “รองเท้าที่มีคุณสมบัติป้องกันอันตรายทางไฟฟ้า” ให้ชัดเจน
รองเท้า EH กับรองเท้า ESD ต่างกันอย่างไร?
อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ผู้ซื้อสับสนคือสัญลักษณ์ EH และ ESD เพราะทั้งสองคำเกี่ยวข้องกับไฟฟ้า แต่มีจุดประสงค์การใช้งานต่างกัน
EH หรือ Electrical Hazard มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าดูดโดยบังเอิญ ตามข้อจำกัดของรองเท้า EH
ส่วน ESD หรือ Electrostatic Discharge เกี่ยวข้องกับการควบคุมการถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต ซึ่งมีความสำคัญในพื้นที่ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
| ประเด็น | EH | ESD |
|---|---|---|
| จุดประสงค์หลัก | ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดูดโดยบังเอิญ | ควบคุมการคายประจุไฟฟ้าสถิต |
| การทำงานของพื้นรองเท้า | ต้องมีคุณสมบัติต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าตามเกณฑ์ EH | ต้องควบคุมค่าความต้านทานเพื่อระบายประจุไฟฟ้าสถิต |
| งานที่เกี่ยวข้อง | งานซ่อมบำรุงไฟฟ้าและงานที่มีความเสี่ยงทางไฟฟ้า | งานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ |
| ใช้แทนกันได้หรือไม่ | ไม่ควรใช้แทน ESD โดยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติ | ไม่ควรใช้แทน EH |
ตัวอย่างเช่น พนักงานที่ประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์อาจต้องใช้รองเท้า ESD เพื่อช่วยลดการคายประจุที่ส่งผลเสียต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ในขณะที่ช่างซ่อมบำรุงไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสกระแสไฟฟ้าโดยบังเอิญ อาจต้องใช้รองเท้า EH หรือรองเท้าฉนวนที่เหมาะสมกับงานนั้น
การเลือกต้องอ้างอิงผลประเมินอันตรายในพื้นที่จริง เพราะสถานที่บางประเภทมีความเสี่ยงด้านไฟฟ้าสถิตและไฟฟ้าดูดร่วมกัน ซึ่งต้องออกแบบมาตรการป้องกันโดยผู้เชี่ยวชาญ
รองเท้าหัวคอมโพสิตเหมาะกับงานไฟฟ้าประเภทใดบ้าง?
รองเท้าหัวคอมโพสิตสามารถใช้กับงานได้หลายประเภท หากตัวรองเท้ามีคุณสมบัติและมาตรฐานตรงตามความเสี่ยงที่ประเมินไว้
งานติดตั้งระบบไฟฟ้าในอาคาร
พนักงานอาจต้องเคลื่อนย้ายเครื่องมือ ทำงานบนพื้นคอนกรีต หรืออยู่ใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า จึงต้องพิจารณาการป้องกันแรงกระแทก การยึดเกาะ และความเสี่ยงจากไฟฟ้าควบคู่กัน
งานซ่อมบำรุงเครื่องจักรในโรงงาน
ช่างซ่อมบำรุงอาจทำงานใกล้มอเตอร์ ตู้ควบคุม และระบบจ่ายไฟของเครื่องจักร การใช้รองเท้านิรภัยที่เหมาะสมจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการความปลอดภัย
ก่อนเข้าซ่อมเครื่องจักรควรตัดแยกแหล่งพลังงาน ใช้กระบวนการ Lockout/Tagout และตรวจยืนยันสภาวะปลอดพลังงานโดยผู้มีหน้าที่และความสามารถตามขั้นตอนที่กำหนด
งานระบบไฟฟ้าในคลังสินค้า
งานดูแลระบบไฟฟ้า แสงสว่าง และอุปกรณ์ในคลังสินค้ามีทั้งความเสี่ยงไฟฟ้าและความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น สิ่งของตกหล่นหรือพื้นลื่น
รองเท้าจึงควรมีคุณสมบัติป้องกันแรงกระแทกและพื้นยึดเกาะที่เหมาะสม พร้อมตรวจสอบข้อกำหนดทางไฟฟ้าตามหน้าที่ปฏิบัติงาน
งานระบบไฟฟ้าแรงสูง
หากเป็นงานใกล้ส่วนที่มีไฟฟ้าแรงสูงหรือการทำงานกับอุปกรณ์ที่ยังมีไฟอยู่ ไม่ควรใช้รองเท้าหัวคอมโพสิตทั่วไปหรือรองเท้า EH แทนรองเท้าฉนวนที่กำหนดไว้สำหรับงานนั้น
การเลือก PPE ต้องดำเนินการโดยผู้มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไฟฟ้า ตามการประเมินอันตรายและขั้นตอนการทำงานที่ได้รับอนุมัติ
วิธีตรวจสอบรองเท้าหัวคอมโพสิตก่อนซื้อสำหรับงานไฟฟ้า
หากกำลังเลือกซื้อรองเท้านิรภัยสำหรับช่างไฟฟ้าหรือพนักงานซ่อมบำรุง สามารถตรวจสอบตามขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1 ประเมินความเสี่ยงจากลักษณะงาน
ตรวจสอบว่าเป็นงานไฟฟ้าที่ตัดแยกพลังงานแล้ว งานที่มีโอกาสสัมผัสไฟฟ้าโดยบังเอิญ หรือเป็นงานใกล้ส่วนที่ยังมีไฟอยู่ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้น
ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบมาตรฐานบนฉลากรองเท้า
ตรวจสอบสัญลักษณ์ ASTM F2413 พร้อม EH หากต้องการการป้องกันเสริมตามขอบเขต EH หรือมาตรฐาน EN 50321-1 และชั้นการป้องกันที่เหมาะสมหากเป็นงานที่ต้องใช้รองเท้าฉนวน
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบวัสดุและโครงสร้างรองเท้า
พิจารณาหัวคอมโพสิต พื้นรองเท้า แผ่นป้องกันการแทงทะลุ และวัสดุอื่น ๆ โดยตรวจสอบคุณสมบัติของรองเท้าสำเร็จรูป ไม่อาศัยเพียงคำโฆษณาว่าไม่มีโลหะ
ขั้นตอนที่ 4 ขอเอกสารรับรองมาตรฐาน
ตรวจสอบเอกสารจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย เช่น รายงานผลการทดสอบ ใบรับรอง และรุ่นสินค้าที่ตรงกับรองเท้าที่ต้องการซื้อ
ขั้นตอนที่ 5 ทดลองสวมใส่และตรวจสอบสภาพรองเท้า
เลือกรองเท้าที่กระชับ ไม่บีบนิ้วเท้า พื้นยึดเกาะเหมาะสม และไม่มีรอยแตก รอยทะลุ หรือการชำรุดที่อาจลดประสิทธิภาพการป้องกัน
ขั้นตอนที่ 6 ตรวจสอบการใช้งานและบำรุงรักษาตามผู้ผลิต
ตรวจสภาพรองเท้าก่อนใช้งานทุกครั้ง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ผลิตเรื่องการทำความสะอาด ความชื้น การจัดเก็บ และการเปลี่ยนรองเท้าเมื่อเสื่อมสภาพ
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเลือกรองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้า
ข้อผิดพลาดที่สำคัญคือการเลือกจากคำว่า Composite Toe เพียงอย่างเดียว เพราะวัสดุหัวรองเท้าไม่ได้ยืนยันว่าพื้นรองเท้ามีคุณสมบัติ EH
อีกกรณีคือการเห็นตัวเลขทดสอบ 18,000 โวลต์แล้วเข้าใจว่ารองเท้าสามารถป้องกันไฟฟ้าแรงดันระดับนั้นระหว่างใช้งานได้ ซึ่งเป็นการตีความที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ รองเท้าที่เปียกน้ำ พื้นสึกหรอ มีรอยทะลุ หรือมีสิ่งปนเปื้อนที่นำไฟฟ้า อาจสูญเสียคุณสมบัติการป้องกันตามที่ออกแบบไว้
ไม่ควรดัดแปลงรองเท้า เปลี่ยนแผ่นรองพื้นเป็นวัสดุอื่น หรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมโดยไม่ตรวจสอบกับผู้ผลิต เพราะอาจกระทบต่อคุณสมบัติที่ผ่านการทดสอบ
ที่สำคัญที่สุดคือรองเท้านิรภัยไม่ใช่อุปกรณ์ที่จะใช้แทนการตัดแยกพลังงาน การตรวจสอบว่าไม่มีไฟฟ้า หรือ PPE สำหรับงานไฟฟ้าชนิดอื่น
สรุป: รองเท้าหัวคอมโพสิตสำหรับงานไฟฟ้า ควรดูมาตรฐานก่อนดูวัสดุ
รองเท้าหัวคอมโพสิตเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรองเท้าเซฟตี้ที่ไม่มีโลหะบริเวณหัวรองเท้า แต่การใช้กับงานไฟฟ้าอย่างปลอดภัยต้องพิจารณามากกว่าวัสดุหัวรองเท้า
หากเป็นงานที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสไฟฟ้าโดยบังเอิญในสภาพแห้ง ควรตรวจสอบมาตรฐาน ASTM F2413 พร้อมสัญลักษณ์ EH และข้อจำกัดการใช้งาน
แต่หากเป็นงานที่มีข้อกำหนดให้ใช้รองเท้าฉนวนไฟฟ้าสำหรับงานใกล้หรือกับส่วนที่ยังมีไฟอยู่ ต้องเลือกรองเท้าที่ผ่านมาตรฐานเฉพาะ เช่น EN 50321-1 และชั้นการป้องกันที่เหมาะสมตามการประเมินความเสี่ยง
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบฉลาก เอกสารรับรอง และข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ผลิตทุกครั้ง ไม่ควรเชื่อเพียงข้อความโฆษณาว่า “รองเท้ากันไฟฟ้า” หรือ “หัวคอมโพสิตไม่นำไฟฟ้า”
การเลือกรองเท้าเซฟตี้ที่เหมาะสมจึงควรเริ่มต้นจากความเสี่ยงของงาน เพื่อให้ได้รองเท้าที่ทั้งสวมใส่สบาย ปกป้องเท้า และมีคุณสมบัติสอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. รองเท้าหัวคอมโพสิตกันไฟฟ้าดูดได้จริงหรือไม่?
หัวคอมโพสิตโดยทั่วไปผลิตจากวัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า แต่ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทั้งคู่ป้องกันไฟฟ้าดูดได้ ต้องตรวจสอบมาตรฐานของรองเท้าสำเร็จรูป เช่น ASTM F2413 พร้อม EH หรือมาตรฐานรองเท้าฉนวนที่เหมาะกับงาน
2. รองเท้าเซฟตี้สำหรับงานไฟฟ้าต้องมีมาตรฐานอะไร?
ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของงาน รองเท้า EH ตาม ASTM F2413 ใช้เป็นการป้องกันเสริมจากไฟฟ้าดูดโดยบังเอิญภายใต้ข้อจำกัดที่กำหนด ส่วนงานที่ต้องใช้รองเท้าฉนวนไฟฟ้าควรพิจารณา EN 50321-1 และชั้นการป้องกันที่เหมาะสม
3. รองเท้า EH ป้องกันไฟฟ้าได้ 18,000 โวลต์จริงหรือไม่?
18,000 โวลต์เป็นแรงดันทดสอบตามมาตรฐาน EH ในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่แรงดันใช้งานที่อนุญาตให้สัมผัสโดยตรง รองเท้า EH เป็นเพียงการป้องกันเสริมและมีข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อม
4. รองเท้าหัวเหล็กสามารถใช้ในงานไฟฟ้าได้หรือไม่?
สามารถใช้ได้ในบางลักษณะงาน หากรองเท้าทั้งคู่ผ่านมาตรฐานที่ตรงกับความเสี่ยงและไม่มีส่วนที่นำไฟฟ้าสัมผัสกับผู้สวมใส่หรือเปิดเผยในลักษณะที่ก่ออันตราย จึงไม่ควรตัดสินจากวัสดุหัวรองเท้าเพียงอย่างเดียว
5. รองเท้า ESD ใช้แทนรองเท้า EH ได้ไหม?
ไม่ควรใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ เพราะ ESD ออกแบบเพื่อควบคุมการคายประจุไฟฟ้าสถิต ส่วน EH ออกแบบเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดูดโดยบังเอิญตามเงื่อนไขของมาตรฐาน
6. รองเท้าเซฟตี้ S3 สามารถใช้กับงานไฟฟ้าได้หรือไม่?
รหัส S3 ตาม EN ISO 20345 ไม่ได้ยืนยันว่ารองเท้าเป็นฉนวนป้องกันไฟฟ้าดูด ต้องตรวจสอบคุณสมบัติไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมและเลือกตามผลประเมินความเสี่ยง
7. รองเท้าหัวคอมโพสิตที่พื้นเปียกยังป้องกันไฟฟ้าได้หรือไม่?
ไม่ควรถือว่ายังมีการป้องกันเท่าเดิม เพราะความเปียกชื้นและสิ่งปนเปื้อนอาจลดคุณสมบัติทางไฟฟ้า โดยเฉพาะรองเท้า EH ที่มีข้อจำกัดการใช้งานในสภาพแห้ง
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าเซฟตี้ ” ทั้งหมด
👉 ดูรายละเอียด ” รองเท้าหัวคอมโพสิต ” ทั้งหมด
👉 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE: @158kbakp ได้ทันที
#รองเท้าหัวคอมโพสิต #รองเท้าเซฟตี้ #รองเท้าเซฟตี้งานไฟฟ้า #รองเท้านิรภัย #รองเท้ากันไฟฟ้าดูด #CompositeToe #ElectricalHazard #EHRated #ASTMF2413 #ENISO20345 #EN50321 #อุปกรณ์เซฟตี้ #ความปลอดภัยในการทำงาน #MasterSafety



